Menu
286210

สรุปงานเปิดตัว iPhone 11 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Apple

11.09.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • Apple เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 3 โมเดล ได้แก่ iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max และ iPhone 11 โดยความเปลี่ยนแปลงที่ชัดๆ นอกเหนือจากชื่อรุ่นคือ การเพิ่มกล้องหลัง 3 ตัว มาในโมเดลโปร (เลนส์ Ultra Wide ก็มาแล้ว) 
  • iPhone 11 จะกลายเป็นโมเดลทดแทนของ iPhone XR ที่เปิดตัวในปีที่แล้ว โดยมีราคาวางจำหน่ายที่ถูกกว่าถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐ​ ราคาเริ่มต้น 699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21,400 บาท
  • Apple Watch Series 5 กับหน้าจอ Always-On Retina Display สว่างติดตลอดเวลา และ iPad Gen7 จอเรตินา 10.2 นิ้ว ที่ Apple เคลมว่าใช้งานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปทั่วไป 2 เท่า

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Apple Special Event 2019 งานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ iPhone 11 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ Apple ประจำปี โดยงานในปีนี้ (10 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) ยังจัดขึ้นที่หอประชุม Steve Jobs Theater อาคารสำนักงานใหญ่ Apple Park เหมือนเคย

 

แล้ว iPhone 11 ทั้ง 3 โมเดล จะมีฟีเจอร์เด็ดๆ หรือความเปลี่ยนแปลงอะไรที่น่าสนใจบ้าง ยิ่งใหญ่สมการรอคอยแค่ไหน เลย์เอาต์กล้องหลังจะปวดใจใครหลายคนเหมือนข่าวลือและภาพหลุดหรือไม่ THE STANDARD ได้รวบรวมและสรุปสิ่งที่คุณต้องรู้เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

 

iPhone 11 Pro และ Pro Max มาในคอนเซปต์แบบโปรๆ สีใหม่ Midnight Green และครั้งแรกกับกล้องหลัง 3 ตัว!

  • หน้าจอ Super Retina XDR Display (ใช้จอ OLED) รองรับ Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos โดยในโมเดล Pro มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.8 นิ้ว ส่วน Pro Max มาพร้อมจอขนาด 6.5 นิ้ว
  • มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Midnight Green (สีใหม่), Space Gray, New Gold และ Silver ส่วนวัสดุที่เป็นกระจกก็เคลมว่าเป็นกระจกที่แข็งแรงที่สุด กันน้ำและฝุ่นที่ระดับ IP68 
  • ใช้ชิป A13 Bionic ที่เคลมว่าเป็นซีพียูและจีพียูที่เร็วที่สุดในสมาร์ทโฟนทุกรุ่นในท้องตลาด 
  • กล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วย เลนส์มุมกว้าง Wide Camera 12 ล้านพิกเซล f/1.8, เลนส์ Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล f/2.4 และเลนส์ Telephoto 12 ล้านพิกเซล f/2.0 รองรับ Night Mode หรือการถ่ายภาพในเวลากลางคืน
  • กล้องหน้า TrueDepth 12 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Mo (Slofies)
  • ฟีเจอร์ใหม่ในโหมดกล้องถ่ายรูปคือ Deep Fusion ที่ใช้ Machine Learning เข้ามาช่วยในการถ่ายรูป เพื่อช่วยให้ได้รูปถ่ายที่มีความคมชัดและความละเอียดสูง
  • รองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K 60fps และฟีเจอร์ Audio Zoom
  • แบตเตอรี่ iPhone11 Pro ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS 4 ชั่วโมง ส่วน iPhone11 Pro Max ใช้งานได้นานกว่า iPhone XS Max 5 ชั่วโมง รองรับ Fast Charge 18w และ Wirless Charging
  • มีให้เลือก 3 โมเดลความจุ ได้แก่ 64GB, 256GB และ 512GB
  • iPhone11 Pro สนนราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาในไทยเริ่มต้นที่ 35,900 บาท
  • iPhone11 Pro Max สนนราคาเริ่มต้นที่ 1099 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาในไทยเริ่มต้นที่ 39,900 บาท
  • เริ่มเปิดให้สั่งจองศุกร์นี้ และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนเป็นต้นไป

 

 

iPhone 11 สีสันสุดจี๊ด 6 สี เลนส์มุมกว้าง Ultra Wide ก็มา

  • หน้าจอ Liquid Retina 6.1 นิ้ว (จอ LCD) วัสดุตัวเครื่องแบบกระจก เคลมว่าใช้กระจกเกรดที่แข็งแรงและทนทานที่สุดเท่าที่เคยใช้ในสมาร์ทโฟน กันน้ำและฝุ่นที่ระดับ IP68 
  • มาพร้อมกันถึง 6 สี คือ ม่วง, เหลือง, ขาว, แดง (PRODUCT(RED)), เขียวและดำ 
  • ใช้ชิป A13 Bionic 
  • กล้องหลังเลนส์คู่ ประกอบด้วย เลนส์มุมกว้าง Wide Camera 12 ล้าน พิกเซล f/1.8 และเลนส์ Ultra Wide 12 ล้านพิกเซล f/2.4 เพิ่มโหมดการถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือ Night Mode 
  • กล้องหน้า TrueDepth 12 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Slow-Mo (Slofies)
  • พัฒนาการถ่ายวิดีโอให้ดีขึ้นพร้อมระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ถ่ายความคมชัดได้ละเอียดสูงสุด 4K 60fps, รองรับ Slow-Mo และ Time-Lapse เช่นเคย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้มากกว่า iPhone XR ที่ 1 ชั่วโมง รองรับ Wirless Charging
  • มีให้เลือก 3 โมเดลความจุ ได้แก่ 64GB, 128GB และ 256GB
  • สนนราคาเริ่มต้นที่ 699 ดอลลาร์สหรัฐ (ถูกกว่าราคา XR ตอนเปิดตัว 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,530 บาท) ส่วนราคาในไทยเริ่มต้นที่ 24,900 บาท
  • แม้จะไม่มีการพูดถึงโดยตรง แต่หลายต่อหลายครั้งก็มีการนำ iPhone 11 ไปเปรียบเทียบกับ iPhone XR จึงพอจะสรุปได้ว่า iPhone 11 เป็นโมเดลประหยัดที่มาแทน XR ในปีนี้นั่นเอง

 

 

iPad Gen7 มาพร้อมจอเรตินา 10.2 นิ้ว ใช้งานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปทั่วไป 2 เท่า

  • จอ Retina Display 10.2 นิ้ว
  • ใช้ชิป A10 Fusion ที่เคลมว่าเร็วกว่าคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปทั่วไปในท้องตลาดมากถึง 2 เท่าตัว
  • รองรับการใช้งานคู่กับ Apple Pencil และ Smart Keyboard
  • ใช้วัสดุอะลูมิเนียมรีไซเคิลในการผลิตแบบ 100%
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมง
  • โมเดล Wi-Fi สนนราคาเริ่มต้นที่ 329 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาในไทยเริ่มต้นที่ 10,900 บาท ส่วนโมเดล Wi-Fi + Cellular สนนราคาเริ่มต้นที่ 459 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาในไทยเริ่มต้นที่ 15,400 บาท (ราคาสำหรับนักเรียนนักศึกษาเริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,150 บาท) 
  • เริ่มเปิดให้สั่งซื้อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 30 กันยายนนี้

 

 

Apple Watch Series 5 กับหน้าจอ Always-On Retina Display สว่างติดตลอดเวลา

  • หน้าจอแบบใหม่ Always-On Retina Display ที่หน้าจอจะสว่างติดตลอดเวลา เพื่อช่วยลดข้อจำกัดการใช้งาน (กรณีไม่สามารถแตะหน้าจอหรือหงายข้อมือ) และใช้เทคโนโลยีเฉพาะของ Apple (LTPO) ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงาน
  • การันตี All-Day Battery Life ใช้งานได้ต่อเนื่องทั้งวัน 18 ชั่วโมง
  • เข็มทิศแบบติดตั้งในเครื่อง ช่วยให้สามารถแสดงข้อมูลต่างๆ และนำทางได้ทันที
  • ตัว Apple Watch Series 5 มาพร้อมกับวัสดุที่แตกต่างกันมากถึง 4 แบบ ประกอบด้วย สเตนเลส (3 สี ประกอบด้วย ทอง, เงิน และ Space Black), อะลูมิเนียม, เซรามิก​ (สีขาว) และวัสดุใหม่ ‘ไทเทเนียม’ (2 สี คือ Natural Titanium และ Space Black)
  • สนนราคาสำหรับ Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS) เริ่มต้นที่ 13,400 บาท  และ Apple Watch Series 5 (รุ่น GPS + Cellular) เริ่มต้นที่ 16,900 บาท
  • เริ่มเปิดให้สั่งจองตั้งแต่วันนี้ และเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน
  • ลดราคา Watch Series 3 (GPS) เหลือ 199 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาไทยเริ่มที่ 6,400 บาท ส่วน Watch Series 3 (GPS+Cellular) เริ่มต้นที่ 299 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาไทยเริ่มที่ 9,900 บาท
  • ไม่มีการพูดถึงฟีเจอร์ Sleep Track หรือติดตามข้อมูลการนอนหลับตามข่าวลือที่ปรากฏก่อนหน้านี้

 

 

เก็บตกข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจ พร้อมเปิดราคาค่าบริการ Apple Arcade และ Apple TV+

  • Apple Arcade หรือบริการเกมแบบบุฟเฟต์ของ Apple จะเริ่มต้นให้บริการในวันที่ 19 กันยายนนี้ ในกว่า 150 ประเทศ สนนค่าบริการที่ 99 บาทต่อเดือน พร้อมเกมเอกซ์คลูซีฟเฉพาะบนแพลตฟอร์มของ Apple มากกว่า 100 เกม
  • Apple TV+ เปิดไลน์อัพคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟใหม่ๆ พร้อมประกาศเริ่มออนแอร์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน สนนค่าบริการในไทยเริ่มต้นที่ 99 บาทต่อเดือน ส่วนคนที่ซื้อ iPhones รุ่นใหม่, iPad และ Apple TV ตั้งแต่วันนี้ จะได้ทดลองใช้บริการฟรี 1 ปีทันที (ตรวจสอบข้อมูลกับ Apple อีกที)
  • Apple Hearing Study, Apple Women’s Health Study และ Apple Heart & Movement Study คือ 3 งานวิจัยที่ Apple ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อศึกษาข้อมูลจากฟีเจอร์ต่างๆ บน watchOS 6 เพื่อช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งสำหรับด้านการแพทย์และผู้ใช้งาน

 

 

 

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR