×

บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า

โดย THE STANDARD TEAM
27.03.2026
  • LOADING...
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยของเมือง (BMA Command Center) เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมืองหลวง ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากรูปแบบตั้งรับ สู่การบริหารจัดการเชิงรุก ที่ครอบคลุมและทันสมัย

 

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนและบทเรียนสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องเร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงระบบการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ข้อมูล และการบูรณาการ เพื่อให้ระบบความปลอดภัยของเมืองสามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“1 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข การรำลึกเหตุการณ์ที่ดีที่สุด คือ แก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้นในวันนี้” รศ.ทวิดา กล่าวย้ำ

 

การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ กทม. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ดังนี้:

 

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง กทม. ได้ยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง (USAR) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลระดับ Medium ของสหประชาชาติ พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้เป็นหน่วย EMT (Emergency Medical Technician) ที่มีความคล่องตัวสูงในรูปแบบ Hybrid สามารถปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินทางการแพทย์ (Motorlance) เพื่อเข้าถึงพื้นที่คับแคบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกองทัพบก บรรจุทหารเกณฑ์ปลดประจำการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยรุ่นใหม่แล้ว 58 นายในปี 2568 และมีแผนขยายผลต่อเนื่องในปี 2569
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ กทม. ตั้งเป้าขยายสถานีดับเพลิงเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2568-2570 พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ได้แก่:

 

  • ความปลอดภัยอาคาร: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดการสั่นสะเทือน (Seismic Sensor) ในอาคารสูงของโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทุกแห่งภายในเดือนเมษายนนี้
  • ฐานข้อมูลความเสี่ยง: ยกระดับ BKK Risk Map ระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ) เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ
  • การจัดการน้ำท่วม: พัฒนาระบบ Digital & Smart Drainage ควบคุมประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์ (SCADA) ควบคู่กับระบบพยากรณ์ล่วงหน้า
  • มลพิษทางอากาศ: แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 และความร้อนเชิงรุกผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert และจอ LED ทั่วเมือง พร้อมระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน

 

  • บูรณาการข้อมูลและเครือข่ายความร่วมมือไร้รอยต่อ กทม. ให้ความสำคัญกับการแชร์ข้อมูล (Data Sharing) โดยทยอยนำเข้าภาพจากกล้อง CCTV ทั่วกรุงกว่า 60,000-65,000 ตัว เข้าสู่ระบบ BMA Command Center พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ด้านความปลอดภัยร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ในพื้นที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่ม 50 ทางแยกภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดเวลาเดินทางและเพิ่มความเร็วให้รถฉุกเฉิน รวมถึงมีแผนจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อาสาสมัครกู้ภัยทุกหน่วยให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569
  • BMA Command Center ศูนย์บัญชาการ 24 ชั่วโมง หัวใจสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้คือ BMA Command Center ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) โดยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งการจราจร สภาพอากาศ ระดับน้ำ ฝุ่น PM2.5 พิกัดหน่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบาง ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้ กทม. สามารถติดตามสถานการณ์ สั่งการ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

รศ.ทวิดา ทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาระบบของภาครัฐแล้ว ภาคประชาชนก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในระบบความปลอดภัยของเมือง โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเหตุเพลิงไหม้ ประชาชนสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ในระยะเริ่มต้นได้ กทม. จึงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและเสริมศักยภาพให้กับภาคประชาชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising