×

สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน?

โดย THE STANDARD TEAM
08.10.2026
  • LOADING...
ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่หน้ากระดานข้อมูลโครงการบึงรับน้ำของ กทม.

กทม. ล้มเลิกโครงการ ‘แก้มลิง’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จริงหรือ ?

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

THE STANDARD พาไปพิจารณาข้อมูล แง้มดูงบประมาณกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท และไขคำตอบว่าเหตุใดโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง จึงเข้ามาแทนที่บึงรับน้ำเดิม พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องการเวนคืนที่ดินที่ถูกโยงว่าเอื้อประโยชน์นายทุน

 

เมื่อไม่นานมานี้ ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นที่ถกเถียงอย่างร้อนแรงในหน้าสื่อและพื้นที่โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ระบุว่า กทม. ได้ทำการยกเลิกโครงการแก้มลิง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ข่าวนี้สร้างความกังวลและเกิดคำถามตัวโตๆ ถึงวิสัยทัศน์ในการป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวง

 

ทั้งนี้หากพิจารณาตามข้อมูลและการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะพบว่า กทม. ไม่เคยยกเลิกโครงการแก้มลิงในพระราชดำริ แต่สิ่งที่ถูกยกเลิกคือ โครงการ 6 บึงรับน้ำของ กทม. ซึ่งไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง

 

THE STANDARD พาเจาะลึกที่มาที่ไปของเรื่องนี้ แกะรอยงบประมาณ 11,000 ล้านบาท และค้นหาคำตอบว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบใดที่คุ้มค่าและตอบโจทย์อนาคตของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

 

แยกให้ชัด ‘แก้มลิง’ พระราชดำริ vs ‘6 บึงรับน้ำ’ ของ กทม.

 

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด เราต้องแยกความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการบริหารจัดการน้ำกับโครงการก่อสร้างทางวิศวกรรมออกจากกันเสียก่อน

 

ทาง กทม. ยืนยันชัดเจนว่าได้น้อมนำทั้ง 5 ทฤษฎีแก้ปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาใช้บริหารจัดการน้ำ รวมถึงพัฒนาพื้นที่รับน้ำตามแนวคิดแก้มลิงอย่างต่อเนื่อง โดยทฤษฎีทั้ง 5 ประกอบด้วย

 

  1. ผันน้ำ: การผันน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนให้ผ่านคลองต่าง ๆ ลงมาทางใต้
  2. พักน้ำ: การเก็บน้ำไว้ในพื้นที่รับน้ำ เช่น บ่อ บึง หนอง คลอง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนแก้มลิง ที่คอยอมน้ำไว้ชั่วคราว
  3. รอจังหวะน้ำทะเลลง: เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง จึงค่อยระบายน้ำออกสู่ทะเลด้วยการไหลตามธรรมชาติ
  4. ใช้อาคารควบคุม: การใช้ประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเปิด-ปิดและเร่งการระบาย
  5. เตรียมแก้มให้ว่าง: เมื่อระบายน้ำออกแล้ว พื้นที่พักน้ำจะต้องว่างเพื่อพร้อมรับน้ำหลากในรอบต่อไป

 

แล้วโครงการ 6 บึงรับน้ำ ที่กำลังเป็นประเด็นหายไปไหน? และมาจากไหนตั้งแต่แรก?

 

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ขึ้นมาเพื่อจัดทำแผนแม่บทและโครงการบริหารจัดน้ำรูปแบบต่างๆ ต่อมาในปี 2556 กบอ. ได้กำหนดพื้นที่สำหรับทำบึงรับน้ำทั้งหมด 6 โครงการ

 

แต่โครงการเหล่านั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในปี 2561 มีการทำประชาพิจารณ์ ปรากฏว่า 4 ใน 6 โครงการไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ ต่อมาในปี 2563 เจ้าของที่ดินได้ยื่นหนังสือคัดค้านและขอให้ยกเลิก 2 โครงการที่เหลือ

 

กระทั่งถึงปี 2566 ผู้บริหาร กทม. ได้ขอให้พิจารณาทบทวนการบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก โดยมีคณะที่ปรึกษาจากบริษัท Team Consultant เข้ามาพิจารณาร่วมกับสำนักการระบายน้ำ (สนน.) จนนำมาสู่บทสรุปในเดือนมิถุนายน 2569 ที่สำนักการระบายน้ำออกหนังสือแจ้งผลการทบทวนว่า เห็นควรยกเลิกโครงการ

 

เนื่องจากพิจารณาถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำและความคุ้มค่าในการลงทุน

 

บทสรุปของเรื่องนี้คือ โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่ง ไม่ได้มาจากพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่เป็นผลผลิตจาก กบอ. และสาเหตุหลักที่ต้องยกเลิกโครงการ เป็นเพราะไม่คุ้มค่าในเชิงงบประมาณ

 

เปิดพอร์ต ‘แก้มลิง’ กทม. วันนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่รับน้ำเท่าไร?

 

คำถามที่ตามมาคือ ถ้ายกเลิก 6 บึงรับน้ำไปแล้ว กรุงเทพฯ จะยังมีแก้มลิงอยู่หรือไม่? คำตอบคือ มี และยังมีแผนขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลระบุว่า กทม. ยังคงดำเนินโครงการบึงรับน้ำอื่นๆ ตามทฤษฎีแก้มลิงมาโดยตลอด จากเดิมที่มีอยู่ 34 แห่งในปี 2565 ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็น 38 แห่งในปี 2569 และมีแผนการที่จะเพิ่มเป็น 45 แห่งในอนาคต

 

การเพิ่มจำนวนแก้มลิงนี้ ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ โดยรวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตร กลายเป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันว่าแนวคิดการพักน้ำ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในระบบป้องกันน้ำท่วมของ กทม.

 

ชำแหละงบหมื่นล้าน ทำไม ‘โมเดลบึงรับน้ำ’ ถึงถูกมองว่าไม่คุ้มค่า?

 

หากจะตอบคำถามว่าทำไม 2 โครงการที่เหลือ (บึงรับน้ำคู้บอนและบึงรับน้ำบางชัน) จึงถูกยกเลิก เราต้องเปิดดูใบเสร็จประเมินราคา

 

คณะที่ปรึกษาพบว่า 2 โครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ห่างจากคลองสายหลัก จึงจำเป็นต้องเวนคืนที่ดินและวางระบบท่อเพื่อส่งต่อน้ำควบคู่กันไปด้วย

 

หากเจาะลึกลงไปในต้นทุน 11,000 ล้านบาท จะพบว่าไม่ได้มีเพียงแค่ค่าเวนคืนที่ดินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นทั้งหมด ได้แก่:

 

  • ค่าที่ดินคู้บอน: 2,184 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารคู้บอน: 324 ล้านบาท
  • ค่าที่ดินบางชัน: 1,466 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารบางชัน: 172 ล้านบาท
  • สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ: 450 ล้านบาท
  • การปรับปรุงคลองหลัก: 6,404 ล้านบาท

 

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจะทำให้บึงรับน้ำที่อยู่ห่างไกลคลองทำงานได้จริง ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการเชื่อมต่อระบบ กทม. จึงนำงบประมาณก้อนนี้ไปเปรียบเทียบกับโครงการอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมได้ดีกว่า

 

‘โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง’ ทางเลือกที่ถูกกว่าและดีกว่า?

 

เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง กทม. จึงหันมาใช้ โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย อุโมงค์คลองพระโขนง, อุโมงค์ส่วนต่อขยายหนองบอนประเวศฯ, และการปรับปรุงคลองแนวเหนือใต้

 

จากการทำแบบจำลองเปรียบเทียบระหว่างโมเดลบึงรับน้ำ (บึงคู้บอน+บางชัน+ระบบคลอง) กับ ‘โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง’ ผลลัพธ์ทางวิศวกรรมชี้ชัดว่าโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องมีประสิทธิภาพสูงกว่าในหลายมิติ ดังนี้:

 

  1. ลดระดับน้ำได้ดีกว่า: สามารถทำให้ระดับน้ำในคลองลดลงได้ดีกว่าโมเดลบึงรับน้ำประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร
  2. ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า: มีพื้นที่ที่ได้รับผลดีกว่าโมเดลบึงรับน้ำถึงประมาณ 247 ตารางกิโลเมตร
  3. ระบายน้ำไม่สะดุด: สามารถลำเลียงและระบายน้ำออกได้อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากบึงรับน้ำที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำอย่างเดียว ซึ่งเมื่อรับน้ำจนเต็มความจุแล้ว จะต้องรอระบายออกก่อนจึงจะสามารถรับน้ำในระลอกใหม่ได้
  4. ประหยัดงบประมาณเกือบครึ่ง: โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องอาศัยงบประมาณรวมเพียง 6,500 ล้านบาท ในขณะที่โมเดลบึงรับน้ำต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 11,000 ล้านบาท

 

มวยถูกคู่ บึงรับน้ำคู้บอน VS บึงหนองบอน

 

เพื่อให้เห็นภาพความต่างชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบข้อจำกัดของ บึงคู้บอน ที่ถูกยกเลิก กับพื้นที่รับน้ำหลักอย่าง บึงหนองบอน

 

แบบก่อสร้างบึงคู้บอนระบุว่าสามารถจุน้ำได้ 870,000 ลบ.ม. แต่ในความเป็นจริงสามารถบริหารจัดการน้ำได้เพียง 500,000 ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากต้องเผื่อปริมาตรไว้สำหรับควบคุมระบบ

 

กทม. จึงเปลี่ยนแผนจากการจัดหาที่ดินเอกชนเพื่อสร้างบึงใหม่ มาเป็นการใช้บึงหนองบอน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ กทม. มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นพื้นที่รับและหน่วงน้ำหลัก โดยบึงหนองบอนมีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำได้สูงถึง 5,000,000 ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าปริมาณที่บึงคู้บอนทำได้ถึง 10 เท่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น กทม. ได้เสริมองค์ประกอบให้บึงหนองบอนทำงานได้ครบวงจร ทั้งโครงข่ายคลอง อุโมงค์นำน้ำเข้าบึง และระบบระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอนสามารถรับน้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์เข้าสู่บึงได้สูงสุดประมาณ 60 ลบ.ม./วินาที เปลี่ยนสถานะจากบึงที่ทำหน้าที่เพียงเก็บน้ำ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ‘รับ-พัก-ระบายน้ำ’ ฝั่งตะวันออกแบบเบ็ดเสร็จ

 

ข่าว ‘เอื้อนายทุน’ เลิกโครงการเพื่อช่วยบริษัทอสังหาฯ จริงหรือ?

 

อีกหนึ่งประเด็นอ่อนไหวที่ถูกหยิบยกมาวิจารณ์คือ การยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กว้านซื้อที่ดินไว้หรือไม่?

 

ทาง

 

ทาง กทม. ชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่จริงแน่นอน

 

ข้อมูลระบุว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้เริ่มกว้านซื้อสะสมและวางแผนพัฒนาที่ดินในย่านบึงรับน้ำคู้บอนมาตั้งแต่ก่อนเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 และก่อนการกำหนดพื้นที่โครงการบึงรับน้ำหลายปี การพัฒนาพื้นที่ของเอกชนในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เอง ที่ดันราคาประเมินที่ดินให้ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้งบประมาณการเวนคืนที่ดินสำหรับโครงการบึงรับน้ำพุ่งทะยานไปถึงกว่า 5,000 ล้านบาท

 

การเวนคืนที่ดินนั้นถือเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อทำโครงการสาธารณะ แต่รัฐก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและชดเชยให้เจ้าของทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม ดังนั้น คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? แต่ควรเป็นคำถามถึงความคุ้มค่าว่า ระบบใดป้องกันน้ำท่วมได้ดีกว่า? ครอบคลุมพื้นที่เท่าไร? ใช้เงินลงทุนเท่าไร? และสร้างผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด?

 

การเลือกทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกชนเพิ่ม จึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์

 

ท่ามกลางความสับสนของข้อมูล ยังมีคำถามตัวโตๆ ที่สังคมควรตั้งข้อสังเกตต่อไป

 

ประการแรก หากโครงการบึงรับน้ำ 2 แห่งดังกล่าวมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อเงินลงทุนจริง เหตุใดทีมผู้บริหาร กทม. หลายชุดที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จึงไม่เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา?

 

ประการที่สอง หาก กทม. ตัดสินใจเดินหน้าเวนคืนที่ดินด้วยงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท การนำเงินภาษีมหาศาลไปจ่ายเป็นค่าชดเชยที่ดิน จะยิ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการยกเลิกโครงการเสียอีกหรือไม่?

 

สิ่งเหล่านี้คือบริบทที่สำคัญในการพิจารณาความเป็นมาและอนาคตของการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครให้ยั่งยืนต่อไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising