×

เปิดเบื้องหลังแฮ็ก Binance 6.3 พันล้านดอลลาร์ ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ทำไมเกาหลีเหนือถึงอยู่เบื้องหลัง?

02.11.2026
ภาพประกอบแล็ปท็อปและกราฟิกความปลอดภัยทางไซเบอร์เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี

ลูกค้า Binance ถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์มสุทธิสูงถึง 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังบริษัทถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนสูญเสียสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่บริษัทเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมยืนยันรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

 

 

แม้ Binance สามารถจัดหาสินทรัพย์มาชดเชยส่วนที่ถูกโจรกรรมได้ราว 95% แต่ประเด็นสำคัญอย่างผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมยังต้องติดตามผลการสอบสวน โดยล่าสุด สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กลุ่ม TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ เป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ของบริษัทติดตามธุรกรรมบล็อกเชนหลายแห่ง

 

เหตุการณ์นี้ทำให้เกาหลีเหนือกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังเป็นประเทศที่ถูกตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจโลกและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่า ใช้อาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นช่องทางหารายได้เพื่อสนับสนุนกองทัพและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์

 

THE STANDARD ชวนแกะรอยเหตุโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สกุลเงินดิจิทัลว่า แฮ็กเกอร์เจาะระบบ Binance ได้อย่างไร เหตุใดหลักฐานจึงชี้ไปที่เกาหลีเหนือ แล้วเงินที่ได้จากการโจรกรรมทางไซเบอร์มีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยางอย่างไร

 

เกิดอะไรขึ้นกับ Binance?

 

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมครั้งประวัติศาสตร์ใน Binance หลังแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล และเคลื่อนย้ายสินทรัพย์มูลค่า 6.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ออกไปผ่านบล็อกเชน 10 เครือข่ายภายใน 20 นาที

 

หลังจากนั้น Binance ประกาศระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ชั่วคราว เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนเพื่อติดตามและกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป

 

Binance ระบุผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า การโจมตีอาจเริ่มต้นจากคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของวิศวกรรายหนึ่งที่ถูกเจาะระบบ ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงระบบที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ และส่งคำสั่งถอนสินทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนในเวลาต่อมาพบว่า การโจมตีมีขอบเขตกว้างกว่าที่ประเมินไว้ในตอนแรก โดยริชาร์ด เทง (Richard Teng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ Binance ชี้ว่า มีระบบที่ถูกเจาะมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่กระบวนการโจมตีมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้โดยตรง รวมถึงไม่พบหลักฐานว่ากุญแจส่วนตัว (Private Key) รั่วไหล

 

ส่วน TRM Labs ระบุว่า แฮ็กเกอร์อาจเข้าถึงระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล (Signing System) ของ Binance ซึ่งใช้ในการอนุมัติและยืนยันธุรกรรม ก่อนอาศัยช่องทางดังกล่าวสั่งโอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงินของบริษัท โดยหนึ่งในวิธีการที่ถูกตั้งข้อสงสัย คือ การใช้สิทธิ์อนุญาตพิเศษเพื่อเปลี่ยนการทำงานของ Hot Wallet ให้สามารถโอนสินทรัพย์ไปยังบัญชีที่ผู้โจมตีควบคุมได้โดยอัตโนมัติ

 

TRM Labs ยังประเมินว่า รูปแบบการโจมตีดังกล่าวบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แฮ็กเกอร์จะสามารถเข้าควบคุมระบบอนุมัติธุรกรรมของ Binance ได้ในระดับหนึ่ง แม้บริษัทจะยังไม่ได้ยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของการเจาะระบบครั้งนี้

 

ใครอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์?

 

น่าสนใจว่า หลังเกิดเหตุ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนหลายแห่งต่างชี้ว่า เกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้ โดย TRM Labs, Chainalysis และ Pangolin Intelligence ต่างประเมินว่า TraderTraitor หน่วยแฮ็กเกอร์ระดับหัวกะทิของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุ พร้อมชี้หลักฐานว่า ลักษณะของการโจมตีมีรูปแบบสอดคล้องกับเหตุโจรกรรมที่เคยเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือในอดีต

 

ต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา FBI ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กลุ่ม TraderTraitor ของเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุโจรกรรมสินทรัพย์จาก Binance พร้อมเรียกร้องให้บริษัทและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลร่วมมือกันสกัดกั้นธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

ขณะนี้ มีรายงานว่า บริษัทหลายแห่งในกลุ่มอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลได้ร่วมมือกันอายัดสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปมูลค่าราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แฮ็กเกอร์พยายามเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ไปยังช่องทางต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

 

ด้านบริษัท Chainalysis ตรวจพบการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ผ่านบล็อกเชนหลายเครือข่าย รวมถึง Bitcoin และ Ethereum ขณะที่ยังพบว่า ผู้โจมตีใช้รูปแบบการฟอกเงินที่บริษัทไม่เคยพบมาก่อน ส่วน Pangolin Intelligence ประเมินว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์อาจเตรียมใช้เครือข่ายองค์กรฟอกเงิน เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขโมยมาให้กลายเป็นเงินสด

 

อนึ่ง พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับเหตุโจรกรรมแพลตฟอร์ม Bybit ในปี 2025 โดย FBI ระบุว่า แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือเร่งโอนย้ายและกระจายสินทรัพย์ที่ขโมยมา ก่อนแลกเปลี่ยนเป็น Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลประเภทอื่นๆ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นเงินสด

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US Secret Service) เปิดเผยว่า กำลังทำงานร่วมกับบริษัทเอกชน รวมถึง Circle ซึ่งเป็นผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDC เพื่อติดตาม อายัด และกู้คืนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมจาก Binance

 

ทำไมเกาหลีเหนือจึงเลือกโจมตีอุตสาหกรรมคริปโต?

 

เซียรัน มาร์ติน (Ciaran Martin) อดีตผู้อำนวยการศูนย์ความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Cyber Security Centre: NCSC) วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่เกาหลีเหนือเลือกมุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล เป็นเพราะธนาคารทั่วไปได้พัฒนาระบบป้องกันภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและรัดกุมมากขึ้น

 

เขาอธิบายว่า อุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัลมีความเสี่ยงมากกว่า แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบรักษาความปลอดภัยและการกำกับดูแลยังพัฒนาได้ไม่ทัน โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างความเสียหายครั้งละหลายร้อยล้านถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่า 30 ครั้ง ขณะที่ธนาคารทั่วไปแทบไม่พบความเสียหายในระดับเดียวกัน โดยมีธนาคารที่สูญเสียเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วงเวลาเดียวกันไม่เกิน 1 แห่ง

 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลยังมีลักษณะแตกต่างจากแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นทั่วไป เนื่องจากมักทำหน้าที่เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลแทนผู้ใช้งาน ทำให้กลายเป็นแหล่งรวมสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลที่อาจตกเป็นเป้าหมายของแฮ็กเกอร์

 

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาของ AI อย่างรวดเร็ว อาจช่วยให้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีเครื่องมือใหม่ๆ ใช้ในการโจมตี

 

เกาหลีเหนือสร้างกองทัพแฮ็กเกอร์อย่างไร?

 

สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้เกาหลีเหนือจะเป็นประเทศที่จำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และประชาชนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อย่างมาก

 

รายงานหลายฉบับระบุว่า เกาหลีเหนือพัฒนาขีดความสามารถด้านปฏิบัติการไซเบอร์อย่างเป็นระบบ โดยคัดเลือกนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีความสามารถโดดเด่นเข้าสู่หน่วยแฮ็กเกอร์ เช่น Lazarus Group ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานลาดตระเวนทั่วไป (Reconnaissance General Bureau: RGB) หรือหน่วยข่าวกรองของเกาหลีเหนือ

 

สำหรับผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือที่ผ่านมา หนึ่งในเหตุการณ์โจรกรรมครั้งสำคัญ คือ การโจมตี Sony Pictures ในปี 2014 หลังบริษัทสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตลกเรื่อง The Interview ที่นำแสดงโดย เซท โรเกน (Seth Rogen) และมีเนื้อหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหารคิมจองอึน

 

กลุ่ม Lazarus ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้ข้อมูลภายใน Sony Pictures รั่วไหล หนึ่งในนั้นคือประเด็นฉาวโฉว่า นักแสดงหญิงชื่อดังอย่าง เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Jennifer Lawrence) และเอมี อดัมส์ (Amy Adams) ได้รับค่าตอบแทนจากภาพยนตร์เรื่อง American Hustle น้อยกว่านักแสดงชายที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Sony Pictures เคยพยายามยกเลิกการฉายภาพยนตร์ The Interview ก่อนเปลี่ยนการตัดสินใจ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเกาหลีเหนือ แต่ในท้ายที่สุด บริษัทได้เผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงนำเข้าฉายในโรงภาพยนตร์จำนวนหนึ่ง

 

เงินที่ขโมยมาเกี่ยวข้องอย่างไรกับโครงการนิวเคลียร์?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่า เกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก หลังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติมาอย่างยาวนาน โดยข้อมูลของ UN ระบุว่า ประชากรเกาหลีเหนือราว 40% ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขณะที่เด็กเกือบ 1 ใน 5 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากการขาดสารอาหารเรื้อรัง

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลคิมจองอึนพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่า เกาหลีเหนือมีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 50 หัว ขณะที่ยังส่งกำลังทหารกับอาวุธไปสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ระบุว่า หน่วยแฮ็กเกอร์ของเกาหลีเหนือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลเปียงยาง ขณะที่คณะผู้เชี่ยวชาญ UN ประเมินว่า เงินที่ได้จากการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลอาจคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้จากเงินตราต่างประเทศทั้งหมดของเกาหลีเหนือ

 

นอกจากนี้ ประเทศหนึ่งที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อยังประเมินว่า เงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่เกาหลีเหนือขโมยมา อาจถูกนำไปใช้สนับสนุนโครงการอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในโครงการดังกล่าว

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นการประเมิน แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลของประชาคมระหว่างประเทศว่า รายได้จากอาชญากรรมทางไซเบอร์ อาจกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่ช่วยให้เกาหลีเหนือสามารถดำเนินโครงการทางทหารต่อไปได้ แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่า พึ่งพากิจกรรมผิดกฎหมายเพื่อหารายได้ให้ประเทศ ตั้งแต่การปลอมแปลงธนบัตรสหรัฐฯ ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีคุณภาพสูงจนได้รับฉายาว่า Supernotes ในช่วงทศวรรษ 1990 ไปจนถึงการผลิตและลักลอบส่งออกยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนชนิดผลึก หรือยาไอซ์ในช่วงทศวรรษ 2000

 

ภาพ: DC Studio / Shutterstock

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories