ผลศึกษา Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS เผยธุรกิจไทยใช้ AI เพิ่มขึ้นเป็น 43% แต่ 74% ยังอยู่แค่ขั้นพื้นฐาน ขณะที่ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดกำลังเปลี่ยนจาก ‘ความสามารถทางเทคนิค’ ไปสู่ ‘วิจารณญาณของมนุษย์’ ในการตีความ ตรวจสอบ และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น
ประเด็นสำคัญ
Amazon Web Services (AWS) เปิดเผยผลการศึกษา Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 หรือ การปลดล็อกศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ปี 2026 ซึ่งจัดทำโดย Strand Partners จากการสำรวจผู้นำธุรกิจ 1,000 ราย และประชาชนทั่วไปอีก 1,000 ราย
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นข้อค้นพบสำคัญว่า การนำ AI มาใช้ในประเทศไทยไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ทั้งกลยุทธ์ ทักษะ การกำกับดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะใหม่ที่กำลังกลายเป็นหัวใจของการทำงานยุค AI นั่นคือ ‘ดุลยพินิจของมนุษย์’ (Human Judgment)
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ประจำ AWS ประเทศไทย กล่าวในงานแถลงผลการศึกษาว่า การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นจาก 32% เป็น 43% ในช่วงปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราการเติบโต 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือมีธุรกิจหันมาใช้ AI เพิ่มขึ้นราว 220,000 แห่ง
แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึก ผู้ที่นำ AI มาใช้ถึง 74% ยังคงใช้งานในขั้นพื้นฐาน เช่น การใช้แชตบอตทั่วไปสำหรับงานประจำวัน มีเพียง 17% ที่ก้าวไปสู่ระดับกลาง และเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้งานถึงขั้นการบูรณาการ AI ขั้นสูงอย่างการผสานหลายโมเดล การสร้างระบบเฉพาะ หรือการใช้ agentic AI
“Adoption is no longer the constraint ข้อจำกัดตอนนี้คือสิ่งที่มาหลังจากนั้น ทั้งกลยุทธ์ ทักษะ และการกำกับดูแล” วัตสันกล่าว
เมื่อ AI ตัดสินใจมากขึ้น ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ‘การรู้ว่าเมื่อไหร่ไม่ควรเชื่อ’
หนึ่งในข้อค้นพบที่โดดเด่นที่สุดของรายงานปีนี้คือประเด็นเรื่องดุลยพินิจ โดยผู้นำธุรกิจ 61% ระบุว่า ความสามารถในการตีความ ตรวจสอบความถูกต้อง และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น คือทักษะสำคัญแห่งอนาคต ควบคู่กับการทำงานร่วมกับเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมีประสิทธิภาพ (57%) และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ (49%)
อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างความต้องการกับความเป็นจริงยังห่างกันมาก องค์กรถึง 52% ระบุว่าพนักงานมีความมั่นใจค่อนข้างน้อยหรือไม่มั่นใจเลยว่า เมื่อใดควรเชื่อถือผลลัพธ์จาก AI และเมื่อใดควรตั้งคำถาม ขณะที่ 48% ระบุว่าพนักงานมีแนวโน้มยอมรับผลลัพธ์จาก AI โดยแทบไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 58% ในอุตสาหกรรมการผลิต และ 54% ในธุรกิจค้าปลีก เทียบกับ 38% ในอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ มีเพียง 22% เท่านั้นที่พนักงานตั้งคำถามและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI เป็นประจำ
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มีองค์กรเพียง 23% ที่มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนว่าเมื่อใดพนักงานควรส่งต่อเรื่องหรือเข้าแทรกแซงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI
วัตสันอธิบายว่า “ถ้าเราเชื่อ AI 100% จะมีจุดที่ไม่สมบูรณ์ 10-20% เสมอ คนอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเสมอ เชื่อว่าคนจะไม่ถูกแทนที่ไป 100% พอถึงจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ทักษะของคนในอนาคตคือ judgment ในจุดที่สำคัญมากๆ แทนที่จะทำเรื่องพื้นฐานแบบช่วงแรก”
สำหรับแนวทางการพัฒนาทักษะดุลยพินิจในองค์กร วัตสันระบุว่าหลายองค์กรเริ่มจากการออกแบบเส้นทางการทำงาน (journey) ที่ชัดเจนว่า human in the loop หรือจุดที่มนุษย์ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ตรงไหน หากจำเป็นต้องมีการ override ผลลัพธ์ของ AI ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่คนควรเข้าไปแทรกแซง ควบคู่กับการเทรนโมเดลขององค์กรให้ฉลาดและ customized ด้วยข้อมูลของตัวเอง แทนที่จะพึ่งพาโมเดลกลางเพียงอย่างเดียว
ทักษะขาดแคลนหนักขึ้น สวนทางการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัญหาการขาดแคลนทักษะยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง โดยธุรกิจไทย 51% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายผล เพิ่มขึ้นจาก 47% เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อเจาะเฉพาะเทคโนโลยี AI ยุคใหม่อย่าง Agentic AI ตัวเลขนี้พุ่งเป็น 56%
วัตสันยังเปิดเผยด้วยว่า 72% ขององค์กรระบุว่า ไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะ AI จากตลาดแรงงานภายนอกได้ทันความต้องการ ทำให้การ reskill พนักงานเดิมกลายเป็นกลยุทธ์หลัก โดย 72% ของผู้ใช้ AI มองว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ของพนักงานเดิมเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ AI ขององค์กร
ทว่ามีองค์กรเพียง 24% เท่านั้นที่มั่นใจว่าการฝึกอบรมที่ทำอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต และมีเพียง 17% ที่ประเมินว่าตนเองมีชุดทักษะด้าน AI ที่แข็งแกร่งแล้ว
ปรากฏการณ์ที่ซ้ำเติมความท้าทายนี้คือการใช้ AI ที่กระจายเร็วกว่าการกำกับดูแล ปัจจุบัน 71% ของกรณีการใช้ AI ถูกริเริ่มโดยหน่วยงานธุรกิจหรือพนักงานที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และ 70% ของพนักงานสายงานที่ไม่ใช่เทคนิค เช่น การตลาด ทรัพยากรบุคคล และปฏิบัติการ ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานบ่อยครั้ง แต่มีเพียง 19% ขององค์กรที่มีนโยบายครอบคลุมและบังคับใช้จริงจังสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้
งานไม่ได้หายไป แต่กำลังถูก ‘ปรับโฉม’
ในมิติของตลาดแรงงาน ผลสำรวจชี้ว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานโดยตรง โดย 52% คาดว่า AI จะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่หรือปรับโฉมภาระหน้าที่งานเดิมเป็นหลัก อีก 31% มองว่าจะเกิดทั้งการสร้างงานใหม่และแทนที่งานเดิมในสัดส่วนที่เสมอตัว มีเพียง 17% ที่เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานเดิมอย่างเต็มรูปแบบ
สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในองค์กรที่ใช้ AI โดย 54% ระบุว่าตำแหน่งงานของพนักงานมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์หรือเน้นการตัดสินใจมากขึ้น 61% ระบุว่าพนักงานใช้เวลากับงานซ้ำซากจำเจลดลง และ 43% เริ่มเห็นตำแหน่งงานใหม่ที่เชื่อมโยงกับการกำกับดูแล การบูรณาการ หรือการบริหารจัดการระบบ AI
วัตสันยังให้มุมมองต่อสถานการณ์การเลิกจ้างในไทยด้วยว่า แนวโน้มการ layoff อาจจะน้อยลงในช่วงนี้ และอาจกลับมาจ้างงานมากขึ้นอีกครั้ง เพราะแม้งานบางประเภทจะหายไป แต่ก็มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทน
ภาพ: Farhan _khan / Shutterstock

