Menu
76738

บุษบา ดาวเรือง เรื่อง ‘เล็ก’ น้อยนิด มหาศาล

13.03.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

12 Mins read
  • “ไอเดียจะมาตอนที่เราสนุก แต่เมื่อไรที่เครียด พี่จะบอกตัวเองและน้องๆ ว่าถ้าเครียดต้องหยุดเลยนะ เพราะงานของเราคืองานบันเทิง งานให้ความสุขคน มันต้องเริ่มจากความสุขของเราก่อน”
  • “วันที่แกรมมี่เริ่มมาทำค่ายเพลง ไม่มีตัวอย่างให้เราเรียนได้เลย พี่เต๋อกับคุณไพบูลย์มานั่งคุยกันว่าเราจะต้องทำมันอย่างเป็นมืออาชีพ แต่มันไม่มีโมเดลให้เราได้เลย เราก็ผ่านการเรียนรู้มาจากการลงมือทำพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นทุกวันเวลามันเป็นการลองผิดลองถูก คุณไพบูลย์จะบอกอยู่ตลอดว่าอาชีพนี้มันคือการเดา ถ้าเดาถูกบ่อยๆ ก็ทำอาชีพนี้ได้ ถ้าเดาแล้วผิดบ่อยๆ กรุณาไปทำอาชีพอื่น”
  • “แม้กระทั่งตอนนี้ใครๆ จะบอกว่าวงการเพลงล่มสลายแล้ว เพราะยุคดิจิทัลกำลังมา แต่เราต้องขอบคุณเทคโนโลยีโลกดิจิทัลนะ เพราะมันทำให้คอนเทนต์ที่เรามีไปสู่ทุกที่ได้ทุกเวลา มันอยู่ที่วิธีคิดว่าเราจะปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้อย่างไร”
  • “พี่เบิร์ดเป็นคนที่เท่าไรก็ไม่พอ พี่เบิร์ดจะพูดอยู่ตลอดว่าแค่นี้พอหรือยัง คนดูจะว่าเราไหม เพราะพี่เบิร์ดรู้สึกเป็นห่วงคนดูมากว่าเขาต้องได้อะไรกลับไปให้คุ้มที่สุด”

ไม่บ่อยครั้งที่ เล็ก-บุษบา ดาวเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) จะให้สัมภาษณ์สื่อ แล้วจู่ๆ ผมมาจากไหนก็ไม่รู้ ได้มีโอกาสมานั่งคุยกับตำนานที่มีชีวิตของแกรมมี่ เพิ่งมารู้เหตุผลทีหลังว่าพี่เล็กตั้งใจอยากให้เรื่องราวเป็นประโยชน์กับคนทำงานรุ่นใหม่ เลยเปิดห้องทำงานให้ THE STANDARD x ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ไปสำรวจโลกของพี่เล็กโดยเฉพาะ ทั้งในมุมของการทำงานที่ทั้งสนุก ทั้งทรหด และประวัติศาสตร์เพลงไทยจากปากของผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการ


“ท้อฟฟี่ เรามา big hug กันหน่อยมา” พี่เล็กทักทายผมด้วยการกอดแน่นๆ เกิดมาก็เพิ่งมีซีอีโอทักทายด้วยการ big hug นี่ล่ะครับ ผมไม่รู้สึกว่ากำลังจะได้สัมภาษณ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) แต่เหมือนกำลังได้มานั่งคุย ไม่สิ…ต้องเรียกว่ามานั่ง ‘เมาท์’ กับพี่สาวที่ถ่ายทอดพลังบวกให้เรา แปลกดีที่ผมไม่เคยรู้จักพี่เล็กเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่การเติบโตมากับเพลงแกรมมี่ทำให้ผมคุ้นเคยกับพี่เล็กไปโดยปริยาย


ระหว่างที่รอจัดไฟในห้องทำงาน พี่เล็กจูงมือผมมานั่งอีกห้องหนึ่งเพื่อเปิดเพลงอัลบั้มใหม่ของพี่เบิร์ด Bird Mini Marathon ให้ฟังก่อนวางแผงในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ซึ่งเพลง กำแพง ของพี่เบิร์ดกับ Polycat ทำให้ผมขนลุกซู่ เช่นเดียวกับพี่เล็กที่บอกว่า “นานแค่ไหนแล้วนะท้อฟฟี่ที่เราไม่ได้ฟังเพลงแบบนี้” เราเมาท์เพลินกันไปอีกนานเกือบชั่วโมงโดยยังไม่ได้เริ่มสัมภาษณ์ จนกระทั่งทีมงานถึงกับมาตามเราสองคนให้ไปทำงานเสียที!


ผมจำไม่ได้ว่าหัวเราะไปกี่ครั้งระหว่างคุยกับพี่เล็ก แต่จำได้ว่ากลับมาพร้อมกับแรงบันดาลใจมหาศาล    

 

 

ลูกน้องจะชอบเรียกห้องทำงานของหัวหน้าว่า ‘ห้องเย็น’ ผมอยากรู้ว่าห้องทำงานพี่เล็กเย็นไหมครับ

ไม่มั้งคะ มาหาพี่น่าจะร้อนมากกว่า เพราะพี่จะออกแนวร้อนแรง (หัวเราะ) จะชวนกันคึก ชวนกันสนุกมากกว่า พี่อยู่ห้องทำงานน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่จะไปตระเวนอยู่ตามห้องประชุมต่างๆ

 

ไอเดียจะมาตอนที่เราสนุก แต่เมื่อไรที่เครียด พี่จะบอกตัวเองและบอกน้องๆ ว่าถ้าเครียดต้องหยุดเลยนะ เพราะงานของเราคืองานบันเทิง งานให้ความสุขคน มันต้องเริ่มจากความสุขของเราก่อน

 

ทราบมาว่าพี่เล็กชอบทำงานดึกๆ กลางคืนคือช่วงเวลาที่พี่เล็กจะมีไอเดียพรั่งพรูที่สุดหรือเปล่าครับ

พวกพี่มาจากสายโปรดักชัน เราจะทำงานกันยาวนาน ทั้งประชุม ทั้งผลิต ยุคแรกๆ บางทีเราไม่ได้กลับบ้านกันด้วยซ้ำ ซึ่งคุณไพบูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) เขาก็จะตามมาไล่จับพวกเราตามร้านอาหารที่ใช้ประชุม พอเห็นรถเขาเข้ามา เราก็ไปแอบอยู่ใต้โต๊ะ (หัวเราะ) เรามีชีวิตสนุกสนานกับการทำงานแบบนี้มาตลอด แต่พอองค์กรมันเติบโตขึ้น มีคนมาช่วยเรามากขึ้น เราก็ไม่ต้องไปผจญภัยกันเหมือนเดิมแล้ว และคุณไพบูลย์ก็ไม่ต้องมาคอยตามจับพวกเราให้กลับบ้านกันแล้ว

 

พี่เล็กต้องทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา มีวิธีการหาไอเดียจากไหนครับ

ไอเดียจะมาตอนที่เราสนุก แต่เมื่อไรที่เครียด พี่จะบอกตัวเองและบอกน้องๆ ว่าถ้าเครียดต้องหยุดเลยนะ เพราะงานของเราคืองานบันเทิง งานให้ความสุขคน มันต้องเริ่มจากความสุขของเราก่อน

 

ถ้าอย่างนั้นความสุขของพี่เล็กคืออะไรครับ

ความสุขของพี่คือการได้ทำงานที่เราสนุก ได้ทำงานกับคนที่เรารัก ได้ทำงานออกไปแล้วเห็นผลของงานนั้นว่าทำให้คนอื่นมีความสุข พี่จะให้ความสำคัญกับการเป็นคนให้ความสุขกับคนอื่น พี่ขอบคุณพระเจ้าทุกวันเลยนะที่เราโชคดีที่ได้ทำงานที่รักและสนุกกับมันจริงๆ

 

พี่เล็กบอกว่ารักงานที่ทำอยู่ อยากรู้ครับว่ารักอะไรในงานนี้

พี่มาถึงวันนี้ พูดได้เลยว่าพี่ไม่ได้เรียนมาสักเรื่องหนึ่ง พี่คิดว่าใจรักนี่มันสำคัญมากเลยนะ ความรักเป็นพลังขับเคลื่อนที่รุนแรงมากๆ ความรักทำให้เราคิดแต่อยากจะทำอะไรดีๆ ให้คนอื่น พี่โชคดีที่ได้ทำงานที่ตัวเองรักและได้อยู่ในบรรยากาศของคนทำงานที่คิดดีต่อกัน แม้บางครั้งจะปากไม่ดีบ้าง (หัวเราะ) มันเป็นพลังในการทำงานของพี่อย่างดีเลยนะคะ


พี่เริ่มไปทำงานโฆษณาโดยที่ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าสปอต 30 วินาทีคืออะไร พอคุณไพบูลย์ชวนพี่มาทำงานที่แกรมมี่ยิ่งแล้วใหญ่ พี่ไม่รู้อะไรสักอย่าง ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ใหม่หมดด้วยตัวเอง จนถึงวันนี้ก็ยังต้องเรียนรู้อยู่ พี่ได้รับโอกาสดีที่พี่ๆ ไว้วางใจให้ลงมือทำหลายอย่างโดยที่พี่ไม่ได้มีความรู้มาก่อน มาเรียนรู้ใหม่พร้อมกับทุกคนนี่แหละค่ะ

 

 

มีอะไรบ้างที่พี่เล็กต้องเริ่มลุยดุ่ยๆ จากศูนย์โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนบ้างครับ

แทบจะทุกอย่างตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนมาทำงานแกรมมี่ปีแรก ศิลปินคนแรกของเราคือ แพทย์หญิงพันทิวา สินรัชตานันท์ คุณไพบูลย์ก็บอกให้พี่เป็นคนแต่งเพลง เพราะเห็นว่าพี่เคยเป็นก๊อบปี้ไรเตอร์ แต่ก๊อบปี้ไรเตอร์กับการเขียนเพลงนี่มันคนละเรื่องกัน และพี่ไม่ได้เรียนดนตรีเลย พอไปปรึกษาพี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) พี่เต๋อตอบมาว่า “เล็กอยากให้สัมผัสตรงไหนก็สัมผัสได้หมดแหละ” พี่ก็ยกมือไหว้ พี่ขา ขอบคุณค่ะ พี่ช่วยหนูมาก (หัวเราะ) พี่ก็ต้องแกะทีละโน้ตว่าโน้ตนี้เป็นเสียงวรรณยุกต์ไหนแล้วค่อยเอาคำมาใส่ทีละคำ แต่งไปแต่งมา พี่ซัดไป 10 เพลงทั้งอัลบั้ม จู่ๆ เล็ก บุษบา ก็แต่งเพลงได้โดยที่ไม่มีความรู้ใดๆ (หัวเราะ)


หรือวันที่พี่ต้องทำคอนเสิร์ต แบบเบิร์ดเบิร์ด ครั้งแรก ทั้งพี่เต๋อและคุณไพบูลย์เขาก็จะเป็นนกนางนวลผู้เฒ่าที่ไปเห็นโลกมาเยอะแล้วมาถ่ายทอดให้เราอีกที ทั้งสองท่านก็มาคุยกับพี่ว่าถึงเวลาทำคอนเสิร์ตให้พี่เบิร์ดแล้ว พี่ก็งงว่าคอนเสิร์ตคืออะไร เพราะตอนนั้นมี โลกดนตรี กับ 7 สีคอนเสิร์ต อยู่แล้ว เขาก็บอกว่าไม่ใช่ หมายถึงคอนเสิร์ตแบบที่เมืองนอกทำกัน มีขายบัตร พี่ยังไม่รู้เลยว่าถ้าขายบัตรจะต้องไปขายที่ไหน ทุกอย่างใช้มือทำหมด พิมพ์บัตร กรอกที่นั่งกันเอง ไปตั้งโต๊ะขายกันที่เซ็นทรัลจนห้างแตก เราเริ่มเรียนรู้มาจากการลงมือทำจริงๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามันต้องทำอย่างไรกัน


วันที่แกรมมี่เริ่มมาทำค่ายเพลง ไม่มีตัวอย่างให้เราเรียนได้เลย พี่เต๋อกับคุณไพบูลย์มานั่งคุยกันว่าเราจะต้องทำมันอย่างมืออาชีพ แต่มันไม่มีโมเดลให้เลย เราก็ผ่านการเรียนรู้มาจากการลงมือทำพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นทุกวันเวลามันเป็นการลองผิดลองถูก คุณไพบูลย์จะบอกอยู่ตลอดว่าอาชีพนี้มันคือการเดา ถ้าเดาถูกบ่อยๆ ก็ทำอาชีพนี้ได้ ถ้าเดาแล้วผิดบ่อยๆ กรุณาไปทำอาชีพอื่น (หัวเราะ) มันไม่มีตาชั่งใดๆ มาวัดว่าเพลงนี้ส่งมาแล้วโดนแน่นอน เพราะฉะนั้นจะว่าเป็นโชคดีของพี่ก็ได้นะคะที่เรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆ

 

ความท้าทายของงานที่พี่เล็กทำคืออะไรครับ

ทำค่ายเพลงนี่เหมือนประกาศผลสอบทุกวันเลยนะคะ พอเราวางอัลบั้มไปปุ๊บ เราขายได้เท่าไร มันเหมือนประกาศผลสอบเลยว่าที่เราคิดมาทั้งหมดนั้นคนถูกใจหรือเปล่า มันคือการลองผิดลองถูก เรียนรู้จากการลงมือทำ

 

พี่เบิร์ดเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าทำงานด้วยที่สุด ใครที่ได้ทำงานกับพี่เบิร์ดก็รู้สึกแบบนี้หมด พี่เบิร์ดมีพลังที่ทำให้เราคิดอะไรออกได้ไม่หยุดไม่หย่อน

 

เวลาประกาศผลสอบมาแล้วเราสอบได้ไม่เท่าที่เราหวังไว้ พี่เล็กทำอย่างไรครับ

พี่จะถามตัวเองก่อนว่าเรามีส่วนใดๆ บ้างที่ทำให้งานออกมาไม่ได้ผลตามที่เราหวังไว้ เราจะได้แก้ตรงนั้น ขออย่างเดียวคืออย่าให้ผิดซ้ำๆ ในทุกความผิดขอให้เราได้เรียนรู้ อะไรในโลกนี้ที่เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เราอย่าไปฟูมฟาย เรามาสนใจสิ่งที่เราควบคุมได้ดีกว่า ทุกงานที่เราทำมันมาจากสมอง จากสองมือ จากการรวมพลังกัน ทุกครั้งที่เราได้อะไรกลับมา มันก็มาจากการที่เราลงมือทำมันจริงๆ

 

จากเดิมที่ไม่เคยรู้อะไรเลยแล้วผ่านการลองผิดลองถูกอย่างทุลักทุเลมาหลายปี จนถึงตอนนี้พี่เล็กพอจะเห็นสูตรของความสำเร็จหรือยังครับ

การอยู่ตรงนี้บางทีก็ต้องใช้สูตร บางครั้งก็ต้องทิ้งสูตร พอสำเร็จมากๆ เข้ามันจะเริ่มกลายเป็นแพตเทิร์น ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของคนทำงานที่จะรู้สึกว่าแบบนี้โดนแน่ ก็จะทำแต่แบบนี้จนต่างคนต่างก็เฮโลมาทำไอ้สิ่งที่โดนนั้นกันหมด พี่เคยใช้คำหนึ่งว่า ‘งานเราแกรมมี้แกรมมี่ สแตนดาษดื่นมาก’ (หัวเราะ) หมายความว่าทำงานออกมาคล้ายกันหมด ไม่ต้องซื้อของคนนี้ก็ได้ เพราะก็เหมือนกับคนนั้น แต่ละช่วงเวลาเราต้องเฝ้าระวังไม่ให้เรดาร์ของเราเอียงเข้าข้างกันเกินไป มันสำคัญที่เราจะต้องจูนเครื่องนี้อยู่ตลอด


เราผ่านมาทุกช่วงเวลา ผ่านช่วงแกรมมี้แกรมมี่ สแตนดาษดื่น แกรมมี่อ้วน แกรมมี่เบลอ แกรมมี่งง (หัวเราะ) เราต้องค้นพบข้อบกพร่องของเราและตำหนิตัวเราได้ ต้องฟุตเวิร์กกันตลอด และขยับตัวเอง

 

 

 

ที่ผ่านมางานของพี่เล็กต้องเจอกับมนุษย์ที่มีอารมณ์ศิลปินมากๆ ซึ่งบางทีก็น่าจะดราม่าเอาการอยู่ พี่เล็กมีวิธีจัดการกับมนุษย์ดราม่าเหล่านี้อย่างไรครับ

กลับไปเรื่องเบสิกของพี่เลยค่ะคือความรักและความคิดดี พี่คิดเสมอว่าเรายอมเป็นคนที่ให้เขารักเราน้อยลงก็ได้ แต่ขอให้เรายังเป็นคนหวังดีเหมือนเดิม เราก็เลยไม่มีความกังวลว่าเขาต้องมารัก มาชื่นชมเรา เพราะเราอยู่ในจุดที่มั่นใจว่าเราคิดดีและหวังดีกับเขา มันเป็นพลังที่ดีนะคะ ไม่ว่าเราจะคุยกับน้องคนไหน หรือจะร่วมกันแก้ปัญหาใดๆ พี่จะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พี่ต้องเครียด

 

พี่เล็กผ่านมาทั้งยุคเทปคาสเซตต์ เทปผี ซีดี ริงโทน สตรีมมิง ดิจิทัลดาวน์โหลด และในอนาคตก็คงมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย พี่เล็กรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในแต่ละยุคสมัยอย่างไรครับ

ตั้งแต่วันที่เราเริ่มต้น เราอยู่กับความเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสิ่งที่เราทำมันหมุนไปตามโลก งานของเรามันอยู่กับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เรายังเคยพูดกันขำๆ ว่าหรือต่อไปเพลงมันจะมาเป็นเม็ด กินปุ๊บได้ยินเพลงไปด้วยเลย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเรามีวิธีคิดอยู่ตั้งแต่ต้นว่าสิ่งที่เราทำมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องมีความพร้อม


อีกอย่างคือพวกเราเป็นคนเชื่อเรื่องทำดีได้ดี ที่รอดมาได้ทุกวันนี้ หลายครั้งเรายังมองกลับไปเลยว่า โอ้โห พระเจ้าช่วยเราหลายสิ่งมาก ขนาดยุคที่มีการกวาดล้างเทปผีซีดีเถื่อน พี่ยังคิดเลยว่าเหลือดรอดมาให้เราได้ขนาดนี้ก็นับว่าโชคดีมากแล้วนะ เพราะผีมันคงเยอะมาก (หัวเราะ) เราเชื่อมั่นในพลังการทำความดีจริงๆ ถ้าเราทำดี วันหนึ่งมันคงมีสิ่งดีๆ กลับมาหาเรา และมันทำให้เราไม่เสียขวัญไปด้วย  


แม้กระทั่งตอนนี้ใครๆ จะบอกว่าวงการเพลงล่มสลายแล้ว เพราะยุคดิจิทัลกำลังมา แต่เราต้องขอบคุณเทคโนโลยีโลกดิจิทัลนะ เพราะมันทำให้คอนเทนต์ที่เรามีไปสู่ทุกที่ได้ทุกเวลา มันจึงอยู่ที่วิธีคิดว่าเราจะปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาได้อย่างไร พระเจ้าให้สมองกันมาแล้วก็ต้องคิดกันให้ออก

 

จะว่าไปก็น่าสนใจนะครับ อย่างเทปผีหรือแผ่นประเทือง MP3 ที่เคยเป็นอุปสรรคในวงการเพลง จนตอนนี้สิ่งเหล่านี้ก็ตายไปหมดแล้ว แต่แกรมมี่ก็ยังอยู่ เพลงก็ยังอยู่

(หัวเราะ) นั่นสิ มันอยู่ที่ความเชื่อจริงๆ นะคะ ก็เหมือนอย่างที่ตอนนี้ไม่มีใครเขาออกอัลบั้มกันแล้ว แล้วก็บอกว่าวงการเพลงตายแล้ว พี่ก็มาทำโปรเจกต์ Bird Mini Marathon เป็นอัลบั้มเต็ม พี่ๆ ยังคิดเลยว่าการทำอัลบั้มนี้เหมือนเป็นการทำให้วงการเพลงกลับมาคึกคักกันเหมือนเดิม

 

 

เวลาที่ผมเห็นงานพี่เบิร์ด ผมไม่เห็นพี่เบิร์ดแค่ในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่สัมผัสได้ถึงความเป็น ‘เบิร์ดแอนด์บุษบา’ หรือ ‘เบิร์ดแอนด์เดอะแบนด์’ เพราะพี่เล็กอยู่ในทุกงานของพี่เบิร์ด เหมือนเป็นอีกสมาชิกที่ไม่ได้อยู่บนเวที

พี่เบิร์ดบอกว่าทำงานกับพี่เหมือนทาบวิญญาณกัน (หัวเราะ) เหมือนเราเป็นคนเดียวกัน พี่เบิร์ดเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าทำงานด้วยที่สุด ใครที่ได้ทำงานกับพี่เบิร์ดก็รู้สึกแบบนี้หมด พี่เบิร์ดมีพลังที่ทำให้เราคิดอะไรออกได้ไม่หยุดไม่หย่อน คิดอะไรบ้าคลั่งของเราไปได้เรื่อยๆ เพราะมีคนที่พร้อมจะร่วมคิดร่วมทำด้วยกันมาตลอด พี่เบิร์ดยังเคยบอกเลยว่าทำงานกับพี่นี่ไม่ใช่แค่ทุกเม็ดนะ แต่เหมือนหยิบขึ้นมาทีละเม็ดแล้วบี้จนเป็นผงละเอียด (หัวเราะ) ทำไมเธอเยอะอย่างนี้

 

มีเรื่องสนุกๆ ของ ‘เบิร์ดแอนด์บุษบา’ ที่เป็นการทาบวิญญาณกันไหมครับ

เรื่องสนุกๆ ของพี่กับพี่เบิร์ดมีอยู่ตลอดเวลา มี แบบเบิร์ดเบิร์ด อยู่ปีหนึ่งที่ศูนย์วัฒนธรรม ตอนอยู่ในลิฟต์ก่อนที่พี่เบิร์ดจะต้องขึ้นบนเวที มือหนึ่งพี่ก็จะถือสคริปต์ อีกมือหนึ่งถือน้ำ พี่เบิร์ดเขาเหนื่อยมาก พี่ก็ทวนสคริปต์ให้พี่เบิร์ดอยู่ ทุกอย่างมันต้องเร็วมาก พี่เบิร์ดก็บอกพี่ว่า “น้ำ…น้ำ” พี่ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมัวแต่โฟกัสเรื่องการบรีฟพี่เบิร์ด จู่ๆ พี่ก็ดื่มน้ำเองเลย แล้วลิฟต์ก็ขึ้น พี่เบิร์ดก็ขึ้นไปบนเวทีในขณะที่มองเห็นพี่กำลังดื่มน้ำแทนพี่เบิร์ดอยู่ พอจบเพลงแล้วเขาทนไม่ได้ เขาฟ้องคนดูว่าพี่ไม่ยอมให้เขาดื่มน้ำ แต่รู้ไหม ตอนที่พี่เบิร์ดพูดว่า “น้ำ…น้ำ” พี่ดูดแทนทุกคำเลยนะ เหมือนกับจะดูดให้เขา (หัวเราะ)

 

เชื่อว่าที่ผ่านมาพี่เล็กกับพี่เบิร์ดซนกับการทดลองด้วยกันทั้งคู่ มีไอเดียอะไรก็ใส่ลงไปหมด ซึ่งปัญหาของการที่คนมีไอเดียเยอะมาอยู่ด้วยกันคือไอเดียเยอะเกินไปจนล้น ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับพี่เล็กและพี่เบิร์ดไหมครับ

หลังๆ พี่เพิ่งมาค้นพบว่าพี่ผิดไปแล้วจริงๆ เวลาพี่คิด แบบเบิร์ดเบิร์ด พี่จะไม่มีการยับยั้งชั่งใจในไอเดียเลยทั้งสิ้น พี่เบิร์ดเป็นคนที่เท่าไรก็ไม่พอ พี่เบิร์ดจะพูดอยู่ตลอดว่าแค่นี้พอหรือยัง คนดูจะว่าเราไหม เพราะพี่เบิร์ดรู้สึกเป็นห่วงคนดูมากว่าเขาต้องได้อะไรกลับไปให้คุ้มที่สุด มันเลยทำให้พี่คิดไม่หยุด แล้วพี่เบิร์ดก็ดันทำได้ไม่หยุดเสียทีอีก จนคุณไพบูลย์เขามาเตือนพี่ว่า “ผมดู แบบเบิร์ดเบิร์ด แล้วรู้เลยว่ามันต้องใช้พลังเยอะมาก เล็กเข้าใจไหมว่าเวลาคนที่ไฟไหม้แล้วแบกตุ่มได้น่ะเป็นยังไง เบิร์ดน่ะเหมือนคนแบบนั้น แต่เป็นอยู่ทั้งคอนเสิร์ต” พี่ก็ไม่เข้าใจ ด้วยความที่เราซน ทั้งพี่และพี่เบิร์ดนั่นแหละ แต่พอวันเวลาผ่านไป พี่ก็มาคิดนะว่าทำไมเราต้องให้พี่เบิร์ดทำเยอะมากขนาดนั้น

 

ตอนที่พี่เบิร์ดออกอัลบั้ม Dream (2539) ถือเป็นอัลบั้มที่โชว์เหนือมากๆ แต่ในแง่ยอดขายถือว่าน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่การกลับมาของพี่เบิร์ดในอัลบั้ม ธงไชย เซอร์วิส (2541) ซึ่งมีความเรียบง่ายกว่าเดิมกลับประสบความสำเร็จสูงมาก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การทำอัลบั้มของพี่เบิร์ดก็ดูจะยึดแนวทางความเรียบง่ายนี้มาอีกหลายอัลบั้ม จุดเปลี่ยนจากความซับซ้อนมาสู่ความเรียบง่ายในครั้งนั้นเป็นบทเรียนอะไรให้กับพี่เล็กและทีมงานบ้างครับ

อัลบั้ม Dream เอามาฟังทุกวันนี้ยังล้ำอยู่เลยนะคะ ยุคนั้นเป็นยุค Producer Oriented เป็นยุคที่โปรดิวเซอร์จะผลักดันให้นักร้องทำอะไรที่เกินขีดจำกัดของเขาไปอีก แต่ในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องโชว์เหนือตลอดเวลา คนฟังเหนื่อย แต่ตอนนั้นเราไม่รู้หรอก เราเป็นพวกทำอะไรแล้วต้องกดไปให้สุดๆ ลองคิดดูว่าเพลง พรุ่งนี้ ยาวตั้ง 7 นาทีกว่า ทำไมมันต้องขนาดนั้น (หัวเราะ) พี่ยังจำได้เลยว่าเพลง ดอกไม้ในทะเลทราย พี่ว่าว (ธนวัฒ สืบสุวรรณ – โปรดิวเซอร์) เขาเป็นกูรูทางดนตรีมาก มีเนื้อหลัก มีคอรัส มีร้องสวนกัน มีเนื้อใหม่เพิ่มเข้ามา มันดี แต่มันเยอะสิ่งมาก ยุคนั้นเป็นยุคแอดลิป พอพี่เบิร์ดแอดลิปได้ โปรดิวเซอร์ก็ใส่แอดลิปทุกช่องทางจนเราเรียกกันว่าไม่ใช่แอดลิปแล้ว แต่เป็น ‘แอดโลภ’ (หัวเราะ) เพราะไม่มีช่องว่างเลย พอเวลาผ่านไปเราถึงได้มาทบทวนว่าเราทำอะไรเยอะไป น้อยไป พลาดอะไรไป


หลังจากอัลบั้มนั้นพี่เต๋อก็ไม่อยู่แล้ว คุณไพบูลย์ก็มาบอกว่า “อัลบั้มต่อไปเล็กโปรดิวซ์เลย” พี่ก็… หนู? โปรดิวซ์? ไม่ได้เรียนอะไรมาเลย (หัวเราะ) พี่ก็ถามคุณไพบูลย์ว่าทำไมถึงเป็นพี่ คุณไพบูลย์บอกว่างานของเบิร์ดเป็นงานที่ต้องสื่อสารกับคน เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ทางด้านดนตรีเลย และเขาก็เชื่อว่าพี่รู้จักพี่เบิร์ดและคนฟังของพี่เบิร์ดดี


พี่ก็ไปบอกพี่เบิร์ดว่า เบิร์ดรู้แล้วใช่ไหมว่าพี่ต้องเป็นโปรดิวเซอร์ เบิร์ดคาดหวังอะไรจากพี่ ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรให้เชื่อได้เลยนะ เพราะพี่ไม่รู้เรื่องดนตรีเลย เบิร์ดคาดหวังไหมว่ามันจะต้องล้านถล่มทลาย เพราะพี่เบิร์ดก็ผ่านจุดล้านตลับมาตลอด แต่พี่เบิร์ดรักทีมมาก เขารู้ว่าเราตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุด และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็จะเรียนรู้จากสิ่งนั้น ก็เป็นจุดที่ทำให้เราจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ทำอัลบั้มออกมาโดยที่ไม่ได้เครียดอะไร


เย็นวันหนึ่งพี่กำลังนั่งรถกลับบ้าน ก็มองออกไปยังท้องถนน พี่ก็คิดได้ว่าคนเดินถนนแบบนี้ก็ชอบเบิร์ดกันทุกคนนั่นแหละ และมาคิดต่อว่าคนแบบนี้เขาต้องการอะไรจากพี่เบิร์ดบ้าง ก็ออกมาเป็นอัลบั้ม ธงไชย เซอร์วิส ที่ประสบความสำเร็จมาก และพี่เบิร์ดก็น่ารักมาก หลังจากผ่านอัลบั้ม Dream มานี่ก็ขั้นเทพแล้ว แอดลิป แอดโลภ กันขนาดนั้น พอมาทำอัลบั้ม ธงไชย เซอร์วิส พี่บอกว่า เบิร์ดช่วยร้องแบบที่ร้องตามได้ง่ายๆ ราวกับร้องคาราโอเกะนะ กลายเป็นพี่เบิร์ดก็พร้อมทันที อัลบั้มนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนที่เราพาพี่เบิร์ดกลับมาสู่ความเรียบง่าย

 

 

2-3 อัลบั้มต่อมาพี่เบิร์ดก็ยังคงความเรียบง่ายอยู่ จนกระทั่งมาถึงอัลบั้มที่โคตรครีเอทีฟที่สุดในยุคนั้นคือ ชุดรับแขก (2545) ที่นำความเป็นไทยและวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาทำให้กลายเป็นความป๊อป อะไรคือสิ่งที่ทำให้พี่เล็กพาความครีเอทีฟระดับนี้ไปได้สุดทางขนาดนั้นครับ

อันหนึ่งที่พี่เบิร์ดทำได้ดีมากเลยคือความเป็นไทย มีคนเคยไปดู แบบเบิร์ดเบิร์ด ที่พี่เบิร์ดเล่นลิเก แล้วบอกว่าพี่เบิร์ดคือสะพานสายรุ้งที่พาศิลปวัฒนธรรมไทยไปสู่คนรุ่นใหม่ พี่ก็คิดในใจมาตลอดเวลาถ้ามีโอกาสเมื่อไรก็อยากเอาความเป็นไทยมาทำให้โมเดิร์น


วันที่โจอี้ บอย มาอยู่แกรมมี่ พี่ก็คิดว่าถ้าได้คนแบบโจ้มาทำงานด้วยมันจะเด็ดมาก พี่ก็เลยไปคุยกับโจ้ว่าคิดอย่างไรกับดนตรี 4 ภาคของไทย เขาบอกว่า “พี่! ผมอินมาก” ถ้าคนอย่างโจอี้ บอย อิน มันจะไม่มีวันไปเป็นเพลงเปิดเอเชียนเกมส์ได้แล้วนะ พี่ก็มาคิดต่อว่ามันมีเพลง คนไม่มีแฟน อยู่ ซึ่งถ้าไม่ใช่มุมเศร้าก็ต้องเป็นมุมกะล่อน เขาบอกว่าไม่มีแฟน แต่เขาก็แซวหญิงไปเรื่อย ถ้าอย่างนั้นเราไปจีบกันแต่ละภาคเลยดีไหม แล้วเวลาคิดงานพี่จะคิดไปถึงภาพสุดท้าย พี่ก็บอกโจ้ว่าวันหนึ่งงานของเราต้องได้ MTV Asia Music Awards เราจะต้องไปรับที่สิงคโปร์กันเลย! แล้วตอนนั้นมันมีผับ MOS (Mystery of Sound) มาเปิดใหม่ พี่กับโจ้ก็ชวนกันไป พี่ก็บอกว่า โจ้ เพลงที่พี่หมายถึงมันต้องเปิดกันที่นี่ได้เลย

นี่ก็เป็นบทเรียนเหมือนกันเรื่อง Find the right man ถ้าเราหาคนที่ใช่เจอได้นี่เรากลับบ้านนอนได้เลย แต่ถ้าไม่เจอ เราก็จะไม่ได้สักที แล้วในที่สุดเราก็ได้ไปรับรางวัล MTV Asia Music Awards กันจริงๆ ด้วย

 

The right man ของพี่เบิร์ดมักจะเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น ทั้งโจอี้ บอย, เสก โลโซ, หมู Muzu จนมาถึง 8 ศิลปินในอัลบั้ม Bird Mini Marathon เช่นกัน

พี่เบิร์ดเป็นคนเปิดกว้างมาก ถ้าพูดถึงวันนี้พี่เบิร์ดก็เป็นไอคอน น้องๆ ก็เป็นไอดอลรุ่นใหม่ ทันทีที่พี่เบิร์ดรู้ว่าเราคิดงานกันแบบนี้ พี่เบิร์ดบอกว่าเพลงออกมาดีอย่างไรยังไม่สำคัญเท่ากับการที่น้องๆ คิดดีกับพี่เบิร์ดเลย

 

แต่การพาพี่เบิร์ดมาผจญภัยร่วมกับศิลปินรุ่นน้องแบบนี้ถือเป็นการเดิมพันที่สูงมาก มีคนทัดทานบ้างไหมครับ และอะไรทำให้พี่เล็กยังยืนหยัดในความคิดนี้

กว่าจะมาถึง Bird Mini Marathon แบบที่เราได้ฟังกัน มันผ่านการลองผิดลองถูกกันกว่า 3 ปี พี่เคยนัดนักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ๆ กันมาแล้ว ปรากฏว่าด้วยบรรยากาศของวงการเพลงตอนนั้นมันหดหู่มากจนคนทำเพลงอาจจะรู้สึกว่าจะทำไปทำไม คนไม่ได้ฟังเพลงกันแล้ว พี่ก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นพักรุ่นใหญ่ไว้ก่อน เราลองมากับรุ่นน้องดีกว่า น่าจะหลอกล่อได้ง่ายกว่า (หัวเราะ)


ระหว่างทางก็จะมีคนมาทักพี่ด้วยความเป็นห่วงพี่และพี่เบิร์ดอยู่เสมอว่าพี่เล็กทำอะไรอยู่ แฟนเพลงพี่เบิร์ดเขาไม่ได้ต้องการอะไรแบบนี้เลยนะ พี่คิดขนาดที่ว่าพี่เคยไปคุยกับ ทรงกลด บางยี่ขัน ว่าน้องทำหนังสืออะไรออกมาสักเล่มที่สัมภาษณ์พี่เบิร์ดกับคนทำงานดีไหม ชื่อ ‘แรงบันดาลใจ ใจบันดาลแรง’ ก็ได้ แล้วถ้าเพลงมันไม่เวิร์ก เราก็ใส่ไปกับหนังสือเล่มนี้ได้ มันก็เป็นความดีงามไม่ใช่เหรอ


แต่พี่ก็มาคิดและบอกกับน้องๆ ว่าเราทำด้วยความรู้สึกว่าอยากทำให้วงการเพลงคึกคักอีกครั้ง และงานที่เราตั้งใจก็มาจากความรู้สึกที่ดีต่อกันทั้งสิ้น ไม่ได้คิดว่าจะไปก่ออาชญากรรมใดๆ ก็ขอให้พลังในความตั้งใจดีนี้อย่าให้ใครได้ว่าอะไรเรา

 

 

พี่เล็กได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานกับคนเจนวายแบบนี้ครับ

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ของพี่ วันที่น้องๆ ส่งงานกันเข้ามา พี่ก็คุยกับ อ๊อฟ บิ๊กแอส (เอ็กเซ็กคิวทีฟ โปรดิวเซอร์) ว่าแม้เราจะปล่อยให้น้องทำงานให้เป็นลายเซ็นของน้อง แต่เราก็มีวิธีคิดแบบเมนสตรีมอยู่ แต่เราก็จะคิดว่าเมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มเอาตัวเราเองเข้าไปตัดขอบให้น้อง มันก็จะไม่ใช่แล้ว เราต้องให้อิสระเขา มันก็เลยเหมือนเป็นการพาพี่เบิร์ดไปสู่อีกขั้น พี่ก็ต้องขอบคุณอ๊อฟด้วยที่พาพี่ก้าวข้ามผ่านไปสู่การฟรีฟอร์ม ใครมายังไงก็ไปแบบนั้น UrBoyTJ ยังเคยมาบอกพี่เลยว่าที่จริงเขาทำเพลงไว้อีกแบบเป็นเพลย์เซฟ เผื่อไว้ว่าส่งอันที่ปล่อยของแล้วพี่เบิร์ดไม่ชอบ ปรากฏว่าส่งไปอันแรก พี่เบิร์ดชอบถึงขนาดที่บอกว่าเอาเพลงนี้เปิดตัวเลย เมื่อทุกคนได้อิสระในการทำงาน ประกอบกับพี่เบิร์ดเป็นคนที่ทุกคนมีความสุขที่จะได้ทำงานด้วย และพี่เบิร์ดเป็นนักทำการบ้าน เราก็เลยได้ฟังงานเพลงแบบที่ขับเคลื่อนได้ด้วยคนเจนวายจริงๆ

 

เข้าใจว่าพี่เล็กกับพี่เบิร์ดสนุกกับการทดลองมาตลอด แต่ถามจริงๆ ว่าในการทดลองครั้งนี้ สถานการณ์ในวงการเพลงมันไม่เหมือนเดิม พี่เล็กยังสนุกกับการทดลองได้อยู่ไหมครับ

พี่ถึงต้องขอบคุณพี่เบิร์ดจริงๆ ที่กล้าให้พี่คิดอะไรไกลถึงไหนยังไงก็ได้ พี่เบิร์ดมีความไว้ใจพวกเราว่าคิดดีต่อกัน พี่ยืนยันกับพี่เบิร์ดได้เลยว่าไม่มีสักวินาทีเลยที่จะคิดไม่ดีต่อกัน แต่พี่เชื่อว่าคนเราไม่มีทางเดินถูกได้ทุกเวลาหรอกค่ะ เดินไปก็มีผิด มีพลาด มีเผลอ แต่เราพร้อมปรับ พร้อมแก้ ช่วยกันเตือน เพราะฉะนั้นโปรเจกต์นี้มันเกิดมาจากความเปิดกว้างของพี่เบิร์ดมากๆ

 

ไม่ว่าผลลัพธ์ของอัลบั้มนี้จะเป็นอย่างไร พี่เล็กก็น่าจะหัวเราะได้ดังๆ และสนุกกับการทดลองต่อไปอยู่ดี  

ต้องปล่อยค่ะ ไม่อย่างนั้นเราจะเกร็งไปหมด ถ้าเราไปยึดติดกับความเดิมตอนที่แล้วว่าเคยประสบความสำเร็จแบบนั้นแบบนี้มาก่อน สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดสกัดดาวรุ่งมากๆ เลยนะคะ เราต้องปล่อยไปเลย พี่เชื่ออย่างหนึ่งว่าเราตั้งใจดีนะ เราไม่ได้ก่ออาชญากรรมอะไร ไม่ได้ทำร้ายใครเลย แล้วก็เราก็พุ่งของเราต่อไป และพี่ว่าเราต้องใจกล้า บางครั้งต้องถึงขั้นหน้าด้านกันนะ (หัวเราะ) ครั้งนี้ไม่โดนก็ขอโทษ เดี๋ยวเอาใหม่ เราอย่าไปโมโหชีวิต พี่กับพี่เบิร์ดนี่ไม่เคยโกรธใครเลย สะกดคำว่าโกรธ สระโอยังไม่ทันได้ม้วนก็หายโกรธแล้ว ไม่ว่าจะทำงานอะไรแล้วมีคนเดินออกไปด้วยความสุข ได้ความคิดที่ดีกลับไป นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสนุกที่จะคิดดีทำดีต่อไปแล้ว

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US