×

บลจ.บัวหลวงกางแผนควบรวม BCAP เสร็จในปีนี้ จิ๊กซอว์สำคัญดัน AUM ทะลุ 9.8 แสนล้านบาท ชูกลยุทธ์ ‘Multi-Partner’ รุกฐานลูกค้าแบงก์กรุงเทพ

02.04.2026
  • LOADING...
บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner

หลังจากที่คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการเข้าถือหุ้นทั้งหมดใน บลจ.บีแคป หรือ BCAP ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา ล่าสุด บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM ได้ออกมาแถลงทิศทางและแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในครั้งนี้

 

โดยการควบรวมกิจการระหว่าง BBLAM และ บลจ.บีแคป หรือ BCAPถือเป็นการผสานจุดแข็งที่ลงตัว เนื่องจากฐานลูกค้าและโปรดักต์ของทั้งสองบริษัทสามารถส่งเสริมกันได้โดยไม่มีความทับซ้อนกัน BBLAM มีรากฐานที่แข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการกองทุนแบบ Active และมีฐานลูกค้ารายย่อย หรือกลุ่มม Mass เป็นหลัก ในขณะที่ BCAP มีความเชี่ยวชาญด้านกองทุนประเภท Passive/ETF และโดดเด่นในการเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (Ultra High Net Worth)

 

บรรณรงค์ระบุว่า กระบวนการควบรวมกิจการคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยความท้าทายหลักอยู่ที่การปรับปรุงระบบไอที เนื่องจากทั้งสอง บลจ. พึ่งพาระบบจากธนาคารกรุงเทพ หลังจากการควบรวม พนักงานของ BCAP ทั้งหมดประมาณ 60 คน จะถูกโอนย้ายมารวมกับ BBLAM ที่มี 220 คน ทำให้มีพนักงานรวมทั้งสิ้นราว 280 คน โดยไม่มีการปลดพนักงานและไม่มีความจำเป็นต้องยุบรวมกองทุนเดิม

 

การรวมเป็นหนึ่งเดียวในครั้งนี้ จะช่วยลดความสับสนของทั้งลูกค้าและพนักงานสาขาของธนาคารที่เคยต้องเผชิญกับการเสนอขายผลิตภัณฑ์จาก 2 บลจ. ที่แยกกัน ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมกันขยับขึ้นมีมูลค่ารวม 980,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.17% จากปีก่อน แบ่งเป็นกองทุนรวม 811,708 ล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 131,089 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 37,669 ล้านบาท

 

ก้าวข้าม ‘Victim of Success’ ตั้งเป้าโตทะลุ 10%

 

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา AUM ของ BBLAM เติบโตค่อนข้างต่ำในระดับเพียง 1-2% ต่อปี ซึ่งบรรณรงค์ยอมรับว่า BBLAM ตกเป็นเหมือน ‘Victim of Success’ หรือเหยื่อของความสำเร็จในอดีต จากการที่กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF และ RMF ที่เคยประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ได้ทยอยครบกำหนดอายุและถูกไถ่ถอนออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของอุตสาหกรรมจัดการกองทุนยังคงเติบโตเฉลี่ยที่ 9-10% ต่อปี BBLAM จึงตั้งเป้าหมายที่จะกลับมาเติบโตให้ได้อย่างน้อยเท่ากับอุตสาหกรรม หรือเติบโตในระดับมากกว่า 10% ขึ้นไป

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 1

ภาพ : บรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด หรือ BBLAM

 

3 กลยุทธ์หลัก ปลดล็อกศักยภาพ ดัน AUM สู่เป้าหมาย

 

บรรณรงค์ กล่าวต่อว่า เพื่อทวงคืนอัตราการเติบโตและตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ BBLAM ได้วางแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

 

1. เจาะลึกฐานลูกค้าธนาคารกรุงเทพเต็มสูบ

 

ปัจจุบันช่องทางการขายกว่า 99% ของ BBLAM มาจากธนาคารกรุงเทพ ทว่าสัดส่วนลูกค้าที่เปิดบัญชีกองทุนเมื่อเทียบกับฐานเงินฝากมหาศาลของธนาคารยังถือว่ามีโอกาสเติบโตได้อีกไกลมาก BBLAM จึงได้ปรับรูปแบบการทำงานแบบพลิกโฉม โดยจัดตั้งทีม Investment Strategy ลงพื้นที่พบปะกับผู้ดูแลลูกค้า (RM) และพนักงานสาขาของธนาคารทุกสัปดาห์ เพื่อให้ข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ตรงตาม Segment ของลูกค้าธนาคารกรุงเทพอย่างใกล้ชิด

 

2. รุกยุทธศาสตร์ Multi-Partner เปลี่ยนพันธมิตรระดับโลกเป็น Knowledge Partner

 

BBLAM เลือกใช้กลยุทธ์แบบเปิดกว้าง (Open Architecture) โดยจะไม่ผูกมัดหรือทำสัญญากับพันธมิตรระดับโลกเพียงรายเดียว ปัจจุบัน BBLAM มีการลงทุนผ่านกองทุนพันธมิตรชั้นนำระดับโลกกว่า 16 ราย BBLAM จะทำหน้าที่เสมือน ‘Quarterback’ หรือผู้รวบรวมและคัดกรองกองทุนที่ดีที่สุดจากพันธมิตรแต่ละแห่งมาเสิร์ฟให้ลูกค้า นอกจากนี้ ยังยกระดับความสัมพันธ์จาก Product Partner ให้กลายเป็น Knowledge Partner เพื่อดึงข้อมูลเชิงลึก (Insight) ตรงจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกมาสู่ทีมงานขายและนักลงทุนไทยอย่างทันท่วงที

 

3. เตรียมคลอดกองทุน Core Portfolio ภายในไตรมาส 3

 

เพื่อลดปัญหาการที่นักลงทุนเลือกลงทุนเป็นรายกองแล้วขาดทุนเนื่องจากไม่มีเวลาติดตามตลาด BBLAM เตรียมออกกองทุนใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะทำหน้าที่เป็น Core Portfolio ที่เน้นการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ทีมผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกกองทุนต่างประเทศชั้นนำจากพันธมิตรหลากหลายแห่งเข้ามาจัดพอร์ตและปรับเปลี่ยนสัดส่วนให้โดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นกองทุนหลักที่ลูกค้าสามารถถือลงทุนได้อย่างสบายใจ

 

นอกจากการรุกช่องทางธนาคารแล้ว BBLAM ยังมุ่งขยายความร่วมมือกับตัวแทนขายอิสระ (Selling Agent) ชั้นนำที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Finnomena, บล.บัวหลวง หรือ InnovestX เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น

 

บรรณรงค์เน้นย้ำว่า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน BBLAM จะไม่เน้นการเร่งออกโปรดักต์เพื่ออัดยอดขายชั่วคราวในช่วง IPO แต่จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนเต็มเชลฟ์ และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้าเพื่อให้เกิดการทยอยลงทุนสะสม (DCA) หรือเลือกลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวอย่างแท้จริง

 

ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อแววจบ พ.ค.-มิ.ย. นี้

 

นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านจนเกิดการตอบโต้กันไปมา ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนานเพียงใด และจะส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนอย่างไรบ้าง

 

อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง ระบุว่า ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยคำนวณแบบจำลองร่วมกับทฤษฎีเกม (Game Theory) เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของทิศทางสงคราม โดยพบว่ามีโอกาสถึง 49% ที่สถานการณ์จะยุติลงในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนนี้

 

ปัจจัยสำคัญที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ข้อจำกัดทางการเมืองของ โดนัลด์ ทรัมป์เนื่องจากกำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอีก 218 วัน หากสงครามยืดเยื้อและมีการส่งกองกำลังทหารราบ เข้าไปในพื้นที่ อาจส่งผลให้คะแนนความนิยมของทรัมป์ลดลงอย่างหนัก คล้ายกับกรณีของสงครามอิรักในอดีตที่ทำให้อัตราความนิยมร่วงลงกว่า 30% ซึ่งหากยังไม่จบภายใน 3 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ทรัมป์อาจเผชิญความพ่ายแพ้และสูญเสียที่นั่งในสภาให้กับพรรคเดโมแครต

 

บรรณรงค์ พิชญากร ซีอีโอ บลจ.บัวหลวง แถลงแผนควบรวม BCAP และกลยุทธ์ Multi-Partner 2

ภาพ : อิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ. บัวหลวง

 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางดอกเบี้ยเฟด

 

ในมิติของเศรษฐกิจโลก เริ่มเห็นผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางเรือ ที่เคลื่อนไหวได้ยากขึ้น ส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันยังถือว่าแข็งแกร่งและสามารถดูดซับผลกระทบจากสงครามได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่า GDP ไตรมาสแรกจะเติบโตได้ราว 2%

 

แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือทิศทางของราคาน้ำมัน ซึ่ง BBLAM ได้อ้างอิงแบบจำลอง DSGE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พบว่า

 

  • หากราคาน้ำมันทรงตัวที่ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เฟดอาจไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยในปีนี้ (Flat rate)
  • หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจเห็นเฟด ‘ปรับขึ้น’ อัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง) และความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเกิดภาวะ Inverted Yield Curve หากเฟดต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น โดยภูมิภาคที่น่ากังวลที่สุดคือ “ยุโรป” ที่อาจเผชิญวิกฤต Stagflation รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทั้งราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน

 

เชื่อไทยรับมือไหว แม้เป้า GDP อาจถูกหั่นลง

 

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบในช่วงเริ่มต้นถือว่า ไม่น่ากลัว เท่าที่ควร เนื่องจากไทยมีกันชน (Buffer) จากอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอยู่ 0.88% ก่อนเกิดเหตุการณ์ ประกอบกับมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 98 วัน

 

นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันพึ่งพาการใช้น้ำมันต่อการผลิต 1 หน่วย GDP (Oil Intensity) ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต จากการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบริการมากขึ้น รวมถึงการเข้ามาของรถยนต์ EV และโซลาร์เซลล์

 

อย่างไรก็ตาม หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน อาจกดดันให้ GDP ไทยปีนี้เติบโตลดลงเหลือประมาณ 1.6-1.7% จากเดิมที่คาดไว้ระดับ 2% แต่ในเชิงของการประเมินมูลค่าหุ้น ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดอาจไม่ได้ลดลงตาม เพราะตัวเลข Nominal GDP จะยังคงเติบโตที่ระดับ 3% กว่าๆ จากผลของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

 

เปิดมุมมองตลาดหุ้นไทยและกลยุทธ์การลงทุน

 

ปัจจุบัน SET Index แกว่งตัวอยู่ในระดับ 1,400 กว่าจุด โดยมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ประมาณ 15-16 เท่า ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยระยะยาว ไม่ถูกและไม่แพงจนเกินไป ในแง่ของการปรับประมาณการกำไร (Earnings Upgrade) พบว่ามีเพียงกลุ่มพลังงานและ ปตท. เท่านั้นที่ถูกปรับขึ้นรับอานิสงส์ราคาน้ำมัน ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ยังถูกปรับลดลง

 

BBLAM ประเมินว่า หากอิงตามปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และคาดการณ์ EPS ที่ 91-93 บาทต่อหุ้น เป้าหมายที่สมเหตุสมผล (Realistic) ของ SET Index จะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,480 จุด แต่หากสงครามจบลงตามคาดและมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีก็มีโอกาสบวกเพิ่มได้อีกราว 100 จุด ไปทดสอบระดับ 1,580 จุดได้

 

อิสระ ยังแนะนำให้ใช้วิธี หมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Rotation) โดยเลือกทยอยเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่ถูก และขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวแพงขึ้น เนื่องจากภาพรวมตลาดยังคงแกว่งตัวในกรอบเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไป

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories