วันนี้ (2 มีนาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายหลอกลวงนักลงทุนข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาล
โดยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ประกอบด้วย กก.3 บก.ปอศ. และ กก.3 บก.ป.) ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ เบน สมิธ (Mr. Ben Smith) อายุ 47 ปี และ แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี (ภรรยา)
ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกออกหมายจับในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และสมคบร่วมกันฟอกเงิน หลังชุดสืบสวนพบพยานหลักฐานแน่ชัดว่า ทั้งคู่ได้ร่วมกับพวก หลอกลวงกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติให้มาร่วมลงทุนในหลากหลายโครงการ ทั้งในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และธุรกิจพลังงาน จนทำให้ผู้เสียหายสูญเงินรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้ไล่เรียงพฤติการณ์ของขบวนการนี้ว่า เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559 โดยเบน สมิธ ได้ทำทีเข้าไปตีสนิทกับกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างชาติที่ต้องการขยายฐานการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย โดยแอบอ้างโปรไฟล์ตนเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย
ในช่วงแรกได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้นของ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการลงทุนและได้รับผลตอบแทนจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มไว้วางใจ เบนจึงเริ่มออกอุบายหลอกลวงให้ลงทุนในโครงการที่ใช้เม็ดเงินสูงขึ้น ได้แก่:
- การลงทุนในหุ้นเพซ (PACE): มูลค่า 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% (คิดเป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท) เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่มีเงื่อนไขบังคับว่าต้องให้ แคทรียา (ภรรยา) เป็นผู้บริหารพอร์ตการลงทุนนี้เป็นเวลา 1 ปีขึ้นไป
- ซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว: มูลค่า 255 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะนำไปประกอบธุรกิจปล่อยเช่า
- ลงทุนธุรกิจพลังงานไฟฟ้า: มูลค่า 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้เสียหายเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เนื่องจากหุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ เครือข่ายของเบนจึงแก้เกมด้วยการออกอุบายเสนอให้ผู้เสียหายจ่ายเงินค่ามัดจำคอนโดมิเนียมจำนวน 7 ห้อง พร้อมค่าตกแต่งบิวท์อิน รวมเป็นเงิน 144 ล้านบาท โดยอ้างว่าหากตกแต่งเสร็จและขายได้ จะนำเงินมาคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าเดิม
ผู้เสียหายหลงเชื่อและรอจนกระทั่งถึงปี 2565 แต่ก็ยังไม่ได้รับการส่งมอบห้องชุด เมื่อทวงถามก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด จนกระทั่งตรวจสอบพบความจริงว่า ห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือไปยังบุคคลอื่นแล้ว จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและนำหลักฐานเข้าแจ้งความกับ บช.ก. ในที่สุด
ปูพรมค้น 6 จุดภาคกลาง ยึดของกลางเพียบ
ผบช.ก. ระบุว่า พฤติกรรมของเบน ภรรยา และพวก ถือเป็นการหลอกลวงเอาทรัพย์สินโดยอ้างการลงทุน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการจริงตามที่ตกลงไว้ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกำลังพร้อมหมายศาล บุกเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 6 จุด ในพื้นที่หลายจังหวัดของภาคกลาง เพื่อค้นหาพยานเอกสาร บุคคล และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถตรวจยึดสิ่งของที่ใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีได้จำนวนมาก
- อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสื่อสาร: คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 2 เครื่อง, แล็ปท็อป/โน้ตบุ๊ก 3 เครื่อง, ไอแพด 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และฮาร์ดดิสก์ 2 ชิ้น
- เอกสารทางธุรกิจ: สมุดโน้ต, งบการเงิน, สมุดรายวันจ่ายประจำปี และตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ







