×

สมาคมนักวิเคราะห์ฯ มองหุ้นไทย Q2/63 ขาลง หวั่นโควิด-19 ฉุดเศรษฐกิจ แนะ 5 หุ้นเด่น

02.04.2020
  • LOADING...

วันนี้ (2 เมษายน) สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวว่า ผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองในด้านการลงทุน พบว่า

 

นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/63 มีแนวโน้มไปในทิศทางลบ คาดว่า ณ สิ้นไตรมาส 2/63 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,118 จุด

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในปี 2563 ได้แก่ สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 รองลงมาคือเศรษฐกิจภายในประเทศ ปัจจัยด้านผลประกอบการของ บจ. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและผลประกอบการ โดยนักวิเคราะห์เสนอให้ภาครัฐใช้นโยบายการคลัง โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อ เช่น ชดเชยรายได้ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดค่าน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ฯลฯ รวมถึงด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจเสนอให้ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง หรือการชดเชยอื่นๆ ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 

 

อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่มองว่า GDP ไทยปี 2563 จะติดลบ แต่มีสมมติฐานว่า GDP ปี 2564 นั้นจะเป็นบวกเฉลี่ยอยู่ที่ 2.94% ขณะที่สมมติฐานด้านราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2563 จะอยู่ที่ 39.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 79.70 บาท โดย EPS Growth ณ สิ้นปี 2563 เฉลี่ยลดลง 9.93%  

 

ขณะที่มองว่าปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2563 ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศส่วนใหญ่มองว่า จะปรับลด 0.25% ในปี 2563 โดยนักวิเคราะห์คาดว่าทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา (FED) จะส่งผลบวก 

 

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ระหว่างปีนับจากนี้มีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุด ที่ 954 จุด สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ในช่วงเมษายนถึงสิ้นปี 2563 เฉลี่ยที่ระดับ 1,323 จุด ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาด เป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2563 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,276 จุด ซึ่งน้อยกว่าผลสำรวจของไตรมาส 1/63 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 1,679 จุด

 

ทั้งนี้ ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนมีรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ โดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป ได้แก่ 

 

  1. ADVANC โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ราคามีการปรับตัวลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวลดลง แต่อย่างไรก็ตามมองว่านโยบายการให้ทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home ของผู้ประกอบการจะส่งผลดีในช่วงสั้นต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสาร โดยคาดอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะเพิ่มสูงขึ้น (DATA) โดยประเมินรายได้จากการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จะเพิ่มสูงขึ้น 15-20% ช่วงไตรมาส 1/63 และ 2/63
  2. CPALL มีประเด็นสนับสนุนจากมาตรการของทางภาครัฐในการให้เงินสนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน 2563) เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และอาจสามารถต่ออายุโครงการได้หากเห็นสมควร ซึ่งร้านค้าปลีกโดยเฉพาะ 7-Eleven ที่มีจำหน่ายอาหารและสินค้าจำเป็นในการดำรงชีวิตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ประกอบกับ CPALL ยังเตรียมปรับรูปแบบการขายโดยเน้นส่งถึงที่ (Delivery) ในช่วงที่ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้
  3. CPF โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/63 ไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการประกาศลงทุนในธุรกิจ Tesco Lotus ประเทศไทยและมาเลเซีย (เป็น Hyper Market อันดับ 1 ของทั้ง 2 ประเทศ)
  4. INTUCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยจากโควิด 19 ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลดี
  5. RATCH โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีการปรับตัวลดลงมาในช่วงก่อนหน้าจาก Sentiment ตลาดทำให้ราคาเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยทางฝ่ายมองหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของโควิด-19 น้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับอัตราเงินปันผลอยู่ประมาณ 4.19%

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories