อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์รายการ ‘END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้’ เผยแพร่ทาง THE STANDARD (ถามตรง เคลียร์ทุกปม กับ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย | END GAME #147) ดำเนินรายการโดย เอก-ธนกร วงษ์ปัญญา และ ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569
อนุทินกล่าวถึงความรู้สึกแรกตอนเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ดีใจ ภูมิใจ และสิ่งแรกที่ทำคือเข้าไปกราบคุณพ่อซึ่งช่วงนั้นท่านเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นก็เริ่มคิดว่าต้องทำอย่างไรต่อ มีความคาดหวังของพี่น้องประชาชนและมีเวลาที่จำกัด ต้องบริหารสถานการณ์ทั้งในสภา และสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน เราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็มีความมุ่งมั่นและบอกตัวเองว่าจะต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้
ผู้ดำเนินรายการถามว่าเป็นนายกรัฐมนตรีมา 2 เดือน ถ้าให้คะแนนตัวเองจากเต็มสิบคะแนน จะให้เท่าไหร่
อนุทิน กล่าวว่า ไม่สามารถให้คะแนนตัวเองได้ เพราะว่าถ้าให้คะแนนตัวเองได้ ก็คงต้องแต่งตั้งตัวเองมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ แต่ถามว่า ความตั้งใจและการทุ่มเทให้กับงาน ทั้งตัวเองและทีมงาน กล้าพูดได้เลยว่า ถ้าคะแนนเต็มสิบ ก็คะแนนล้นแก้ว ทั้งความตั้งใจ ความอยากที่จะทำงาน อยากแก้ปัญหา ก็มีพลังมา
“มีคนบอกว่าทำไมพี่หนูไม่เหนื่อยเลย ไปโน่นโผล่นั่นโผล่นี่ ไปนั่นไปนี่ ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังเห็น เช้าอยู่นี่ บ่ายอยู่นั่น เย็นอยู่โน่น ก็ต้องยอมรับว่า พอมาทำงานตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทุกๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของประชาชนปัญหาของประเทศ ก็คือปัญหาของผู้นำประเทศด้วย ก็อยากจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า ตอนยุบสภาวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตอนนั้นยุบเพราะอะไร
อนุทิน กล่าวว่า ตื่นเช้าออกมายังไม่รู้เลย กลับบ้านก็ยุบสภาแล้ว ไม่รู้จริงๆ แต่ถามว่ามีความเชื่อไหมว่ารัฐบาลอาจจะไปไม่ถึง 31 มกราคม ก็ได้เตรียมตัวเอาไว้ ช่วงเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแค่ 1 สัปดาห์ สภาก็ปิด แล้วว่างเว้นสภาไป 2 เดือนกว่า ในช่วงว่างเว้น เราก็รู้สึกอาจจะมีอะไรที่ทำให้รัฐบาลไปไม่ถึง 31 มกราคม จึงมีการเตรียมตัว มีการคิดเอาไว้
“เป็นเหตุผลที่เราถึงต้องเร่งทำงานอย่างเต็มที่ และเป็นสไตล์การทำงานของผมอยู่แล้ว เวลาทำงานกับใคร จะบอกว่า สั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน คือทุกอย่างต้องเร่งทำ ทำเหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีโอกาสทำแล้ว เพราะฉะนั้น ทีมที่เข้ามาอยู่ในคณะรัฐมนตรีทุกคน ผมก็ถือว่าเป็นโชคดีของผมและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่ได้รัฐมนตรีทุกคนเข้ามาแล้วตระหนักทราบถึงภารกิจ ไม่ได้มีเวลามาก ต้องทำผลงานให้สำเร็จลุล่วงได้เร็วที่สุด”
ผู้ดำเนินรายการถามถึง แคมเปญหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย มีสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ถูกคนที่ไม่ใช่กองเชียร์แปลงไปว่า “พูดแล้วทำพลีส (please)” ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์ยุบสภาแล้วไม่เป็นไปตาม MOA ไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ
อนุทินกล่าวว่า ยุบสภาเป็นเงื่อนไขหนึ่งใน MOA ซึ่งใน MOA มี 4-5 ข้อ
“จริงๆ ผมไม่ต้องไปท่อง MOA ว่าต้องทำแบบนั้น แต่เจตนารมย์ของเราคือ ขอให้อยู่ในกรอบนั้นถูกไหมครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่ต้องทำงานเลย เพราะ MOA บอกว่าให้มายุบสภา แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าทำแค่นั้นประชาชนจะเลือกผมไหม ทำตามเงื่อนไขที่ประชาชนรับทราบกันทั้งประเทศ มันไม่ใช่ เพราะเป็นรัฐบาลแล้วอย่างไรก็ต้องทำงานให้ประเทศ เพราะเป็นองค์กรที่ต้องบริหารประเทศ แต่ว่าเงื่อนไขหลักใน MOA แก้รัฐธรรมนูญ, ยุบสภา, ทำประชามติ, ไม่เพิ่มสส.ให้ซีกตัวเองเป็นเสียงข้างมาก สาระใหญ่ๆ อยู่แบบนี้
ผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลทุกนี้ fulfill หมด ครอบคลุมหมด cover อย่างตั้งใจและเต็มที่ด้วย
สิ่งแรกเลย สิ่งที่เขา(ฝ่ายค้าน) กลัวที่สุดคืออะไร กลัวเปลี่ยนจากเสียงข้างน้อยมาเป็นเสียงข้างมาก เราก็ไม่ได้ทำเลย ไม่มีความพยายามที่จะไปดึง ชักชวน ทั้งที่อำนาจนายกฯ ปรับครม. ก็ได้ ทำอะไรก็ได้ พรรคนี้เสริมความเข้มแข็งก็ได้ แต่ไม่ได้ทำ”
ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า แต่ในข่าวการเมืองก็มีการเติม ดูเหมือนมีพันธมิตรเข้ามาร่วมตลอด
อนุทิน กล่าวว่า ดูเหมือน ก็เพราะเป็นรัฐบาล จึงดูเหมือนคล้ายๆ แบบนี้ แต่ว่า ไม่ได้คิดว่าจะเอาตรงนี้มาเป็นเหตุผล สมมติยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าวันหนึ่งเกิดบอกว่านับดูแล้วน่าจะมีเสียงข้างมาก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ยุบสภา ขอให้เชื่อมั่นได้เลย รู้อยู่เลยว่าวันสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้คือ 31 มกราคม แล้วก็พยายามที่จะรักษาสัญญานี้อยู่ และทำงาน
ผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า เรื่องยุบสภาคนไม่ข้องใจ เพราะทราบว่าภูมิใจไทยไม่เบี้ยวเรื่องยุบสภา แต่ข้องใจเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
อนุทิน กล่าวว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เปิดสภาวันแรก 12 ธันวา เราเปิดให้มีประชุมวิสามัญก่อน 2 วันด้วย ถ้าไม่ตั้งใจทำ แล้วจะเปิดประชุมวิสามัญทำไม มีเหตุผลมากมายร้อยแปดพันประการที่จะใช้เกมในสภา ไม่ต้องเปิดวิสามัญก็ได้ แต่ก็ทำให้หมดทุกอย่าง
เรื่องการทำประชามติ แม้กระทั่งยุบสภาไปแล้ว ถ้าว่ากันตามเงื่อนไขสัญญาจริงๆ สัญญาก็จบสิ้นลงไป MOA ก็จบสิ้นลงไปในวันยุบสภา
เมื่อยุบสภาไปแล้วก็ยังให้ครม. มีมติเรื่องให้พี่น้องประชาชนทำประชามติ ในวันเลือกตั้ง
“ผมก็ต้องบอกว่า การมีความพยายามจะไปพูดว่า ไม่มีการรักษา MOA ผมต้องบอกว่าคนที่เซ็น MOA กับผมมากกว่าที่ไม่รักษา MOA เพราะรัฐบาลนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะคนที่ร่วมลงนาม MOA บอกให้เกิด
พอวันที่ 12 ธันวาคม คนเดียวกันก็บอกว่าให้ยุบสภาซะ ผมก็ปฏิบัติตาม จริงๆ แล้วผมมีวินัยสูงมากเลยนะ บอกปุ๊บก็ยุบปั๊บ แล้วผมก็ได้พยายามพูดแล้ว ไม่ใช่ไม่พูด คือถ้าจะใช้วิถีทางทางรัฐสภา มาทำให้รัฐบาลนี้มีอันไม่มั่นคงหรือสั่นคลอน (อภิปรายไม่ไว้วางใจ) ขณะที่อีกมือหนึ่งก็ต้องไปสู้รบ ไปรักษาอธิปไตยรักษาดินแดนของประเทศ ผมก็ต้องเลือกที่จะทำให้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไม่ถูกกระทบก่อน”
ผู้ดำเนินรายการถามว่าพรรคประชาชนและกองเชียร์ บอกว่า ภูมิใจไทยได้ทำตาม MOA ตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีความจริงใจ เพราะล่ม และมีเรื่องสว.
อนุทินกล่าวว่า ได้ทำตาม MOA แล้ว ดังนั้นต้องไม่มี “แต่” แล้วทำไมทุกครั้งก่อนเปิดสภา เขาต้องมาพูดว่า “ถ้าไม่ทำแบบนี้หรือวันไหนที่คิดว่าจะไม่ทำตาม วันนั้นคือวันสุดท้าย” แล้วเปิดสภาปุ๊บ ยื่นไม่ไว้วางใจปั๊บ ใครกันแน่ไม่จริงใจ
“เวลาเจอก็คุยกัน แล้วเขามาบอกผมว่าลงชื่อแล้วนะ จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมก็ต้องบอกว่าอย่านะ เราตกลงกันแล้ว เหลือเวลาอีกแป๊บเดียวเอง วันนั้นเปิดวิสามัญคือวันที่ 10-11 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ เป็นวันหยุดด้วย
ก็พูดคุยแบบเล่นๆ กัน ขอไม่เอ่ยชื่อ เขาก็บอกผมว่า พวกเขาลงชื่อไปแล้ว เขาไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ได้หรอก ก็พูดกันตรงๆ แบบนี้
ผมก็บอกอย่าบังคับกันสิ เพราะเหลืออีกแค่ 6 สัปดาห์เอง ไม่ว่าจะเป็นวันที่ 31 มกราคม หรือ 31 ธันวาคม ก็ไม่ต่างกัน
เขาบอกว่า ไม่ได้หรอกเพราะเขาเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมากต้องยื่น
พอผมฟังแบบนี้ ก็ต้องตัดสินใจในฐานะรัฐบาล ถ้าฝ่ายค้านลงชื่อ แล้วมีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะยุบสภาไม่ได้
ถามว่าถ้าอภิปราย จะมีใครการันตี ไม่มีใครเขียนหรือแถลงว่าจะงดออกเสียง ทั้งที่มีอีกช่องทางคือรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ถ้ารัฐบาลทำไม่ดีอยากแนะนำรัฐบาลก็ทำได้ ซึ่งยินดีฟังเลย ที่จะสามารถให้ข้อเสนอแนะอะไรต่างๆ ได้เยอะแยะไปหมด
“ผมก็พูดกับเขาตรงๆ ว่ามีร่างการยุบสภาไว้ 4 แบบ เอาไว้บนหัวเตียง 1 ฉบับ ไว้ในรถ 1 ฉบับ ไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล 1 ฉบับ ไว้ที่กระทรวงมหาดไทย 1 ฉบับ คุยกับเขาว่าถ้าทำแบบนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องยุบสภา มีคนถ่ายรูปไว้จึงออกมาเป็นข่าว
แล้วพูดคุยด้วยความเป็นมิตร ยิ้ม ไม่ได้ขู่กัน แต่ผมเป็นสส.มาหลายสมัย อยู่ในสภามานาน ผมก็ดูบรรยากาศ ดูแนวโน้ม ดูทรงแล้ว ผมก็รู้แล้วว่ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ ใครจะบอกไม่ยื่น ผมไม่เชื่อหรอกครับ
แต่ผมก็นึกไม่ถึงว่า คืนวันที่ 11 ธันวาคม ท่านผู้ที่ลงนามร่วมกับผมใน MOA ท่านก็พูดเองว่า อย่างนี้ต้องยุบสภา ไม่จริงใจ, หักหลัง, ไม่ปฏิบัติตาม
ผมก็มานั่งตรวจการบ้าน เอาทีมงานมาดูว่าใน MOA มีข้อไหนที่เราไม่ทำบ้าง เพราะผมก็ต้องโต้ตอบ เพราะถ้าโดนกล่าวหาว่าไม่จริงใจ นี่คือยาพิษของการเป็นผู้บริหารประเทศเลย”
ผู้ดำเนินรายการถามว่าในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนเรื่องประชามติอย่างไรต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียง
อนุทิน กล่าวว่า สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ กาเห็นชอบ ตอนนี้ยังไม่มีมติพรรคแต่ซาวเสียงพี่น้องสมาชิกและแกนนำพรรค เห็นชอบ เพราะเรารู้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่เรายินดีอยากร่วมแก้ อยากนำแก้ด้วยซ้ำ ยกเว้นการแก้หมวด 1-2 ที่จะนำไปสู่การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เราไม่แตะ เราไม่พูดตรงนี้แล้ว
ส่วนมาตราอื่นๆ เราไม่เคยมีความกังวลว่าจะไปตัดทอนปรับปรุง ปรับเปลี่ยนอำนาจขององค์กรหนึ่งองค์กรใด กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด สามารถพูดคุยกันได้หมด
ผู้ดำเนินรายการถามถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องอำนาจ สว. ซึ่ง สว. เป็นเงื่อนไขสำคัญในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญด้วย
อนุทิน กล่าวว่า ถ้าสิ่งที่จริงใจคือภูมิใจไทยต้องพยายามลากไปให้ผ่านวาระ 2-3 เพื่อที่จะได้ไปตั้งกรรมาธิการร่วม แปรญัตติต่อไป สมมติวาระ 1 กำลังเข้าวาระ 2 มีเรื่องจะไปตัดอำนาจ สว. แล้วเขาต้องร่วมโหวตด้วย แล้วไปคิดว่า โอเคผ่านตรงนี้ไปก่อน ระหว่างวาระ 2-3 ยังพอหารือได้
แต่ถามว่า เชื่อไหมว่าเขาจะทำ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำหรือเปล่า การตัดอำนาจตัวเอง แต่ก็ค่อยๆ มานั่งพูดคุยกัน ถกเถียงกันในคณะกรรมาธิการ ขอให้มีวาระ 2 ก่อน อาจจะได้รับเสียงเชียร์จากพี่น้องประชาชน บอก โอเค 1 ใน 3 ดูแล้วเยอะไป เอาเป็น 2 ใน 3 ได้ไหม อะไรทำนองนี้เป็นต้น อันนี้คือความพยายามจะลากให้สำเร็จ ในฐานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและเป็นคู่ MOA อยู่
“ผมก็อ่านข่าว ฟังคนพูด “ถ้าเอาจริงๆ ท่านนายกฯ ก็ไปคุยกับ สว. สิ คุยได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” โอ้โห นี่เรียกว่าผลไม้พิษเลยนะ ยาพิษเลย คือขุดหลุม จะให้ผมตอบว่าอย่างไร”
ผู้ดำเนินรายการถามว่าพรรคภูมิใจไทยกับสว. เป็นสีเดียวกันจริงไหม
อนุทินกล่าวว่า ถ้าถามว่าสีน้ำสีเดียวกันไหม ถ้าน้ำเงินหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมว่าสีเดียวกัน ความคิดความอ่าน เป้าหมายเดียวกัน แต่พรรคจะไปสั่งสว. ได้ไหม สั่งไม่ได้ครับ ตอบทันทีเลยว่าไม่ได้ และไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้น
ผู้ดำเนินรายการถามว่า ตอนทำ MOA ทางพรรคประชาชนทราบหรือไม่ว่า พรรคภูมิใจไทยสั่ง สว. ไม่ได้
อนุทินกล่าวว่า ผมว่าทุกคนคิดหมด แค่ใช้คำว่า “พรรคภูมิใจไทยสั่ง สว.” ผมก็ต้องวิ่งไปโพสต์ facebook ขอโทษนะครับที่มีคำนี้ เพราะสั่งไม่ได้อยู่แล้ว ด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยความเป็นพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สว. เป็นส่วนหนึ่งของรัฐสภา เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองหนึ่ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปสั่ง สว.
ประเด็นนี้เป็นวาทกรรม ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว คนที่ร่วมรัฐบาลกันอยู่ ไม่ใช่แกนนำด้วยแต่มีคนที่อยากจะชิงความรักของผมจากผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคแกนนำ
พูดง่ายๆ พรรคร่วมรัฐบาล พยายามจะไปใส่ความ ไปสร้างประเด็นสร้างข้อหา พยายามดันทุรังที่จะทำแบบนั้น ในทางกฎหมายถ้าใครผิดก็ไม่มีใครรอดสักคน ไม่ทันไรก็ใช้คำว่าฮั้ว สว. เต็มกันไปหมด
ผู้ดำเนินรายการถามถึงคดี ‘ฮั้ว สว.’
อนุทินกล่าวว่า ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือไปขัดขวางกระบวนการใดๆ เลย ไม่ใช่คดีฮั้ว สว. ที่ถูกยัดข้อหามาในตอนนั้น ตอนนั้นมีความพยายามจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำ พยายามจะทำให้เราออกจากรัฐบาลไป เขาคิดว่าพรรคอย่างภูมิใจไทยไม่เกิน 3-5 เดือนเดี๋ยวสมาชิกก็เลื้อยกลับไปฝั่งรัฐบาล เหลือแต่หัวหน้าพรรค
อันนี้เป็นความคิดการเมืองเก่าๆ ความคิดการเมืองที่ยิ่งทำ ประเทศชาติก็ยิ่งเสียหาย พรรคภูมิใจไทยถึงกล้าคิดใหม่ จะมีใครอยากออกจากรัฐบาล ไม่มีหรอกครับ แต่ถ้ากดดันกันเกินไป บีบคั้นกันเกินไป ก็อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ก็ออก
ประกอบกับมีเหตุที่ อย่างนี้อยู่กันไม่ไหวแล้ว (คลิปเสียง) จังหวะจะโคนมันได้พอดี แต่ความปราถนาดีระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานั้นมันไม่มีเลย แต่ต้องทำงานด้วยกัน แล้วเป็นเรื่องบ้านเมือง ถ้าเราเอามาเล่นเกมกัน พวกเราไม่เสียหาย แต่ส่วนรวมเสียหาย ฉะนั้น เมื่อไม่เข้าใจกันแบบนี้ เราก็ถอนตัวออกมาดีกว่า แล้วไปสู้ให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง
ผู้ดำเนินรายการถามถึงความสัมพันธ์กับแกนนำพรรคเพื่อไทย
อนุทิน กล่าวว่า ผมไม่ได้มีปัญหากับแกนนำพรรคเพื่อไทย ผมกับท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร รักกันจะตาย ก็นี่แหละความรักของผมกับท่านนายกฯ แพทองธาร ความสนิทสนมนี้ อาจจะทำให้มีคนไม่สบายใจ มีคนต้องการทำลายความรักความเข้าใจ อันนี้คือรักปรารถนาดีต่อกันทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ romantic love แล้วผมเชื่อมั่น ต่างฝ่ายต่างมีความตั้งใจ
“แต่ว่าอย่างที่บอก มีคนไม่ชอบเห็นภาพนี้เกิดขึ้น แล้วก็ใช้วิธี เป่าหูซ้ายเป่าหูขวา ใครๆ ก็รู้หมด ผมเดินไปที่ไหนก็มีคนบอก เอ่ยชื่อด้วยว่าใครพูดอะไร
วันนี้เราต้องปล่อยให้มันผ่านไป คนที่ทำเรื่องทำราวทำอะไรต่างๆ ตอนนี้ก็ต้องไปแก้ต่าง ไปขึ้นศาล ไปแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ให้กระบวนการยุติธรรมว่าไป”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า เป็นนายกฯ เพราะพรรคประชาชน(ส้ม) โหวตมา แต่หลังเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคส้มบอกแล้วว่าจะไม่โหวตอนุทินเป็นนายกฯ อีก เรื่องนี้คิดอย่างไร
อนุทินกล่าวว่า ท่านเป็นหัวหน้าพรรคใหญ่ เป็นพรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่ท่านพูด ไม่ผิดตรรกะ แล้วคนที่เป็นหัวหน้าพรรค สมมติมาเป็นที่ 1 เขาก็จัดตั้งรัฐบาลไป
ถ้าไม่ได้เป็นที่ 1 หัวหน้าพรรคเขาก็ต้องแสดงสปิริตทุกคน คนพูดคือหัวหน้าพรรค ส่วนใหญ่คนที่ประกาศขนาดนี้แล้ว อย่างในอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ก็ลาออก ผมก็ทำครับ
ผู้ดำเนินรายการถามว่า แม้หัวหน้าพรรคประชาชนประกาศไปแล้ว แต่หากสส.พรรคส้มต้องโหวตให้ภูมิใจไทย ก็อาจจะเป็นณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องลาออกไป
อนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ผมก้าวก่ายไม่ได้ แต่มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ถ้าประกาศตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว อยู่ในภาวะที่เป็นได้ด้วย พรรคก็มีโอกาส คือเมื่อแข่งกันเป็นที่ 1 ถ้าประกาศขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นที่ 1 หัวหน้าพรรคเขาก็ต้องแสดงสปิริตทุกคน ส่วนจะได้รับเลือกกลับมาหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ผมถึงบอกในการดำเนินการทางการเมืองทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย ผมจะเป็นที่เท่าไหร่ พี่น้องประชาชนเป็นคนกำหนด
ในเมื่อเรากำหนดตัวเราเองไม่ได้ แล้วเราจะไปพูดผูกมัดตัวเอง แบบนี้ แบบนั้น แบบโน้น ใครเดือดร้อน คนคนเดียวความคิดเราเองไปทำให้สมาชิกคนอื่นที่คิดแบบนี้หรือเปล่าเราก็ไม่รู้ แต่เขาใช้คำว่า มติพรรคอย่างเดียว
ถ้าใช้คำว่ามติพรรคก็รอให้พี่น้องประชาชนเลือกก่อน พี่น้องประชาชนตัดสินใจก่อน
จริงๆ คนที่ทำงานการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผม หรือใครก็ตาม
“ผมใช้คำว่า decode เราสามารถเอาผลการเลือกตั้งมาแปลเจตนารมณ์ของประชาชน ทุกคนอ่านไม่มีผิดหรอกครับ รับรองว่า ถ้าให้เขียนเป็นรายงาน เขียนเหมือนกันหมดว่า หลังเลือกตั้งแล้วประชาชนต้องการอย่างไร เราก็ไปว่ากันตรงนั้น
เห็นไหม พอแต่ละคนพูดไป พูดไป มัดคอตัวเองหมด แต่สถานการณ์มันไม่ใช่อย่างนั้น เสร็จแล้วก็ต้องมาหาช่องบอกว่า ผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ผมหมายถึงอย่างโน้นอย่างนี้ โอ้ยเยอะแยะไปหมด”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า แสดงว่าประเมินจากประสบการณ์ การที่พรรคอื่นประกาศไปไม่มีผลอะไร เพราะถึงเวลาก็ต้องหาช่องทางร่วมรัฐบาล
อนุทิน กล่าวว่า “ไม่ใช่ไม่มีผลอะไร ผมไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเขาไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทยหรือตัวผมรู้สึกว่าถูกล้อมกรอบ ถูกตั้งข้อกำหนดอะไรต่างๆ ผมและพรรคภูมิใจไทยก็ยังทำงานในแนวทางในกรอบของพรรค โดยไม่ได้ให้ความสำคัญว่าพรรคอื่นๆ ได้กำหนดกรอบอย่างไร”
ผู้ดำเนินรายการถามว่าสถานะเปลี่ยนไปไหม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยถูกคาดหมายว่าจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จากเดิมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
อนุทินกล่าวว่า ตอนที่เราเปิดตัวพรรค 24 ธันวาคม ผมได้พูดให้สมาชิกพรรคทั้งหมดได้ทราบว่า นี่คือครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยครอบคลุมทุกมิติได้ ก่อนหน้านี้เราอาจจะขาดบางสาขา เช่น การต่างประเทศ เศรษฐกิจไม่ได้ขาดแต่พูดไปแล้วน้ำหนักสู้พรรคอื่นไม่ได้
แต่วันนี้พรรคภูมิใจไทยมั่นใจและกล้าอย่างเต็มเปี่ยมที่จะนำเสนอว่า วันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนให้ความไว้ใจเลือกพรรคภูมิใจไทยมาบริหารประเทศ พี่น้องประชาชนจะได้คนที่เป็นมืออาชีพในแต่ละสาขา ที่จะดำเนินการบริหารประเทศให้ไปด้วยความมีประสิทธิภาพสูงสุด ให้ประเทศไทยมีการพัฒนาเข้มแข็ง แข็งแกร่ง เพราะดูแต่ละจุดสามารถเอ่ยชื่อคนได้เลย เศรษฐกิจ ต่างประเทศ การพาณิชย์ ความมั่นคง
ภัยของประเทศไทยมีอยู่ 4 ภัยหลักๆ พรรคภูมิใจไทยก็สามารถที่จะกำหนดว่าภัย 4 ภัยหลัก ที่คุกคามประเทศไทยอยู่ คือภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยสังคม ก็คือพวกสแกมเมอร์ ยาเสพติด ทุนเทา บ่อนการพนัน ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน และภัยพิบัติจากธรรมชาติ
“ถ้าเราแก้ไขปัญหา 4 ภัยนี้ได้ ประเทศไทยเราน่าจะมีความปลอดภัยและสามารถขยายตัว ให้มีความเข้มแข็งแข็งแกร่งในทุกบริบทได้ แล้ว 4 ภัยนี้สำหรับพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยสังคม ภัยพิบัติ ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อ ผู้คนได้ยินก็นึกถึงใคร 2-3 คน
เรื่องความมั่นคง เชื่อมือผมไหมว่า ผมก็ไม่ยอมให้อธิปไตยของชาติถูกรุกราน ผมดูความมั่นคง แต่ผมไม่ได้ดูคนเดียว มีทีมงาน มีความเข้าใจ มีความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคงทั้งหลายทั้งปวง พลเรือน ตำรวจ ทหาร การต่างประเทศ นึกหน้าออกเป็นใคร นึกสไตล์ออกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเรามีความปลอดภัย มีความเข้มแข็ง ไม่มีใครสามารถที่จะมาข่มขู่คุกคาม หรือว่าจะมายื่นข้อเสนอที่คนไทยไม่ต้องการได้
เรื่องภัยสังคม ยาเสพติด ผมว่าความผิดพลาดของคนที่บอกว่าผมช้าเรื่องยาเสพติด จริงๆ ผมเป็นคนเริ่มเรื่องยาเสพติดตั้งแต่ใน 2 รัฐบาลที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ทุกท่านให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ สนับสนุนทำงานอย่างเต็มที่ แต่มีคนจะไปพูดว่า “ไม่ใช่” ทั้งที่ผมเวลาไปจับที่ไหน ผมให้มีการร่วมจับ ให้มีการแจ้ง ให้มีการบูรณาการ สนธิกำลัง แล้วไปด้วยกัน ไม่เอาดีคนเดียว มาขอร่วมจับกันไม่รู้เท่าไหร่ ผมบอกโอเคถ้ามีส่วนร่วมก็ให้ด้วยกันหมด ถือเป็นผลงานรัฐบาล
สแกมเมอร์ ผมว่าตั้งแต่ผมเข้ามาแค่ 2 เดือน ก็ยึดทรัพย์สินเกือบ 2 หมื่นล้านแล้ว แล้วก็ดำเนินคดี ถอนสัญชาติ ชัดเจน ไม่ได้มีความหวั่นเกรงต่ออิทธิพลใดๆ เลย ภัยพิบัติ การแก้ไขปัญหาหน้างาน ผมก็ใช้ทุกวิถีทาง
ผู้ดำเนินรายการถามว่าตอนเกิดเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเยอะ
อนุทิน กล่าวว่า คนวิพากษ์วิจารณ์ทุกเหตุการณ์ตอนเกิดขึ้นใหม่ๆ ถ้ามีความสูญเสีย เราต้องน้อมรับหมด ยอมรับไว้ก่อน
“ผมพูดกับทุกคน ประชาชนเดือดร้อนขนาดนี้ จะไปแก้ตัวที่ไหน ไปแก้ตัวทำไม แล้วได้อะไรขึ้นมา ยอมรับให้เขาได้ระบาย เราต้องยอมทำตัวเป็นลานจอดรถทัวร์ ให้เขาได้บ่น แต่เราต้องเร่งในการแก้ไขปัญหา ตอนนี้ทุกครัวเรือนได้รับการเยียวยาเต็มที่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทำทุกอย่างอย่างชัดเจนในช่วงเวลา 2 เดือนกว่า ผมไม่ได้อยู่ 4 เดือน”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า เป้าหมายตัวเลขที่นั่งสส. หรืออันดับจำนวนสส. คาดว่าจะได้ที่เท่าไหร่ มีบ้านใหญ่มาอยู่ด้วยเยอะ ถูกมองเป็นกลยุทธ์
อนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้เรามีบุคลากรทางการเมืองที่มาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นทั้ง สส.อยู่แล้ว ที่เป็นคนที่มีศักยภาพสูงสุด ในการต่อสู้ชนะเลือกตั้ง
“ผมไม่ใช้คำว่าบ้านใหญ่ ผมเน้นเป็นคนคนเลย ภูมิใจไทยไม่เน้นเป็นบ้าน ถ้าสมมติผู้สมัครสส.คิดว่าตัวเองเป็นสมาชิกบ้านใหญ่ แทนที่จะขยันหาเสียงแต่เช้าเขาก็จะตื่นสายเสียเวลาหาเสียงไปแล้ว ก็ไม่ทุ่มเทหาเสียงแล้ว
นี่คือวิธีการทำงานของผม ผมมีตาเป็นสับปะรดในพรรค เวลาทำงานการเมืองช่วงเลือกตั้ง นี่คือความแข็งแกร่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกการเลือกตั้ง และมั่นใจว่าเที่ยวนี้ไม่เล็กลง ส่วนจะได้เท่าไหร่ จะไปพูดทำไม เราส่งใครเราก็หวังอยากจะได้ทุกคนอยู่แล้ว
ผมเอาสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยจะทำถ้าเป็นรัฐบาล ให้ประชาชนจะได้ตัดสินใจ จะไม่มีการคาดว่าจะได้กี่คนให้ได้ยิน ไม่รับรองว่าเขตไหนใครจะชนะแน่ ไม่เคยหลุดออกจากปากผม
ผมเจอน้องๆ เป็นผู้แทนราษฎรมาแล้ว 2-3 สมัยในพรรค เป็นคนที่เด็กกว่าผม ผมบอก “มึงตายแน่ ป้ายหาเสียงอยู่ไหน ไม่เห็นเลย ถามร้านก๋วยเตี๋ยวแม่ค้าบอกไม่รู้จักผู้สมัคร” ผมบลัฟน้องไปก่อนให้ตื่นเต้นซึ่งจริงบ้างเท็จบ้าง นี่คือวิธีการทำงานในพรรคที่เป็นพี่น้อง ไม่ใช่เป็นนายหรือผู้บริหารพรรค
ไม่มีเรื่องบ้านใหญ่ ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสตั้งรัฐบาล พอมีโอกาสตั้งรัฐบาล ถ้าเป็นพรรคนิยมบ้านใหญ่จริงๆ คนแบบ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ, อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, สันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เก่งกฎหมาย พูดชื่อมา 6-7 คน จะเข้ามาได้อย่างไร
ระบบบ้านใหญ่ทำแบบนี้ได้ไหม 7 คนนี้ ถ้าคูณโควต้า 8 ที่นั่งต่อ 1 รัฐมนตรี ต้องมีเท่าไหร่ หมดพรรคแล้ว”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า หลังเลือกตั้งจะแบ่งเค้กยากขึ้นหรือไม่
อนุทิน กล่าวว่า ผมไม่เคยมองประเทศไทยเป็นเค้ก ผมมองเป็นประเทศ ประเทศไทยยิ่งกว่าก้อนหิน ที่ตอบคำถามนี้คือ ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย ถ้าผมมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล ประชาชนจะได้เห็นคุณศุภจี นอกจากจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แล้ว จะเป็นรองนายกฯ คุมเรื่องเศรษฐกิจ ในภาคการค้าขาย การอุตสาหกรรม การผลิต การตลาด
พี่น้องประชาชนจะได้เห็นคุณเอกนิติ คุมเศรษฐกิจด้านการเงินการคลัง ค่าเงิน การใช้งบประมาณ วินัยทางการเงิน
พี่น้องประชาชนจะได้เห็นคุณสีหศักดิ์ อาจจะเป็นถึงนายกฯ ก็ได้เพราะเป็นแคนดิเดต แต่ถ้าผมจัดตั้งรัฐบาลได้ พี่น้องประชาชนจะได้เห็นคุณสีหศักดิ์เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วยและดำเนินนโยบายด้านการทูตการต่างประเทศ
ผมประกาศก่อน ผมประกาศตัวคน ประกาศตำแหน่งให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินใจเลย ผิดไปจากนี้ไม่ได้
ตรงนี้เป็นสิ่งที่บอกว่า ถ้าเป็น “บ้านใหญ่” ถ้าพรรคภูมิใจไทยยังอยู่ในวังวนการเมืองบ้านใหญ่ จะประกาศแบบนี้ไม่ได้”
ผู้ดำเนินรายการถามว่าเคยประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ เป็นศุภจีกับเอกนิติ แต่ตอนนี้ไม่อยู่ในลิสต์แคนดิเดต
อนุทินกล่าวว่า “ตอนนั้นผมบอกว่าจะไปโน้มน้าว จะไปบังคับมาให้ได้ แต่คำว่าบังคับ คือจริงๆ แล้วไม่มีใครบังคับใครได้ แต่ว่าเรามองว่าเขาอุตส่าห์มาช่วยงานขนาดนี้แล้ว ก็อยากจะให้มาเป็นแคนดิเดตด้วย แต่พอไปถามเจ้าตัวจริงๆ เจ้าตัวบอกยินดีที่จะช่วยงานในบริบทนี้
ยังไม่พร้อมแต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ทำ ยังไม่พร้อมที่จะรับถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะตรงนั้นต้องไปดูแลภาคการเมือง ดูแลสภา ดูแลอะไรต่างๆ จิปาถะ เขาก็กลัวว่าถ้าเกิดทำภาพรวม เดี๋ยวสิ่งที่ไม่ถนัดจะทำให้เวลาที่เขาจะทำในสิ่งที่ถนัดมันน้อยลง แล้วเดี๋ยวประสิทธิภาพประสิทธิผล ก็ไม่ดี ซึ่งผมก็ต้องเคารพ
สำหรับท่านสีหศักดิ์ ผมเชื่อว่าการสัมผัสบริบทการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านสีหศักดิ์ ถ้าเทียบกับท่านเอกนิติกับท่านศุภจี ท่านสีหศักดิ์อาจจะอยู่กับงานการเมืองมานาน ท่านเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ท่านเคยโชว์ภาพให้ผมดูตั้งแต่สมัยท่านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็มาเป็นทีมงานทางด้านการต่างประเทศให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ
จริงๆ ตอนนี้ไม่ใช่เราจะมานั่งคิดเฉพาะด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ท่านสีหศักดิ์คุมด้านการต่างประเทศ การต่างประเทศไม่ใช่เฉพาะการทูตแล้วไปบอกว่าลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงอะไรต่างๆ เท่านั้น แต่ว่าเรื่องการค้าขาย เรื่องการลงนามในกฎบัตรอะไรต่างๆ ก็ใช้ด้านการต่างประเทศนำไปตลอดเวลาเหมือนกัน ก็ไปขอให้ท่านมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ”
ผู้ดำเนินรายการถามว่า เมื่อก่อนพรรคภูมิใจไทยอาจจะไม่ได้สนใจคะแนนสส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ตอนนี้อาจจะต้องสนใจเพราะเป็นพรรคการเมืองใหญ่ คะแนนนี้จะต้องมาจากกระแสความนิยมพรรค
อนุทิน กล่าวว่า ใครบอกว่าเดิมไม่สนใจ พรรคสนใจตลอดเวลา และเคยได้เยอะถึง 11 คนในปี 2562 เพียงแต่ว่า การเมืองไทยมัน complicate แบบนี้ เราก็นึกไม่ถึง สมัยก่อนมีกระแสคอนเซอร์เวทีฟ อนุรักษ์นิยมเหมือนที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไปเลือกแล้วเขาเข้ามาไม่ได้เยอะ
ตอนนั้นถ้าถามเรื่องความมั่นคง อนุรักษ์นิยม พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาเยอะมากเลย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ให้ความสนใจ แต่ว่าบริบทในทางการเมือง เวลาต่างๆ มันต่างกัน วันนี้อย่างน้อยตอนที่พรรคภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วง 3-4 เดือน ถามว่า ท่ามกลางภัย ท่ามกลางวิกฤต มันก็คือโอกาสของพรรคภูมิใจไทย แล้วคนที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมเอาไว้ รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดอย่างนี้แน่ ไปเชิญ professional มืออาชีพ มาดูเรื่องนี้เลยดีกว่า เพราะว่าเรื่องนี้เนี่ย ต้องใช้มืออาชีพเท่านั้น แล้วก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ถึงจะทำภารกิจให้เสร็จในระยะเวลาอันจำกัดได้
สมัยก่อนภูมิใจไทยผมยืนหนึ่ง ไม่มีใครกล้าหรอกครับที่จะมาแข่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ กับผม ผมเป็นหัวหน้าพรรคตั้งแต่ 2555 พอผมหลุดจาก “111” คุณพ่อผมก็เลิกพอดี สมาชิกก็เลือกให้ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ผมแทบจะไปหาคนในพรรคมาเป็นหัวหน้า เพราะเราอยู่กันแบบพี่น้อง เรายอมรับการนำของหัวหน้าพรรคแบบนั้น แต่พอมายุคนี้ สมัยนี้ แล้วเราก็เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคอื่นๆ ในช่วงสภาที่ผ่านมา บางพรรคใช้นายกฯ หมดเลย
บางพรรคเคยมีแคนดิเดตนายกฯ แล้วก็ไม่มี ก็นี่เราก็มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องมีการเตรียมพร้อม และทำให้คนเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นการผูกขาด ไม่ใช่เป็นพรรคของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ถามว่าวันนี้ถ้าพรรคภูมิใจไทยคิดถึง “บ้านใหญ่” อยู่ เราไม่ไปหาแคนดิเดตนายกฯ อีกคนหรอกครับ เขาไม่อยากมาด้วย แต่ตอนนี้ต้องไปพูดจนเขายอมมา แล้วก็คุณสีหศักดิ์ สมมติท่านได้เป็นนายกฯ จะไปสั่งท่านได้ไหม นึกหน้าท่าน นึกสไตล์ท่าน นึกการทำงานของท่าน ถ้าเกิดเราบอกว่า เรายังอยู่ในบริบทเดิมๆ อยู่ ท่านสีหศักดิ์ คือคนสุดท้ายที่เราจะต้องคิดว่าจะให้มาเป็นแคนดิเดต วันนี้ไม่ใช่แล้ว วันนี้ต้องทุกคนที่สามารถทำงานได้ แล้วสานต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทยได้ เราเปิดโอกาสให้หมด
ผู้ดำเนินรายการถามว่า มีสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงรอยต่อจะเลือกตั้ง มีคำว่า ‘ชาตินิยม’ พรรคอาศัยกระแสนี้สร้างความนิยมหรือไม่ “พรรคภูมิใจไทยขี่กระแสชาตินิยม-อนุทินขี่กระแสชาตินิยมหาเสียง” หรือไม่ มีคำนี้เต็มโซเชียลมีเดีย
อนุทินกล่าวว่า ผมไม่เคยได้ยินคำนี้ เพิ่งได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก แต่ถามว่า นิยมชาติ ภูมิใจในความเป็นชาติไทย มันผิดตรงไหน ถ้าเราไม่มีความภูมิใจ เราก็ไม่หวงแหนสิ เราหวงแหน
“ที่ผมกล้าต่อสู้ กล้าสวนความกดดันต่างๆ จากประเทศที่ต้องถือว่าเป็นมหาอำนาจ ถ้าผมไม่มีความมั่นใจว่า นี่คือความต้องการของคนไทย นี่คือสิ่งที่คนไทยจะไม่มีวันยอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเป็นชาติไทย เรื่องการถูกคุกคาม
เรื่องคำว่ารบแล้วแพ้ ผมมั่นใจว่าคนไทยรับคำเหล่านี้ไม่ได้ ผมสู้ ผมกล้าตัดสินใจ ในบริบทที่จะรักษาประเทศไทย ด้วยความมั่นใจ ผมไม่เคยมีคำว่า แพ้ อยู่ในหัวเลย
ผมคุยกับกองทัพซึ่งถือว่าเป็นจังหวะที่ดี ที่ผู้นำเหล่าทัพต่างๆ อายุไล่เลี่ยกัน ความคิดน่าจะเหมือนกันบ้าง มีความสัมพันที่ดีต่อกันมายาวนาน ตั้งแต่อยู่ในตำแหน่งระดับน้อยๆ ให้ความมั่นใจว่าเราเชื่อมั่น เราถามเขาไหวไหม ทุกคนไม่มีใครบอกไม่ไหว มีแต่บอกว่าชนะแน่ครับ แต่จะเอาชนะขนาดไหน
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมก็รู้แล้วว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทย ปรารถนาที่จะให้มันเกิดขึ้นกับแผ่นดินนี้เวลามีภัยคุกคามคืออะไร ฉะนั้น ตรงนี้คำว่าชาตินิยมคือนิยมว่าประเทศไทยสูญเสียดินแดนไม่ได้ สูญเสียอธิปไตยไม่ได้ ใครมาข่มเหง ใครมารังแกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ถ้าถามว่าจะมีความชาตินิยมสำหรับผมไหม คือใช่
แต่ถ้าบอกว่า ขี่กระแส คำนี้ไม่เคยมีในมโนสำนึกผม ผมรู้ว่าผมอยากจะได้สส. มาเยอะๆ ก็ทำงานให้เต็มที่ อะไรที่เป็นความต้องการของประชาชนก็อย่าไปขวาง ต้องทำให้ได้ และตั้งใจทำนโยบายที่เป็นประโยชน์แล้วผลักดันให้สำเร็จ ที่บอกว่า พูดแล้วทำ ไม่ต้องพลีสหรอกครับ พูดแล้วทำพลัสแน่นอน
ทำไมมีคำว่าพลัส เพราะคือการบวกให้เพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่พร้อม เราก็ไม่พลัส ฉะนั้น เรามีความพร้อม เราถึงกล้าพูดคำว่าพลัส คำว่าพลัสมาจากคุณเอกนิติ ตอนแกมาพลัสกับผมใหม่ๆ ผมก็ถามว่า ไหวหรือเปล่า ท่านเอกนิติก็อธิบายว่า ความจริงพร้อมนะ ตรงนี้ก็พลัสได้ ตรงนี้ก็พลัส จนเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นพลัสไปหมดในทุกมิติ
การศึกษาก็พลัสได้ สุขภาพการสาธารณสุขก็พลัสได้ ผมอยู่ 4 ปี ในการทำงาน ในการพัฒนาประเทศ พรรคที่กำกับดูแลกระทรวงสำคัญ ที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ โชคดีสำหรับพวกเรามีโอกาสได้ทำงานแล้วเข้าใจบริบท เราอยู่กระทรวงคมนาคม สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 4 ปีเต็ม ได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง ได้สานงานต่อ ทำให้ระบบการคมนาคมขนส่ง logistics สาธารณูปโภค มีความสมบูรณ์ ผมโชคดี ผมไปอยู่กระทรวงสาธารณสุข มีช่วงโควิด ก็ทำให้เกิดพลัส ครอบคลุมทุกๆ ด้านของระบบสุขภาพของคนไทย ไม่มีคนไข้อนาถาอีกต่อไป มีแต่คนที่เราจะต้องให้การดูแลซึ่งเขาก็ทำแล้ว ตอนนี้ครบกระบวนการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ครบหมดทุกอย่าง
ผู้ดำเนินรายการถามว่า กรณีพรรคเพื่อไทยประกาศว่ายินดีให้พรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 ได้ตั้งรัฐบาล โดยเขาจะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง แล้วพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนเช่นเดียวกันหรือไม่
อนุทิน กล่าวว่า “ผมว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยพูด ก็น่าเคารพ แล้วก็ไม่มีพรรคไหนที่เป็นที่ 2 แล้วคิดริเริ่มจัดตั้งรัฐบาลหรอกครับ ส่วนใหญ่โดยมารยาท พรรคที่ 1 จัดก่อน จัดแล้วไม่สำเร็จพรรคอันดับ 2 จึงจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้สำคัญเวลานำเสนอเผยแพร่ ไม่งั้นจะไม่แฟร์กับทุกฝ่าย
เที่ยวที่แล้วพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้แข่งตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ส่วนสมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทยรวมเสียงไม่ได้ ก็ไม่ใช่พลังประชารัฐมาแย่งจัด ทุกคนให้โอกาสพรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาจัดได้หรือเปล่า รวมเสียงได้หรือเปล่า ตอนนั้นเพื่อไทยก็ประกาศไม่เอาภูมิใจไทย
ผมว่าดูไทม์ไลน์จริงๆ พรรคที่ 1 ได้เริ่มจัดตั้งรัฐบาลเสมอ แต่จัดได้หรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าจัดไม่ได้ก็มาพรรคที่ 2
ครั้งเลือกตั้ง ปี 2566 ก็เช่นกัน พรรคภูมิใจไทยอยากจัดตั้งรัฐบาลไหม วิ่งไปขอกับพรรคก้าวไกลก็ได้ ถ้าคิดแบบนั้น ซึ่งภูมิใจไทยอยู่ที่ 3-4
เลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทย ลำดับ 5 เพราะแพ้ประชาธิปัตย์ 1 เสียง
ความคิดชิงจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคที่เหนือกว่า ไม่มีหรอกครับ ถ้าเขาจัดได้ เราก็ต้องรับบทบาท ถ้าจัดไม่ได้ก็มาเจรจา มาพูดคุย ไม่ว่าจะเลือกตั้งครั้งไหนก็ตาม พรรคเสียงอันดับ 1 จะได้สิทธิก่อนเสมอ”
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/
- Facebook: THE STANDARD
- YouTube: THE STANDARD


