×

ไบรท์ตันกับความลับในโฟลเดอร์ ทีมอะไรทำไมยิ่งขาย(นักเตะ)ยิ่งเก่ง!

15.09.2023
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • ความลับในความสำเร็จของไบรท์ตันอยู่ในไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์ลับ ซึ่งมีการระบุชื่อของ ‘คนที่อยากได้มาทดแทน’ ซึ่งไม่ได้มีแค่ชื่อของนักฟุตบอลในแต่ละตำแหน่ง แต่ยังรวมถึงตำแหน่งคนทำงานที่สำคัญในสโมสรมากถึง 25 คน โดยในแต่ละตำแหน่งจะมีคนที่ ‘เข้าข่าย’ จะมาทดแทนได้ในกรณีที่คนเดิมย้ายออกไปอย่างน้อย 2-3 ชื่อ
  • นักเตะเหล่านี้เป็นนักเตะที่ระบบ Scout ของทีมวิเคราะห์แล้วว่ามีแวว เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการอดทนรอให้พัฒนาฝีเท้าและปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่นของทีม ซึ่งที่ไบรท์ตันมีสองสิ่งที่หาไม่ได้ในทีมที่ใหญ่กว่าแต่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักฟุตบอลดาวรุ่ง
  • การขายตัวหลักไปแต่ก็ได้ผู้เล่นที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วมาทดแทน เป็นการช่วยยกระดับทีมขึ้นไปอีก ทำให้กลายเป็นว่ายิ่งขายนักเตะออกไปมากเท่าไรก็ดูเหมือนทีมจะยิ่งเก่งขึ้นมากขึ้นเท่านั้น

ไบรท์ตันนั้นแต่เดิมมามีชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเมืองตากอากาศที่เป็นที่รักของชาวอังกฤษ ด้วยมีชายหาดที่เงียบสงบ บรรยากาศน่ารัก อีกทั้งยังเดินทางไม่ยาก นั่งรถไฟจากลอนดอนลงมาทางตอนใต้ใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น

 

ใครมาแล้วนอกจากไปหาดไบรท์ตัน (Brighton Beach) ก็ต้องแวะไปเช็กอินที่ท่าเรือไบรท์ตัน (Brighton Pier), ถนนคนเดินสุดน่ารักอย่าง The Lane, Sea Life Brighton อควาเรียมแห่งแรกของโลกที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1872 (ปีเดียวกับที่ทีมชาติอังกฤษลงแข่งกับทีมชาติสกอตแลนด์ในเกมทีมชาตินัดแรกของโลก!)

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่ตอนนี้อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาคือสนามเอเม็กซ์สเตเดียม รังเหย้าของทีมไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน หรือ ‘เจ้านกนางนวล’ (สมญาภาษาอังกฤษคือ The Seagulls)

 

ที่เป็นเช่นนี้เพราะสโมสรฟุตบอลแห่งนี้กำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่แสนมหัศจรรย์ของโลกลูกหนัง ด้วยการเป็นทีมที่นอกจากจะเล่นด้วยหัวใจแล้ว ยังเล่นได้อย่างสวยงามน่าดู และที่เป็นจุดขายของทีมคือการเล่นอย่างชาญฉลาดที่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้แม้แต่ทีมยักษ์ใหญ่ด้วยไหวพริบ

 

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนทึ่งที่สุดไม่ได้อยู่กับแค่เรื่องของสไตล์การเล่นเท่านั้น ยังอยู่กับวิธีและแนวทางในการบริหารจัดการด้วย

 

เพราะตามความรู้สึก ทีมที่เสียผู้จัดการฝีมือดีอย่าง เกรแฮม พอตเตอร์ และยังโดนสโมสรใหญ่ดูดนักเตะไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เบน ไวท์, มาร์ก กูกูเรยา, อีฟส์ บิสซูมา, เลอันโดร ทรอสซาร์ด และในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาห้องเครื่องหลักอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ มอยเซส ไกเซโด

 

นอกจากพวกเขาจะไม่ทรุด ไบรท์ตันกลับกลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย

 

ไม่ธรรมดา อื้อหือ ไม่ธรรมดาแบบนี้ พวกเขามีเคล็ดลับความสำเร็จอย่างไรกันนะ?

 

 

สูญเสียไม่เสียศูนย์

 

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ไบรท์ตันซึ่งกำลังมาดีๆ ภายใต้การนำของ เกรแฮม พอตเตอร์ ผู้จัดการทีมสายเลือดใหม่ชาวอังกฤษที่รับตำแหน่งต่อจาก คริส ฮิวจ์ตัน ผู้พาทีมขึ้นชั้นมาอยู่พรีเมียร์ลีก และสามารถต่อยอดพาทีมมาได้ไกลถึงการเป็นทีมอันดับที่ 9 ในฤดูกาล 2021/22

 

แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ต้องสูญเสียพอตเตอร์ไปให้กับเชลซี ซึ่งยินดีจ่ายค่าฉีกสัญญาให้ในหลัก 20 ล้านปอนด์ เพื่อแลกกับกุนซือที่ถูกมองว่าเป็น ‘อนาคต’ ของวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

การเสียกุนซือฝีมือดีไปในครั้งนั้นไม่แปลกที่ไบรท์ตันจะถูกมองว่าพวกเขาน่าจะประสบปัญหาสาหัสอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้นทีมก็ทยอยเสียกำลังหลักอย่าง เบน ไวท์, อีฟส์ บิสซูมา และ มาร์ก กูกูเรยา ไปก่อนแล้ว

 

โดยที่สโมสรตัดสินใจเลือก โรแบร์โต เด แซร์บี ที่แทบไม่เป็นที่รู้จักมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่

 

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ที่ได้กลับเหลือเชื่อ เมื่อกุนซือชาวอิตาเลียนยกระดับทีมให้ดีขึ้นไปเสียยิ่งกว่าตอนที่พอตเตอร์คุมทัพเสียอีก

 

ฟุตบอลของไบรท์ตันกลายเป็นฟุตบอลที่ฉลาดล้ำโลก สไตล์การเล่นแบบ Positional Play ของพวกเขากำลังถูกนำมาถอดบทเรียนในฐานะตำราลูกหนังที่ล้ำค่า และปัจจุบันนี้หลายทีมพยายามที่จะปรับตัวเล่นตาม แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม

 

เด แซร์บี ยังโชว์ทั้ง ‘พระเดช’ ในกรณีของ เลอันโดร ทรอสซาร์ด หัวหอกดาวเด่นของทีมที่มีปัญหาความประพฤติด้วยการดรอปพ้นทีมและขายทิ้งให้กับอาร์เซนอลแบบไม่ใยดี แต่ในเวลาเดียวกันก็โชว์ ‘พระคุณ’ ด้วยการให้โอกาส มอยเซส ไกเซโด ซึ่งก็งอแงหนักอยากย้ายไปอาร์เซนอลด้วยอีกคนถึงขั้นโพสต์ข้อความอ้อนวอน ด้วยการให้โอกาสกลับมาแก้ตัวเพื่อรักษาเส้นทางการเล่นอีกครั้ง (ก่อนจะได้ย้ายไปทีมใหญ่อย่างเชลซีสมใจ)

 

สุดท้ายไบรท์ตันจบฤดูกาล 2022/23 ด้วยการเป็นทีมอันดับที่ 6 ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปเป็นครั้งแรกในรายการยูฟ่ายูโรปาลีก

 

หลายคนอยากรู้ว่าไบรท์ตันไปหาโคตรโค้ชอย่างเด แซร์บี ที่ตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเก่งน้องๆ เป๊ป กวาร์ดิโอลา มาจากไหน?

 

 

ไฟล์ในโฟลเดอร์ลับ

 

คำตอบอาจจะอยู่ในโฟลเดอร์บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของ พอล บาร์เบอร์ ผู้บริหารคนสำคัญที่อยู่คู่กับสโมสรมาเป็นเวลากว่า 11 ปี

 

ความลับในความสำเร็จของไบรท์ตันอยู่ในไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์นี้ ซึ่งมีการระบุชื่อของ ‘คนที่อยากได้มาทดแทน’ ซึ่งไม่ได้มีแค่ชื่อของนักฟุตบอลในแต่ละตำแหน่ง แต่ยังรวมถึงตำแหน่งคนทำงานที่สำคัญในสโมสรมากถึง 25 คน

 

ในไฟล์เหล่านั้นประกอบไปด้วยชื่อผู้เล่น, โค้ช, สตาฟฟ์ที่ทำงานเบื้องหลัง ไปจนถึงชื่อของคนที่สามารถมาทำงานบริหารได้ โดยในแต่ละตำแหน่งจะมีคนที่ ‘เข้าข่าย’ จะมาทดแทนได้ในกรณีที่คนเดิมย้ายออกไปอย่างน้อย 2-3 ชื่อ

 

ดังนั้นเมื่อฮิวจ์ตันต้องไปจากทีม พวกเขาก็เลือกพอตเตอร์เข้ามา

 

และเมื่อพอตเตอร์ไปจากทีม พวกเขาก็เลือกเด แซร์บีเข้ามา

 

วิธีการทำงานของพวกเขาความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไร เพราะเจ้าของสโมสรคือ โทนี บลูม ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจบ่อนรับพนันถูกกฎหมาย ที่มีความเชี่ยวชาญเรียกว่าเป็น ‘ปราชญ์’ ในด้านของการนำข้อมูลสถิติต่างๆ มาใช้ในการทำธุรกิจอยู่แล้ว

 

พูดง่ายๆ คือบลูมเอาวิชาความรู้จากการทำธุรกิจรับพนันมาปรับใช้กับการบริหารสโมสรฟุตบอล และออกมาได้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์ โดยจากวันที่เขาเทกโอเวอร์ในปี 2011 ไบรท์ตันยังอยู่ในลีกวัน (ลีกลำดับชั้นที่ 3 ของอังกฤษ) วันนี้พวกเขาก้าวมาสู่การเป็นทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีกไปแล้ว

 

อย่างไรก็ดี บลูมเองก็ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าตัวเขาเองก็ประหลาดใจกับผลงานของเด แซร์บีเหมือนกัน

 

“เขาทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก ในตอนที่เราดูข้อมูลประวัติการทำงานของเขาที่ลงลึกไปในรายละเอียดก็คิดว่ามันดีมากแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้คิดเลยว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดนี้เมื่อมาทำงานกับเราจริงๆ เขามีอิทธิพลกับผู้เล่นหลายคนมาก เขาช่วยพัฒนานักเตะเหล่านี้ได้อีกมากๆ”

 

 

มหา’ลัย เหมืองแร่

 

ถึงแม้ไบรท์ตันจะไม่ได้มีเหมืองอะไรในเมือง แต่กับสโมสรไบรท์ตันแล้วพวกเขาทำตัวเป็นเหมืองแร่อัญมณีที่ล้ำค่าที่รอให้ถึงเวลาเดี๋ยวจะมีมณีเม็ดใหม่ส่องประกายขึ้นมา

 

แต่แน่นอนว่าผู้จัดการทีมเองก็มีส่วนในการช่วยกันขุดด้วย

 

แนวทางนี้ได้ผลเป็นอย่างดีมาตั้งแต่ครั้งที่พอตเตอร์ยังทำงานอยู่ และถูกต่อยอดมาถึงยุคของเด แซร์บี ที่ไม่เพียงแต่ขุดเก่ง แต่ยังเก่งในเรื่องของการเจียระไนเพชรพลอยเหล่านี้ด้วย

 

คอลเล็กชันของเด แซร์บี นำมาโดย คาโอรุ มิโตมะ สุดยอดปีกดาบสายลมที่ตอนนี้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ของทีมและเป็นที่หมายตาของบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่มากมาย นอกจากนี้ยังมี ลีวาย โคลวิลล์ ปราการหลังที่ดึงตัวมาจากเชลซีและขัดเกลาจนถึงขั้นติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว

 

ยังมี อีแวน เฟอร์กูสัน ‘Hot Shot’ คนใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่การันตีค่าตัวว่าน่าจะทะลุ 100 ล้านปอนด์แน่ๆ หากย้ายทีม รวมถึง ฮูลิโอ เอนซิโซ เพลย์เมกเกอร์อนาคตไกลชาวปารากวัย ซึ่งสร้างชื่อจากการยิงไกลสุดสนั่นในเกมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว (น่าเสียดายที่บาดเจ็บหนักตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล)

 

และ บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ห้องเครื่องที่ย้ายมาจากเชลซีและอดทนรอโอกาสมาตลอด จนฤดูกาลนี้ได้ขึ้นมาเป็นตัวหลักแทนที่ของ แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่ย้ายไปลิเวอร์พูลได้เป็นอย่างดี

 

นักเตะเหล่านี้เป็นนักเตะที่ระบบ Scout ของทีมวิเคราะห์แล้วว่ามีแวว เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการอดทนรอให้พัฒนาฝีเท้าและปรับตัวให้เข้ากับระบบการเล่นของทีม ซึ่งที่ไบรท์ตันมีสองสิ่งที่หาไม่ได้ในทีมที่ใหญ่กว่าแต่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักฟุตบอลดาวรุ่ง

 

สองสิ่งนั้นคือ ‘เวลา’ และ ‘โอกาส’

 

ดังนั้นเมื่ออยู่กับทีมมาระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เจ้าของตำแหน่งก่อนหน้าย้ายออกไป นักเตะชุดต่อมาก็พร้อมจะคว้าโอกาสต่อทันที โดยที่มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการเล่นของทีมดีอยู่แล้ว

 

จีเนียส!

 

 

Reinvest ยิ่งขายยิ่งเก่ง

 

แต่นอกเหนือจากการขุดแร่ธาตุขึ้นมา ไบรท์ตันยังแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานในแบบของพวกเขาด้วยเช่นกัน

 

โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้หวังพึ่งแค่นักเตะจากเหมืองแร่ของตัวเอง แต่พร้อมที่จะจ่ายเพื่อให้ได้นักเตะฝีเท้าดีเข้ามาด้วย เพื่อให้พร้อมสำหรับโอกาสดีที่จะได้สร้างชื่อในรายการสโมสรยุโรป

 

เรียกว่าไม่ได้แค่ ‘ขายเป็น’ แต่ ‘ซื้อก็เป็น’

 

สิ่งที่เราได้เห็นคือการลงทุน 30 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติของสโมสรเพื่อขอซื้อ ชูเอา เปโดร เพลย์เมกเกอร์อนาคตไกลชาวบราซิลมาจากวัตฟอร์ด เพื่อเติมสีสันในแนวรุกให้กับทีม

 

นอกจากนี้ยังได้ คาร์ลอส บาเลบา มิดฟิลด์ตัวรับจากลีลล์ ที่ย้ายมาแทนตำแหน่งของ มอยเซส ไกเซโด ซึ่งขายให้เชลซีด้วยค่าตัวระดับสถิติพรีเมียร์ลีก 115 ล้านปอนด์ รวมไปถึง อิกอร์ ฮูลิโอ ปราการหลังจากฟิออเรนตินา เพื่อทดแทนโคลวิลล์ที่หมดสัญญายืมตัวกับเชลซี, บาร์ต แฟร์บรูกเกน ผู้รักษาประตูวัย 20 ปี

 

นอกจากนี้ยังมีนักเตะประสบการณ์สูงอย่าง มาห์มูด ดาฮูด และ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ย้ายมาแบบฟรีๆ จากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และลิเวอร์พูล ตามลำดับ

 

แต่ดีลที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการคว้า อันซู ฟาติ เพชรเม็ดงามของวงการฟุตบอลสเปนมาจากบาร์เซโลนาในสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล

 

การมาของฟาติเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเวลานี้ไบรท์ตันเป็นทีมฟุตบอลที่น่าดึงดูด โดยเฉพาะสำหรับนักฟุตบอลที่ต้องการโอกาสในการลงสนาม ซึ่งชื่อเสียงตรงนี้ใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขา ‘สะสม’ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

โดยทั้งหมดนี้ยังใช้เงินที่ได้จากการขายแม็ค อัลลิสเตอร์ กับไกเซโดไม่หมดเลยด้วยซ้ำไป เป็นการนำเงินที่ได้มาไปใช้ลงทุนต่อได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ประหนึ่งมี Money Coach ไปช่วยติวให้เป็นพิเศษ

 

การขายตัวหลักไปแต่ก็ได้ผู้เล่นที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วมาทดแทน เป็นการช่วยยกระดับทีมขึ้นไปอีก ทำให้กลายเป็นว่ายิ่งขายนักเตะออกไปมากเท่าไรก็ดูเหมือนทีมจะยิ่งเก่งขึ้นมากขึ้นเท่านั้น

 

มันยังสะท้อนให้เห็นว่าไบรท์ตันไม่ได้คิดถึงแค่การเป็นทีมที่อยู่รอดในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น เพราะพวกเขาผ่านจุดนั้นมานานแล้ว

 

พวกเขาคิดถึงการจะไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในวิธีแบบของพวกเขาเอง

 

ครั้งหนึ่งเลสเตอร์เคยสร้าง ‘เทพนิยาย’ ให้โลกเห็นด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างมหัศจรรย์ที่สุด

 

ไม่ได้บอกว่ามันจะเกิดขึ้นกับไบรท์ตัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะฝันถึงมันไม่ได้ จริงไหม?

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising