×

ปรับโครงการใหญ่ในรอบ 20 ปี! ‘สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์’ หรือ AOI รวบ 4 โรงเรียนนานาชาติไว้ด้วยกัน หวังยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยด้วยค่าเทอมเข้าถึงได้

03.07.2024
  • LOADING...

นับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อมีการก่อตั้ง ‘สถาบันอาทิตย์ อุไรรัตน์’ (Arthit Ourairat Institution) หรือ AOI ขึ้นมา ด้วยการรวมโรงเรียนต่างๆ จำนวน 4 แห่งเข้าอยู่ภายใต้สถาบัน 

 

โดยนี่ถือเป็นปรับโครงสร้างธุรกิจการศึกษาของกลุ่มครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ ซึ่งหวังยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล และแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปพร้อมกัน

 

“เรามองว่านี่เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะรวมโรงเรียนต่างๆ มาอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนแต่ละแห่งต่างมีทีมบริหารเป็นของตนเอง” ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AOI พร้อมกับขยายความว่า “เรามีประสบการณ์กว่า 20 ปีจากการเปิดโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกที่ภูเก็ต ซึ่งการรวมมาอยู่ภายใต้ AOI นั้นจะทำให้ทุกโรงเรียนพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันและตอบโจทย์ปัญหาการศึกษาไทย สร้างความเป็นเลิศทางวิชาการแบบองค์รวม”

 

ภายใต้ AOI ประกอบด้วยโรงเรียนนานาชาติบริติช ภูเก็ต (BISP) ที่เปิดมานานกว่า 25 ปี โดยส่วนใหญ่นักเรียน 80% ในภูเก็ตจะเป็นชาวต่างชาติจากหลายประเทศ เช่น รัสเซีย อเมริกา อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์, โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS Rangsit) ซึ่งสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education)

 

ยังมีโรงเรียนสาธิตนานาชาติทวิภาษาแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เชียงใหม่ (SIBS Chiangmai) ซึ่งมีนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ทำให้ที่นี่จัดการเรียนการสอนหลักสูตร 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ จีน) โดยโรงเรียนทั้ง 3 แห่งมีนักเรียนรวมกันทั้งหมดประมาณ 3,000 คน

 

และล่าสุดมีโรงเรียนเอสบีเอส แบงค็อก (SBS Bangkok) ที่ก่อตั้งใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างที่ลาดกระบัง บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยใช้งบลงทุนกว่า 500-700 ล้านบาท และจะพร้อมเปิดในปีการศึกษา 2568 คาดว่าจะรองรับนักเรียนได้ราว 800-1,000 คน โดยจะเข้ามาเป็นทางเลือกสำหรับนักเรียนในระดับชนชั้นกลางที่ต้องการเข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ 

 

ตามข้อมูลของธนาคารโลก ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยมีค่อนข้างสูง โดยนักเรียนที่มีฐานะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพสูง ในขณะที่นักเรียนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำนี้มีมากขึ้นจากการเก็บค่าเล่าเรียนสูงของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งผู้ปกครองไทยส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึง

 

นั่นเพราะผู้ที่เรียนในหลักสูตรอินเตอร์ได้นั้นต้องมีกำลังซื้อสูงพอที่จะจ่ายค่าเทอม 8 แสนถึง 1 ล้านบาทได้ ทำให้มีเพียง 1% ของคนไทยทั้งหมด ดังนั้น “AOI จึงต้องการมีส่วนแก้ไขปัญหา ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้กับสังคมไทย โดยการสร้างหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงมาตรฐานนานาชาติที่คนทั่วไปเข้าถึงได้” ดร.อภิรมณ ย้ำ

 

แม้จะอยู่ภายใต้ AOI หากแต่ละโรงเรียนจะใช้หลักสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนกัน โดยจะมีการปรับให้ตอบสนองความต้องการของนักเรียนในท้องถิ่น ขณะเดียวกันเมื่อมาอยู่ด้วยกันก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นสูงที่ใช้ร่วมกัน เช่น ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Medical Science Center) ศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) และสิ่งอำนวยความสะดวกทางกีฬาเฉพาะทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมประสบการณ์การศึกษา สร้างเครือข่าย และเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

 

ขณะเดียวกัน ด้วยสิ่งต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป การเรียนเพียงภาษาเดียวจึงไม่เพียงพออีกแล้ว ทำให้นับตั้งแต่ปีการศึกษานี้เป็นต้นไป ทั้ง SBS Rangsit และ SIBS Chiangmai จะจัดการเรียนแบบ 3 ภาษา ที่นอกจากไทยและอังกฤษแล้วได้เพิ่มจีนเข้าเป็นอีกหนึ่งภาษาหลัก ซึ่งหลักสูตรนี้จะถูกนำไปใช้ใน SBS Bangkok ที่จะเปิดในปีหน้าด้วย ทำให้เมื่อจบแล้วสามารถเรียนต่อได้ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ

 

ท่ามกลางธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนโรงเรียนนานาชาติรายใหม่และรายเก่า คาดการณ์ว่าโรงเรียนนานาชาติในเมืองไทยน่าจะมีปริมาณมากกว่า 200 แห่งในปัจจุบัน และมีจำนวนเด็กนักเรียนนานาชาติในประเทศไทยอยู่กว่า 70,000 คนต่อปี การตั้ง AOI ขึ้นมาทำให้กลายเป็นกลุ่มโรงเรียนแห่งแรกที่มีสัญชาติไทย พร้อมจะเข้าไปแข่งกับโรงเรียนที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มโรงเรียนจากต่างประเทศ 

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของ AOI คือการสร้างความแตกต่างและดึงดูดนักเรียนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์ยาวนานกว่า การสร้างแบรนด์และชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับจึงเป็นสิ่งที่ AOI ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

 

“ท่ามกลางโรงเรียนมากมาย AOI มีความโดดเด่นด้านโปรแกรมแนะแนวการศึกษาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมหลากหลายอย่างไร้รอยต่อบนเส้นทางการศึกษาของนักเรียน โดยออกแบบตามความต้องการและจุดแข็งเป็นรายบุคคล เตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการแนะแนวจากภายนอก” ดร.อภิรมณ กล่าว พร้อมเสริมว่า อีกเรื่องที่ให้ความสำคัญคือ การสร้างวัฒนธรรมในการอยากเรียนรู้ให้เด็กๆ ด้วยการตั้งคำถามว่า ‘Why‘ ผ่านการค้นคว้าตามความสนใจของตนเอง และลงมือทำ รวมถึงการดูแลเอาใจใส่ด้าน Well-being ของนักเรียนด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ดร.อภิรมณ ประเมินว่า AOI จะสามารถสร้างการเติบโตได้ประมาณ 5% ต่อปี นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายโรงเรียนอื่นๆ ไว้ ซึ่งนอกจาก SBS Bangkok ที่จับกลุ่มนักเรียนที่อยู่แถบลาดกระบัง ยังได้มองถึงการขยายโรงเรียนไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีต่อจากนี้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising