วันนี้ (30 เมษายน) เวลา 09.18 น. ที่ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 4/2569 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการ ก.ตร. เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือร่วมกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นการภายในเป็นระยะเวลาประมาณ 10 นาที
สำหรับวาระสำคัญที่น่าจับตาในการประชุมครั้งนี้ อยู่ในระเบียบวาระที่ 4 ซึ่งเป็นเรื่องเสนอเพื่อพิจารณาจำนวน 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วย
- การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ความสามารถ เพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจสายงานสืบสวนสอบสวนที่ดำรงตำแหน่งควบ และสามารถปรับระดับเพิ่มหรือลดได้ในตัวเองให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
- การพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี ซึ่งเป็นการพิจารณาบุคลากรในกรณีพิเศษนอกเหนือจากรอบปกติ เพื่อตอบสนองต่อภารกิจและความจำเป็นของหน่วยงาน
- การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นประทวนให้เลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร กรณีมีเหตุพิเศษตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ตร. กำหนด
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม อนุทิน ได้กล่าวเปิดการประชุมพร้อมทั้งแสดงความยินดีกับ สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมในนัดนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ คัดเลือกให้ไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณในความทุ่มเทที่สุจินต์ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิด้วยดีมาโดยตลอด
พร้อมระบุว่าตำแหน่งใหม่ถือเป็นภารกิจสำคัญในฐานะองค์กรอิสระที่จะช่วยอำนวยความยุติธรรมในด้านต่าง ๆ ให้กับประชาชน และย้ำว่าคณะกรรมการ ก.ตร. จะร่วมกันพิจารณาวาระการประชุมในวันนี้ด้วยความละเอียดรอบคอบ
นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ สุจินต์ พ้นจากตำแหน่ง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นทางการ ทางสำนักงาน ก.ตร. จะดำเนินการทำหนังสือแจ้งไปยัง วิตถวัลย์ สุนทรขจิต อดีตอธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็น ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ามารับตำแหน่งแทนสุจินต์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประชุมในวาระครั้งต่อไป


