วันนี้ (15 มีนาคม) เวลา 08.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ก่อนการประชุมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) พรรคภูมิใจไทยนัดประชุม สส.ทั้ง 191 คน โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาคนที่ 1 และคนที่ 2
สำหรับบรรยากาศการประชุมที่ห้อง CB 406 มี สส. 191 คน ทยอยเดินทางเข้าร่วม อาทิ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, วราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ, ชลัฐ รัชกิจประการ สส. บัญชีรายชื่อ, โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์, ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง, กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง, แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, ศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม, อัคร ทองใจสด, พีระพัฒน์ รัชกิจประการ สส. สตูล, สส.เพชรบูรณ์, พลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา และ สิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ
แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นวาระแรกก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อวางแนวทางการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พรรคภูมิใจไทยจะนัดประชุม สส.ก่อนการประชุมในวาระสำคัญ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังจะหารือแนวทางการปฏิบัติตัวของ สส.ใหม่ ทั้งเรื่องการวางตัว การแสดงออก และการทำหน้าที่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ แคนดิเดตประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีหากได้ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นงานที่ท้าทายหรือไม่ ว่า ตนอยากเห็นภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของการทำงานสภา ซึ่งขณะนี้สมาชิกมีคนสองรุ่นที่ทำงานร่วมกัน แต่ละรุ่นมีจุดเด่นของตนเอง ซึ่งในอดีตการทำงานของ สส. มีเรื่องดีๆ หลายเรื่อง มีทั้งจุดแข็งจุดอ่อน เช่นเดียวกับคนรุ่นปัจจุบันที่มีจุดแข็งจุดอ่อน
เมื่อก่อนเราอภิปรายด้วยชาร์ต วันนี้มีเอไอมาช่วยทำงาน หากนำประสบการณ์ดีๆ เหล่านั้นมาหลอมรวมกับการใช้เทคโนโลยีในการทำหน้าที่ในสภาเกี่ยวกับการสืบค้นข้อมูล เชื่อว่าจะทำให้งานของสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากโสภณ ซารัมย์ อายุ 66 ปี ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ในวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 นี้ ก็อาจไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อครหาที่ว่าสายบุรีรัมย์ จะเข้ามามีบทบาทคุมทั้งสภาล่างและสภาบน เนื่องจากก่อนหน้านั้น มงคล สุรัจจะสัจจะ ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับบ้านใหญ่บุรีรัมย์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรับราชการจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับประเทศเช่นกัน
โสภณเป็นสมาชิกแกนนำในกลุ่มเพื่อนเนวินมาตั้งแต่สมัยที่กลุ่มนี้ยังมีบทบาทสำคัญในพรรคพลังประชาชน ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญในปี 2551 เมื่อกลุ่มเพื่อนเนวินแยกตัวออกมาสนับสนุนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโสภณเป็นหนึ่งในบุคคลที่เนวินไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโควตาของกลุ่มดังกล่าว
หลังจากเนวินถอยออกจากการเมืองเบื้องหน้าไปทำฟุตบอลและพัฒนาเมืองบุรีรัมย์ โสภณจึงกลายเป็นผู้รับไม้ต่อในการดูแลงานในสภาและงานบริหารระดับประเทศ เป็นหนึ่งในบุคคลสายตรงบุรีรัมย์ และเป็น สส. บุรีรัมย์ 7 สมัยที่มีฐานเสียงแน่นปึก ทำหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบของประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง


















