วันนี้ (21 กันยายน) วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมือง (Project for Formulating the Urban Drainage Master Plan in Bangkok Metropolitan Area) ครั้งที่ 1 ร่วมกับ ซุนซูเกะ ซาคุโด ผู้บริหารองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางกรอบทิศทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว
การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นการจัดทำภาพใหญ่ (Urban Drainage Grand Design) โดยบูรณาการวิธีการระบายน้ำ การหน่วงน้ำ และการทำงานข้ามหน่วยงาน ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมระบบให้พร้อมรองรับฝนยุคใหม่ จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะปรับค่าฝนออกแบบเป้าหมาย (Design Rainfall) เป็น 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันใช้เกณฑ์อยู่ที่ 76 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์ในอีก 20-40 ปีข้างหน้า (ปี 2046–2065) ที่คาดว่าปริมาณฝนจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 27%
ในระดับพื้นที่ กทม. จะขยายแนวคิดพื้นที่เมืองช่วยรับน้ำ โดยปรับปรุงเกณฑ์ด้านผังเมืองและควบคุมอาคาร เช่น กำหนดให้พื้นที่ว่าง (Open Space Ratio: OSR) อย่างน้อย 50% ต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถซึมน้ำได้ รวมถึงการประยุกต์ใช้พื้นผิวซึมน้ำ สวนรับน้ำ (Rain Garden) ระบบกักเก็บน้ำใต้ดิน และพื้นที่สีเขียว พร้อมนำข้อมูลโครงการที่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาใช้วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่หน่วงน้ำในภาพรวมของเมือง
ด้านการบริหารจัดการสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ มีการเสนอแนวทางทดลองใช้ Pink Plan ซึ่งเป็นการลดระดับน้ำในคลองให้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ (Plan A) ในบางสถานีเมื่อคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำก่อนฝนมา แม้จะมีข้อกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและกลิ่น แต่การศึกษาจะให้น้ำหนักกับการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นหลัก
นอกจากนี้ กทม. จะนำข้อมูลการเดินเครื่องและเช็กลิสต์ของสถานีสูบน้ำแต่ละแห่งมาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำ “คู่มือและหลักเกณฑ์การเดินระบบที่ชัดเจน” ยกระดับการบริหารจัดการให้เป็นระบบมากขึ้น แทนที่การพึ่งพาเพียงประสบการณ์และการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่แต่เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งเร่งประสานกรมชลประทานเพื่อทำข้อตกลงเรื่องการเดินเครื่องสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้สอดประสานกัน
ที่ประชุมได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การจัดทำ Grand Design 2. การจัดทำ Facility Plan 3. การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและควบคุมการพัฒนา และ 4. การปรับปรุงการดำเนินงาน โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการร่วมกับ JICA รวม 5 ปี (แบ่งเป็นช่วงแรก 3 ปี และช่วงที่สอง 2 ปี)
“การจัดทำแผนแม่บทครั้งนี้ไม่จบเพียงการทำแบบจำลองหรือจัดทำแผนบน
กระดาษ แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ผังเมือง พื้นที่กักเก็บและหน่วงน้ำ ระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ ไปจนถึงวิธีการเดินระบบจริง พร้อมกำหนดเป้าหมายและหลักเกณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้ในแต่ละพื้นที่” วิศณุ กล่าว


