แฟนๆ น่าจะรู้กันมานานแล้วว่า Audi กำลังจะก้าวมาเป็นสมาชิกใหม่ในศึก F1 2026 แทนที่ทีม คิก เซาเบอร์ และนั่นจะทำให้ F1 มีทีมจากเยอรมนี 2 ทีมอีกครั้ง
Audi F1 มีการเปิดตัวทีมเบื้องต้นไปแล้ว ในเดือน ธันวาคมที่ผ่านมา โดยโชว์โทนสีของรถที่จะใช้ เป็นสีเงิน-แดง และ ดำ แต่นั่นอาจจะมีการปรับปรุงอีกครั้ง ก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 มกราคมนี้
มีการประกาศแล้วว่า ทีม Audi จะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Audi รีโวลุต เอฟวัน ทีม (Audi Revolut F1 Team) การใช้ชื่อนี้เป็นการร่วมมือกับรีโวลุต ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินที่เข้ามาเป็นพันธมิตรหลัก
การเข้าสู่สนาม F1 ของ Audi ถือเป็นการเปิดตัวของผู้ผลิตรถยนต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดนับตั้งแต่ เมอร์ซีเดสในปี 2010 โดย ทีม 4 ห่วง จะเริ่มทำการทดสอบรถในวันที่ 26 มกราคม และลงแข่งขันสนามแรกในรายการ ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ วันที่ 8 มีนาคมนี้
แม้ Audi จะเป็นหน้าใหม่ใน F1 แต่พวกเขามีประวัติศาสตร์การแข่งรถที่ยาวนาน และประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายชนิดที่เรียกได้ว่า นับไม่ถ้วน
ความน่าตื่นเต้นในการเข้ามา F1 ของ Audi คือ รากฐานความสำเร็จ จากสนามอื่นๆ และประวัติศาสตร์อันยาวนานในศึก มอเตอร์สปอร์ตของพวกเขา
คงไม่เกินไป ถ้าจะบอกว่า Audi ประสบความสำเร็จในทุกๆ เวที ที่ทีมมอเตอร์สปอร์ตของพวกเขาก้าวเข้าไปมีส่วนร่วม และลิสต์ชัยชนะเหล่านั้น สามารถย้อนกลับไปได้ยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ
ตัวอย่างความสำเร็จที่ทุกคนน่าจะรู้จัก มีทั้งในวงการ แรลลี อย่าง ดาการ์ แรลลี ในปี 2024 หรือหากจะมองไปที่ทัวริงคาร์ รถรุ่น A4 Quattro ครองความยิ่งใหญ่ทั่วยุโรปจนกระทั่งถูกจำกัดด้วยกฎน้ำหนักถ่วง
นอกจากนี้ ในการแข่งขันประเภทเอนดูรานซ์ ชื่อดังอย่าง เลอม็อง 24 ชั่วโมง พวกเขาก็สามารถชนะได้ถึง 13 ครั้งภายใน 16 ปี และสร้างนวัตกรรมอย่างเครื่องยนต์ดีเซล R10
ขณะที่ศึกซึ่งใกล้เคียงกับศึก F1 อย่าง ศึก ฟอร์มูลา E ทาง Audi ก็ประสบความสำเร็จมาแล้วในปี 2018 จากการคว้าแชมป์ประเภททีมผู้ผลิต
แต่ในศึก F1 แม้บริษัท Audi ในปัจจุบันจะไม่เคยแข่งขันมาก่อน แต่บริษัทบรรพบุรุษอย่าง อาวโต อูนิโอน (Auto Union) เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงปี 1935–1939 โดยสามารถคว้าแชมป์ European Drivers’ Championship ได้ในปี 1936 จากผลงานของ แบรนด์ โรสไมเออร์ (Bernd Rosemeyer)
การสร้างทีมของ Audi ในการลุยศึก F1 ปี 2026 ก็นับได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย พวกเขาเลือกที่จะใช้วิธีคนละแบบกับ คาดิลแลค ที่สร้างทีมขึ้นมาจากศูนย์
แทนที่จะเริ่มสร้างทีมใหม่ทั้งหมด Audi เลือกซื้อทีมเซาเบอร์ในปี 2022 แม้ ในช่วงหลัง ทีมเซาเบอร์จะเคยประสบปัญหาฟอร์มตกจนอยู่อันดับสุดท้ายในปี 2024 แต่ในปี 2025 ทีมเริ่มกลับมาแข็งแกร่งขึ้นโดยเก็บได้ 70 คะแนน
การซื้อทีมยังช่วยให้พวกเขาได้ตัวนักขับจอมเก๋าอย่าง นิโก อูล์เคนแบร์ก และ เลือดใหม่อย่าง กาเบรียล บอร์โตเลโต แบบไม่ต้องลงทุนเฟ้นหามาด้วย
ความจริงจังของทีม Audi ในศึก F1 ยังสะท้อนออกมาจากการที่พวกเขาลงทุนในการพัฒนาฐานดำเนินงานของทีม ซึ่งมีถึง 3 ฐานหลัก กระจายอยู่ทั่วยุโรป
เริ่มจากฐานหลักแห่งแรก อยู่ในเมืองฮินวิล (Hinwil) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยฐานแห่งนี้รับผิดชอบด้านการออกแบบและสร้าง แชสซี
ขณะที่ฐานที่ 2 ของทีม Audi ตั้งอยู่ที่เมืองนอยบวร์ก ประเทศเยอรมนี รับหน้าที่พัฒนา เพาเวอร์ยูนิต ภายใต้ชื่อบริษัท Audi Formula Racing GmbH
และเหมือนหลายๆ ทีม ที่จะต้องมีฐานในอังกฤษ และทีม Audi ก็เช่นกัน พวกเขามีฐานที่เมืองบิสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เป็น ศูนย์เทคโนโลยี เพื่อดึงดูดบุคลากรที่เชี่ยวชาญในภูมิภาค “Motorsport Valley” ให้มาทำงานกับทีม
ความน่าสนใจอีกอย่าง คือการตั้งเป้าหมายของทีม Audi ที่มีการเปิดเผยออกมา พวกเขามีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม และ จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การเพ้อฝัน
ประสบการณ์มากมาย จากวงการมอเตอร์สปอร์ตที่มี ทำให้พวกเขามองทีม เมอร์ซีเดส เป็นตัวอย่าง โดยทีมเพื่อนร่วมชาติของพวกเขา ซื้อทีมแชมป์โลกอย่าง Brawn GP ในปี 2010 และมีนักแข่งอย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แต่ยังต้องใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าจะคว้าชัยชนะครั้งแรกได้
นั่นทำให้เป้าหมายในฤดูกาล 2026 ของ Audi อยู่ที่การสร้างเครื่องยนต์ที่มีความเร็วและความทนทานพอที่จะสู้กับกลุ่มกลางตารางได้
ขณะที่ เป้าหมายในสนามแข่งของพวกเขา กลับดูธรรมดากว่า นั่นคือการทำคะแนนให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของที่ คิก เซาเบอร์ เคยทำได้ในปี 2025 (70 คะแนน) หรือ คือ ในปี 2026 ทีม Audi ตั้งเป้าไว้ที่การได้มากกว่า 35 คะแนนเท่านั้น
ขณะที่เป้าหมายในการบริหารจัดการ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องปล่อยให้ทีมแข่งทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการแทรกแซงจากผู้บริหารระดับสูงในบริษัท ซึ่งเคยเป็นสาเหตุที่ทำให้ โตโยตา และ จากัวร์ ล้มเหลวใน F1 มาก่อน
ซึ่งเป้าหมายการบริหารจัดการนี้เอง ที่ทำให้ Audi เลือกใช้ฝ่ายบริหารทีมที่มีประสบการณ์อย่างเต็มเปี่ยมจากศึก F1 แทนที่จะใช้ฝ่ายบริหารหน้าใหม่ หรือ ไปดึงตัวมาจากทีมอื่นๆ ของ Audi มอเตอร์สปอร์ต
พวกเขาได้ โจนาธาน วีตลีย์ อดีตผู้อำนวยการกีฬา และ ผู้จัดการทีมของ เรดบูลล์ มาดำรงตำแหน่ง ทีมบอส (Team Principal) โดยมี มัตเตีย บิน็อตโต อดีตทีมบอสของ เฟอร์รารี มาดูแลด้านการพัฒนาเครื่องยนต์โดยเฉพาะ
ประสบการณ์ของทั้ง วีตลีย์ และ บิน็อตโต เกินพอที่ดูแล ทีม F1 ทีมใหม่จากเยอรมนีทีมนี้ และด้วยวิสัยทัศน์ ที่ไม่รีบร้อน พร้อมที่จะเรียนรู้ ทำให้ Audi คือ ทีม F1 ที่น่ากลัวที่สุดในอนาคตอันใกล้
พวกเขาในตอนนี้ แม้จะมีองค์ประกอบพื้นฐาน งบประมาณ และ ความใส่ใจอย่างเต็มเปี่ยม แต่ก็ยังต้องการเวลาเพื่อเรียนรู้สูตรเฉพาะ และจังหวะของตัวเอง ก่อนที่จะกลายเป็นทีมระดับแนวหน้า
ภายใน 3-5 ปี หาก Audi เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ F1 อาจจะได้ยักษ์ใหญ่หน้าใหม่ ที่จะก้าวมาเขย่าวงการ เหมือนกับที่ เมอร์ซีเดส และ เรดบูลล์ เรซซิ่ง เคยทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ก็ได้
อ้างอิง
- https://www.formula1.com/en/latest/article/audi-announce-official-team-name-and-global-launch-date-for-2026-challenger.2YoCMRUMclJ5ENl2vAnkph
- https://www.audi-mediacenter.com/en/press-releases/audi-revolut-f1-team-reveals-official-name-and-berlin-launch-date-16942
- https://www.autoevolution.com/news/audi-s-first-race-the-most-important-f1-debut-since-mercedes-in-2010-263468.html
- https://www.audi-mediacenter.com/en/press-releases/year-by-year-the-most-important-successes-of-audi-in-motorsport-3846
- https://www.audi-mediacenter.com/en/press-releases/for-audi-entering-formula-1-is-part-of-something-bigger-16909
- https://sportsmintmedia.com/revolut-and-audi-set-course-for-f1-dominance-from-2026-onwards/
- https://www.motorsportmagazine.com/articles/single-seaters/f1/audi-aims-to-fight-for-f1-title-from-2030-as-silver-colours-unveiled/


