×

It’s done สิ้นสุดฤดูกาลแห่งความทุกข์ทน สู่รุ่งอรุณใหม่ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม

20.05.2026
  • LOADING...
นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

ประตูของเออร์ลิง ฮาแลนด์ที่ไวทาลิตี สเตเดียม อาจจะทำให้หวั่นไหวบ้าง แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อยเพราะมันสายเกินไปที่ แมนเชสเตอร์ ซิตีจะหาทางกลับมาเอาชนะบอร์นมัธได้

 

และนั่นหมายถึงอาร์เซนอล คือ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2026/27

 

หลังการรอคอยที่ยาวนานถึง 22 ปี ในที่สุดความเจ็บปวด ความผิดหวัง การทนทุกข์ทรมาน เสียงเย้ยหยันต่างๆ มันถึงเวลาสิ้นสุดลงสักที

 

“I told you all…It’s done” เดแคลน ไรซ์ ยอดกองกลางคนสำคัญของทีมโพสต์ข้อความลงบนช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง เพื่อล้อไปกับคำประกาศกร้าวที่กลายเป็นหนึ่งในประโยคสำคัญระดับประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอล หลังเกมที่พ่ายต่อแมนเชสเตอร์ ซิตีที่เอติฮัด สเตเดียมว่า “It’s not done”

 

คำพูดของไรซ์ที่พยายามปลุกเร้าเพื่อนในวันนั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการขั้นสุดท้าย กระบวนการอันยาวนานที่จะพาอาร์เซนอลกลับคืนสู่สถานะที่พวกเขาควรจะอยู่อีกครั้ง

 

กระบวนการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในปี 2019

 

บางทีเราควรจะได้ร่วมกันย้อนเวลากลับไปในจุดนั้นอีกสักครั้งกันไหมครับ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมความสำเร็จในครั้งนี้จึงมีกลิ่นหอมหวานปานดอกไม้สวยที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1

 

20 ธันวาคม 2019 มิเคล อาร์เตตา นั่งลงต่อหน้ากล้อง ใบหน้าของเขายังอ่อนเยาว์ แววตายังมีความสดใสและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชคนใหม่ของอาร์เซนอลแทนที่อูไน เอเมรี งานการคุมทีมฟุตบอลสโมสรอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิต

 

แต่ถึงจะไร้ประสบการณ์ใดๆ นอกเหนือจากการได้ลองเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สุดยอดโค้ชของโลกยุคสมัยใหม่ ด้วยความสัมพันธ์ที่เห็นหน้ากันมาตั้งแต่ครั้งที่อาร์เตตาได้มีโอกาสเข้ามาในลามาเซีย และกวาร์ดิโอลายังเป็นหนึ่งในนักเตะประสบการณ์สูงของคัมป์ นู กุนซือคนหนุ่มกลับมาพร้อมกับแผนที่ยิ่งใหญ่

 

“มีบางอย่างที่จำเป็นจะต้องมีพิมพ์เขียว” อาร์เตตาบอกในวันนั้น ก่อนจะบอกถึงสิ่งที่เขาต้องการจะเห็นจากทีม

 

“เราจะต้องมี Passion เราต้องเล่นแบบครองเกม เราต้องเล่นอย่างดุดัน และบุกเข้าไปเล่นในแดนของคู่แข่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” อาร์เตตาฟุ้งถึงฟุตบอลในความฝันของเขา

 

เพียงแต่ความฝันกับชีวิตจริงมันต่างกันมาก และไม่นานนักอาร์เตตาก็พบว่าหนึ่งในสิ่งที่เขาฝันว่าจะเปลี่ยนแปลงคือ ‘วัฒนธรรม’ (Culture) ภายในทีมที่เขาอยากเห็น เป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นจริงมาก

 

จริงอยู่ที่ช่วง ‘น้ำผึ้งพระจันทร์’ อาร์เตตาจะพาทีมคว้าแชมป์รายการแรกได้อย่างรวดเร็วในถ้วยเอฟเอ คัพ ในปี 2020 เพียงแต่การจะไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงอย่างการกลับมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง ยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งพบว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ

 

อาร์เซนอลเป็นทีมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นพิษ มีความ Toxic อยู่ภายใน

 

ด้วยมวลพลังงานแบบนี้ไม่อาจพาทีมไหนหรือองค์กรไหนไปถึงวันที่สวยงามได้ทั้งนั้น

 

และนั่นนำไปสู่การตัดสินใจที่เด็ดขาดของเขา ผู้ที่จะไม่ยอมให้พิษร้ายแทรกซึมภายในสโมสรอีกต่อไปอย่างเด็ดขาด

 

การแตกหักกับปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยัง กองหน้าผู้สวมปลอกแขนกัปตันทีมแต่กลับไร้ซึ่งระเบียบวินัย และขับให้พ้นจากสโมสรไปเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่กล้าหาญของอาร์เตตา

 

ต่อด้วยเมซุต โอซิล ซูเปอร์สตาร์เพลย์เมกเกอร์ผู้เป็นที่รักของแฟนๆ และนักเตะรายอื่นๆ ที่ทยอยถูกปล่อยตัวออกจากทีมไป โดยที่อาร์เตตา ร่วมกับเอดู ผู้อำนวยการสโมสรที่เป็นคนตัดสินใจดึงตัวเขามารับงานใหญ่ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ หานักเตะที่ตอบโจทย์เข้ามาทีละคนสองคน

 

โดยนอกจากฝีเท้าแล้ว สิ่งที่อาร์เตตามองหาจากคนที่จะมาเป็นลูกทีมคือเรื่องของนิสัยใจคอ การรักษาระเบียบวินัย ทัศนคติทั้งในการเล่นและการใช้ชีวิต

 

แม้ว่ามันอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง เพราะปัญหานั้นถูกหมักหมมมาตั้งแต่ยุคของอาร์แซน เวนเกอร์ แต่อย่างน้อยที่สุดอาร์เซนอลก็มีวัฒนธรรมองค์กรในแบบที่อาร์เตตาต้องการ

 

“Trust the Process” คือคำที่เขามักจะบอกย้ำกับทุกคนเสมอตั้งแต่ช่วงปี 2020

 

ถึงอย่างนั้นมันก็มีช่วงเวลาที่เขาเผชิญกับเครื่องหมายคำถาม ว่าตกลงแล้วนี่คือคนที่ใช่ คนที่เหมาะสม คนที่จะพาอาร์เซนอลไปให้ถึงวันแห่งชัยชนะได้ใช่ไหม?

 

โชคดีสำหรับอาร์เตตาที่เขามีเอดู คนสำคัญอีกคนของเรื่องราว

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2

 

อดีตกองกลางผู้อยู่ในยุค ‘The Invincibles’ แชมป์พรีเมียร์ลีกหนสุดท้ายของอาร์เซนอล ถูกสโมสรดึงตัวจากตำแหน่งหน้าที่ในสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลเพื่อกลับมาช่วยงานใหญ่ในการวางรากฐานของอาร์เซนอลให้กลับมาเป็นสโมสรฟุตบอลที่ดีอีกครั้ง หลังจากที่มองเห็นแล้วว่าพวกเขาถูกแมนฯ ซิตี และลิเวอร์พูล สองสโมสรที่แย่งความยิ่งใหญ่ในเวลานั้นทิ้งห่างไปไกล

 

ถึงจะเป็นงานที่ยากมหันต์ แต่เอดูก็ตอบรับงานนี้ และเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอาร์เซนอลจากโครงสร้างภายใน

 

ทีมแมวมองที่อยู่กันมายาวนานกลายเป็นเรื่องในอดีตเมื่อเอดูสร้างทีม Football Intelligence ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่แค่เรื่องของการเฟ้นหานักเตะ แต่เป็นการวาดภาพของเกมฟุตบอลอังกฤษในอนาคต โดยที่ในภาพนั้นอาร์เซนอลจะต้องเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จ

 

Big data ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกนำมาประมวลถึงสิ่งที่อาร์เซนอลต้องทำ ไปจนถึงการวาดภาพอนาคตถึงโอกาสที่คู่แข่งจะเริ่มตกต่ำลงตาม ‘วงรอบ’ (Cycle)

 

ข้อมูลบอกว่าบรรดาคู่แข่งจะเริ่มตกต่ำลงอย่างแน่นอน และ ‘โอกาส’ สำหรับอาร์เซนอลอยู่ในช่วงระหว่างปี 2023-2027

 

และมันก็เกิดขึ้นจริงดังคาด ไม่ว่าจะเป็นการถดถอยของนักเตะอย่างเควิน เดอ บรอยเนอ, โม ซาลาห์ ไปจนถึงการตัดสินใจวางมือของเยอร์เกน คล็อปป์ หรือเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งข้อมูลบ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูง

 

งานสำหรับเอดูคือการช่วยสร้างทีมจะไป ‘พร้อม’ และ ‘พีค’ ในช่วงเวลานั้นให้ได้ โดยที่คนที่จะต้องเป็นผู้นำของทีมคืออาร์เตตา ที่เขาเชื่อว่าเป็นคนที่มีความเหมาะสมในทุกด้าน

 

เพียงแต่จากผลงานที่เริ่มสะดุด อาร์เซนอลเริ่มตกเป็นทีมกลางตารางในปี 2020 ทำให้เครื่องหมายคำถามเกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อสแตน ครองเก เจ้าของสโมสรที่ต้องการสอบถามความชัดเจนจากเอดู ว่าตกลงแล้วกุนซือคนหนุ่มคนนี้ยังไหวไหม?

 

อดีตกองกลางชาวบราซิลเดินทางไปเดนเวอร์เพื่อเข้าพบ นอกจากจะซื้อเวลาให้กับอาร์เตตาแล้ว ยังได้บอกถึงสิ่งที่สโมสรต้องทำ ซึ่งไม่ใช่แค่การโละนักเตะเก่า เติมนักเตะใหม่ที่อายุน้อยใช้งานได้อีกไกล แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการบริหารของสโมสรที่มีปัญหาด้วย

 

การเดินทางไปครั้งนั้นของเอดูสำคัญอย่างมากต่อปัจจุบันของอาร์เซนอล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่ออาร์เตตาที่รู้ว่าอย่างน้อยเขามีเวลา

 

มีคนที่พร้อมจะอดทนในกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานไปกับเขา

 

และสิ่งที่ดีที่สุดคืออาร์เตตาไม่ได้มีแค่เอดู

 

เขามี ‘แบ็ก’ อีกคนที่สำคัญและใหญ่กว่าด้วย

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3

 

จุดอันตรายที่สุดสำหรับอาร์เตตาเกิดขึ้นในช่วงเปิดฤดูกาล 2021/22 เมื่ออาร์เซนอลพ่ายแพ้ 3 นัดรวด และมองไม่เห็นว่าทีมจะกลับมาประสบความสำเร็จได้อย่างไร

 

“Arteta Out!” แฟนบอลอาร์เซนอลเริ่มตะโกนขับไล่เขา

 

แต่ในครั้งนั้นคนที่ช่วย ‘เซฟ’ อาร์เตตาคือจอช ครองเก “คนเดียวที่คุณเชื่อใจได้ก็คือคนที่อยู่ในห้องกับคุณตอนนี้” เจ้าของร่วมทีมอาร์เซนอลบอกกับอาร์เตตา ซึ่งมีการบันทึกไว้ในสารคดี All-or-Nothing “เชื่อใจผมนะ ผมเชื่อในตัวคุณ”

 

สำหรับคนทำงาน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่จะมีใครสักคนที่พร้อมเชื่อใจแม้ในเวลาที่บางคนอาจไม่เชื่อใจตัวเองเลย

 

ในที่สุดเมล็ดพันธุ์ที่อาร์เตตา เอดู ไปจนถึงทีม Football Intelligence ช่วยกันหว่านเอาไว้ก็เริ่มออกดอกออกผล อาร์เตตาพบนักเตะที่เขาต้องการอย่าง มาร์ติน โอเดอการ์ดที่ยืมตัวมาจากเรอัล มาดริด, กาเบรียล มาร์กัลเญส กองหลังจอมแกร่งจากลีลล์ และบูกาโย ซากา เพชรเม็ดงามจากเฮลเอนด์

 

แม้ว่าตอนจบของฤดูกาล 2021/22 จะน่าผิดหวังเมื่อพลาดโดนท็อตแนม ฮอตสเปอร์แซงคว้าโควต้าแชมเปียนส์ ลีกไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออาร์เตตาและทีมงานรู้ว่าพวกเขากำลังมาถูกทาง

 

ฤดูกาล 2022/23 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการ Coming of Age ของอาร์เซนอล ที่ก้าวขึ้นมากลายเป็นทีมลุ้นแชมป์ได้แบบที่ไม่มีใครคาดฝัน พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายตลอดทั้งฤดูกาล ด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้น ใครเห็นก็อยากเอาใจช่วยเชียร์

 

เพียงแต่อาการบาดเจ็บของวิลเลียม ซาลิบา ในช่วงปลายฤดูกาล และเกมสำคัญที่พ่ายต่อแมนฯ ซิตี ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงประสบการณ์ที่สูงกว่า ทำให้อาร์เซนอลลิ้มรสความผิด

 

ความผิดหวังในครั้งนั้นเป็นบทเรียนที่ล้ำค่า ที่ทำให้อาร์เตตาและทีมรู้ว่าหากอยากเห็นทีมที่ประสบความสำเร็จพวกเขาต้องทำอย่างไร?

 

จากทีมที่เล่นอย่างไร้รอยต่อ อาร์เตตาเปลี่ยนอาร์เซนอลให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะดีขึ้นด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีหลายคน โดยเฉพาะ เดแคลน ไรซ์ กองกลางระดับท็อปสุดของอังกฤษที่คว้าตัวมาจากเวสต์แฮมด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ พวกเขายังเล่นเขี้ยวขึ้น เน้นผลการแข่งขันมากขึ้น เลิกทำตัวเป็นเด็กอมมือ และนั่นทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง (Title contender) ที่คู่ควร

 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีบางสิ่งที่ขาดหาย

 

ในเกมสำคัญที่จะชี้ชะตากับแมนฯ ซิตี อาร์เซนอลในฟอร์มการเล่นที่ดีกว่ากลับเลือกที่จะเล่นอย่างรัดกุมและเหมือนพอใจกับผลเสมอ แต่ผลจากเกมนัดนี้ส่งผลต่อบรรยากาศการลุ้นแชมป์ในช่วงหลังจากนั้นโดยตรง และสุดท้ายตอนจบก็เป็นแบบเดิมเมื่อซิตีปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครองอีกสมัย

 

ที่เจ็บที่สุดคือการออกมาตอกย้ำโดยโรดรี กองกลางคีย์แมนของซิตีที่ถูกถามว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างที่ทำให้ซิตีเป็นแชมป์และอาร์เซนอลได้แค่รองแชมป์

 

“ตรงนี้” เขาชี้ไปที่ศีรษะ สื่อถึงสิ่งที่อยู่ในกระบวนการความคิด ว่าในขณะที่พวกเขาคิดถึงชัยชนะ ทีมของอาร์เตตากลับไม่ได้คิดถึงชัยชนะในเกมที่พบกัน

 

อาร์เตตาและทีมก็รู้เช่นกันในตอนนั้นครับว่าสิ่งที่มียังไม่พอ

 

นักเตะอาร์เซนอลฉลองชัยชนะหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4

 

ความผิดหวังซ้ำสองไม่ร้ายเท่าความผิดหวังซ้ำสาม เมื่ออาร์เซนอลได้เป็นแค่ ‘พระรอง’ อีกครั้งในฤดูกาล 2024/25

 

ส่วนหนึ่งคือลิเวอร์พูลในยุคอาร์เนอ สลอต ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงเหลือเชื่อโดยที่แทบไม่สะดุดพลาด หรือหากสะดุดพลาดคู่แข่งก็พร้อมสะดุดตามทำให้แทบไม่เจอกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันเลย

 

แต่อีกส่วนคือการกรำศึกหนักของผู้เล่นที่ใช้งานต่อเนื่องทำให้นักเตะตัวหลักผลัดกันบาดเจ็บแทบทั้งทีม

 

แรงกดดันหนักขึ้น แฟนบอลเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับอาร์เตตาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสไตล์การเล่นที่ไม่ใช่ในแบบที่อยากเห็นมากสักเท่าไรนัก เมื่อเน้นความแน่นอนมากเกินไป และพึ่งพาลูกเซตเพลย์ซึ่งได้นิโคลัส โจเวอร์ มาช่วยออกแบบการเล่นให้เป็นอาวุธหนักที่แทบจะเป็นอาวุธหลัก

 

สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อพวกเขามากพอสมควร ไม่ใช่แค่ในฤดูกาล 2024/25 ที่จบลงด้วยการเป็นที่ 2 แต่ถูกส่งต่อมาถึงฤดูกาล 2025/26 ที่แม้จะเสริมขุมกำลัง ได้ตัวที่ดีอย่าง วิคเตอร์ ยอเคอเรส, เอเรเบชี เอเซ, มาร์ติน ซูบิเมนดี เข้ามาเสริม ยังคงเก็บชัยชนะได้สม่ำเสมอ มีคะแนนนำมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่เพียงพอ หรือในความเป็นจริงคือมันไม่เคยเพียงพอสำหรับแฟนๆ

 

แรงกดดันนั้นส่งผลต่อทีมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงอ่อนไหวโค้งสุดท้ายของฤดูกาลนี้ ที่แม้แต่อาร์เตตาเองก็ดูกดดันอย่างมาก

 

เพราะมันควรจะถึงเวลาแล้ว และถ้ายังไปไม่ถึงฝันอีก ไม่แปลกเลยหากทุกคนจะคิดว่าอาร์เตตาอาจจะไม่ใช่คนที่ใช่

 

และในช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุดอาร์เตตาได้แสดงให้เห็นว่าเขาก้าวผ่านกำแพงได้แล้ว

 

หลังเกมที่พ่ายต่อซิตี อาร์เซนอลเฉือนเอาชนะนิวคาสเซิลได้ 1-0 อย่างยากลำบาก แต่ในเกมต่อมาซึ่งเป็นช่วงจังหวะสำคัญอย่างยิ่งเพราะโปรแกรมเป็นใจให้ได้ลงสนามก่อนคู่แข่ง อาร์เตตาตัดสินใจปรับเปลี่ยนบางอย่างภายในทีมในเกมที่พบกับฟูแลม

 

เขาพักซูบิเมนดี ที่ฟอร์มการเล่นตกต่ำและให้โอกาสไมล์ส์-ลูอิส สเคลลี ไอ้หนูดาวรุ่งได้โอกาสยืนตำแหน่งกองกลางที่เป็นตำแหน่งธรรมชาติของเขา ร่วมกับไรซ์ และเอเซ ที่ได้ลงสนามก่อนมาร์ติน โอเดอการ์ด กัปตันทีม

 

การเปลี่ยนแปลงจุดนี้สำคัญเพราะทำให้เกมของอาร์เซนอลกลับมาไหลลื่นอีกครั้ง และการกลับมาของซากาที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนมาระยะหนึ่ง กลายเป็นการจุดประกายใหม่ให้กับทีมด้วยการทำ 2 ประตูและ 1 แอสซิสต์

 

มันทำให้นอกจากจะทิ้งห่างในตาราง ยังทำให้ทีมสำเร็จการศึกษาบทเรียนสุดท้าย นอกจากกระบวนการ ‘ชนะให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม’ ที่พิสูจน์ตลอด 2 ปีหลังแล้ว

 

สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์คือการยอม ‘เชื่อ’ สักทีว่าพวกเขาดีพอที่จะเป็นแชมป์ และโยนความกดดันให้กับซิตี ซึ่งได้ผลเพราะทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา สะดุดในเกมไปเยือนเอฟเวอร์ตันจนได้

 

ก่อนที่โอเดอการ์ด จะทำแอสซิสต์สำคัญให้เลอันโดร ทรอสซาด์ ยิงประตูในเกมกับเวสต์แฮมในช่วงท้ายเกม และอีกฟากของสนามดาวิด รายา ผู้รักษาประตูที่อาร์เตตาโชว์ความเด็ดขาดด้วยการดึงตัวมาแทนที่ของอารอน แรมส์เดลในปี 2024 เพราะแม้ประตูทีมชาติอังกฤษจะเป็นที่รักของแฟนแต่ไม่มีความสามารถพอจะพาทีมเป็นแชมป์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องนี้ถูกต้องด้วยการช่วยทีมตลอดทั้งฤดูกาล รวมถึงจังหวะชี้ชะตาที่แขนของปาโบล ไปรั้งแขนของเขาไว้จนทำให้ประตูตีเสมอถูกริบคืน

 

จังหวะนั้นคือจังหวะตัดสินที่แท้จริงของฤดูกาล โดยที่อาร์เซนอลยังไม่พลาดในเกมกับเบิร์นลีย์แม้จะไม่ได้เล่นดีมากนักก็ตาม

 

ก่อนที่ซิตีจะสะดุดอีกครั้งกับบอร์นมัธ

 

 

การรอคอยที่ยาวนาน 22 ปี ความอดทนอดกลั้นต่อเสียงถากถางเย้ยหยัน (ขวดน้ำตาขวดนั้น) ความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับปัญหา การวางแผนระยะยาวที่รอบคอบ การใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง (แม้แต่การหาเพลงประจำสโมสรไว้เปิดก่อนเกม ซึ่งก็ได้ North London Forever ที่กลายเป็นเพลงหมายเลขหนึ่งตอนนี้) ความเชื่อและความไว้วางใจ ไปจนถึงการกลับมาลุกขึ้นใหม่ในวันที่เป็นผู้แพ้

 

ทั้งหมดคือสิ่งที่ทำให้อาร์เซนอลได้พบกับชัยชนะที่พวกเขารอคอย

 

จากวันที่แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ จนถึงวันนี้ที่ผู้เชี่ยวชาญมองความเป็นไปได้สูงที่มันจะยังเป็นช่วงเวลาของพวกเขาอีกหลายปี เพราะขุมกำลังที่มีในเวลานี้ยังอายุน้อยแต่เรียนรู้และเติบโตมากพอแล้วที่จะเป็นทีมของผู้ชนะ ในขณะที่คู่แข่งยังอยู่ระหว่างการสร้างทีมกันใหม่ และคู่แข่งตัวฉกาจอย่างเป๊ป ผู้เป็นครูของอาร์เตตาก็ตัดสินใจที่จะวางมือแล้วหลัง 10 ปีกับซิตี

 

แต่ให้เป็นเรื่องของอนาคตเถอะ

 

สำหรับเวลานี้ ในจังหวะเข็มนาฬิกานี้ ขอให้ทำตามคำของอาร์แซน เวนเกอร์ เมธีลูกหนังผู้เป็นที่รักของกูนเนอร์สที่ฝากข้อความมาให้ พร้อมแก้วไวน์ (ที่ถ่ายทำในประเทศไทย!)

 

“พวกคุณทำได้แล้ว แชมเปี้ยนยังไปต่อในเวลาที่ทุกคนยอมแพ้แล้ว นี่คือเวลาของพวกคุณแล้ว ไปซะ ไปมีความสุขกับช่วงเวลานี้”

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising