ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติให้คำมั่นพร้อม ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม คาดในกรณีฐาน เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 ส่วนเงินเฟ้ออาจทะลุกรอบเป้าหมายแตะ 3.5% และห่วงสงครามยืดเยื้อฉุดเศรษฐกิจไทย ‘หัวปัก’
วันนี้ (9 เมษายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบัน ธปท.คาดว่า ในกรณีฐาน (Baseline) เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในกรอบราว 1.3-1.7% ในปี 2569 นับว่าชะลอตัวจากการขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ที่ผ่านมา
โดยในกรณีฐานดังกล่าว ธปท.มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลง ภายในช่วงกลางปีนี้ กล่าวคือ หากสถานการณ์จบภายในเดือนมิถุนายน GDP ไทยน่าจะขยายตัวได้ราว 1.3% ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 3.5% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์จบเร็วภายใน 2 สัปดาห์นี้ GDP ไทยอาจโตที่ 1.7% และเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 2.5%
ประมาณการล่าสุดนี้นับว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปจากในการแถลงข่าวผลการประชุมกนง.ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ โดยช่วงนั้น กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำที่ประมาณ 2.0% ในปีนี้ พร้อมทั้งมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสที่จะอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ไปจนถึงปี 2570 ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่ากรอบนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบที่ผ่านมา
วิทัย ยังย้ำว่า ประมาณการ GDP ที่ 1.3-1.7% นี้ยังไม่นับมาตรการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมาของรัฐบาล “รัฐบาลใหม่มาจะมีมาตรการกระตุ้นอยู่แล้ว แต่จะกระตุ้นด้วยอะไร ด้วยเกมใหญ่คือพ.ร.ก.กู้เงิน หรือเกมเล็กอันนี้ผมยังไม่ทราบ”
อย่างไรก็ตาม วิทัยกล่าวต่อว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรอบนี้จะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ (1) ระยะเวลา (Duration) ว่าเหตุการณ์จะจบช้าหรือเร็ว (2) ความรุนแรง (Intensity) ของสถานการณ์ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกทำลายมาแค่ไหน และ (3) การจัดหาวัตถุดิบ (Supply Chain Disruption) เช่น น้ำมัน เม็ดพลาสติก และปิโตรเคมี
โดยผู้ว่าฯ ธปท. ยังระบุว่า หากไทยเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ‘ชัด’ เนื่องจากหากเกิดภาวะ Disruption อาจจะส่งผลต่อเงินเฟ้ออีกทอด
“ถ้าอีก 2 สัปดาห์จบ เปิดช่องแคบกลับมาปกติ ราคาน้ำมันก็จะยังไม่ลง จะมีพรีเมียมอยู่ เพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานก็ถูกทำลายเยอะแล้ว แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงมากกว่านี้ เช่นตกลงกันไม่ได้ กลับมาถล่มกันใหม่ จบสิ้นปี (เศรษฐกิจ) ก็หัวปักเลย” วิทัยกล่าว
ยืนยัน ‘ตรึงดอกเบี้ย’ ประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด ส่งสัญญาณไม่ลดเพิ่ม
วิทัยกล่าวต่อว่า เพื่อตอบสนองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินจะตรึงดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจให้นานที่สุด พร้อมอธิบายต่อว่า ตามหลักการแล้ว อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากอุปทาน (Supply) การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้ลดลง นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เสี่ยงจะทำลายอุปสงค์ (Demand) อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ธปท.จะจับตาดูอัตราเงินเฟ้อต่อไป เนื่องจากหากอัตราเงินเฟ้ออยู่นาน (Persistent) จนทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) เปลี่ยน ธปท.ก็อาจจะต้องเข้าไปดู
นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับ ‘ผ่อนคลายเต็มที่แล้ว’ พร้อมส่งสัญญาณว่า จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม โดยระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเทรนด์ของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในจุดที่ ‘คง’ หรือ ‘ขึ้น’ มากกว่า”
วิกฤตพลังงานรอบนี้ จ่อลากยาวกว่าโควิด กระทบคนตัวเล็กมากกว่าต้มยำกุ้ง
วิทัยยังมองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันแตกต่างไปจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยมองว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาวกว่า ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME พ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่ใช้น้ำมันเยอะ
“ตอนโควิด ที่ธุรกิจปิดทั้งประเทศ รายได้ธุรกิจเป็นศูนย์ แต่พอกลับมาเปิด วิกฤตก็จบเลย เศรษฐกิจกลับมาได้เร็ว แต่ตอนนี้ ธุรกิจยังเปิดอยู่ แต่กระทบค่าครองชีพ ทำให้คนเดือดร้อน ธุรกิจดิสรัปต์ เพราะไม่มีวัตถุดิบ แม้ไม่ได้ทำให้รายได้คนเป็นศูนย์ แต่คนค้าขาย SME ผู้คนที่ต้องใช้น้ำมันจะถูกกระทบเยอะ นอกจากนี้ น้ำมันคาดว่า จะแพงไปอีกสักระยะ ทุกอย่างจะแพงไปอีกระยะ” วิทัยกล่าว
ส่อง ‘เครื่องมือ’ แบงก์ชาติในการรองรับวิกฤตตะวันออกกลาง
วิทัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ธปท.ขอความร่วมมือแบงก์และนอนแบงก์ไปแล้ว ผ่านการให้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในเชิงป้องกัน (pre-emptive) หากเห็นสัญญาณว่าลูกหนี้มีปัญหาการชำระหนี้ เช่น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ลดค่างวด ลดอัตราดอกเบี้ย ตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ รวมถึงได้มีการออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” (SMEs Secure+) เพื่อเติมเงินและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
“เมื่อวาน ธปท.ได้ขอความร่วมมือดังๆ เพื่อหวังช่วยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบเยอะ ไม่ว่าจะเป็น คนที่ใช้รถ และเกี่ยวข้องกับการค้าขาย เช่น สินเชื่อลีสซิ่ง สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน” วิทัยกล่าว
นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อาจมีการพิจารณามาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม หากสถานการณ์รุนแรงและกระทบลูกหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการออกพ.ร.ก.ซอฟต์โลน (Soft Loan) คือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ธปท. สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้สถาบันการเงิน เพื่อปล่อยกู้ โดยระบุว่า ในเบื้องต้นอาจมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น การกู้ซื้อ EV หรือโซลาร์เซลล์
โดยหากสถานการณ์ลูกหนี้รุนแรงขึ้นอีก ธปท.ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ อยู่ในกระดาน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้ง DR และ TDR มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งต้องพิจารณาใช้อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันภาวะ Moral Hazard รวมไปถึงมาตรการปรับอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบัน ธปท. ยังกำหนดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ของบัตรเครดิตอยู่ที่ 8% ยังไม่กลับไประดับ 10% หลังเคยลดไปเหลือ 5%
“ถ้าสถานการณ์หนักขึ้นไปกว่านี้ เช่นหนี้เสีย (NPL) เริ่มกระดิก มาตรการอื่นก็จะซัดลงไปเพิ่มเติม แต่ถ้าสถานการณ์จบใน 2 สัปดาห์อาจใช้แค่บางตัว แต่ไม่ใช้บางตัว” วิทัยกล่าว

