×

Amazon โค่นบัลลังก์ Walmart ขึ้นเบอร์ 1 รายได้สูงสุดในโลก! ปิดปี 2025 ด้วยรายได้ 22.3 ล้านล้านบาท หลังโตเร็วกว่าคู่แข่ง 10 เท่าในทศวรรษเดียว

25.02.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงการแซงหน้าของ Amazon เหนือ Walmart ในด้านรายได้

Amazon แซงหน้า Walmart ขึ้นเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ถึงขนาดธุรกิจที่มหาศาลของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและ ‘คลาวด์คอมพิวติ้ง’ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเพียงร้านขายหนังสือออนไลน์ในโรงรถของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) เมื่อปี 1994

 

Walmart ซึ่งครองตำแหน่งบริษัทที่มีรายได้สูงสุดมานานกว่าทศวรรษ รายงานยอดขายที่ 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22.19 ล้านล้านบาท) ขณะที่ Amazon รายงานรายได้ปี 2025 อยู่ที่ 7.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22.31 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนต่างที่สูสีแต่ใช้เวลาสร้างมานานหลายปี

 

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมารายได้ของ Amazon เติบโตเร็วกว่าเกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อของหน้าร้านมาเป็นเว็บไซต์ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจคลาวด์อย่าง Amazon Web Services (AWS)

 

ทั้งสองบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด Amazon คือผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดด้วยยอดเข้าชมเว็บไซต์ 2.7 พันล้านครั้งต่อเดือน ขณะที่ Walmart คือผู้ค้าปลีกที่มีหน้าร้านจริงใหญ่ที่สุดในโลกด้วยสาขากว่า 10,000 แห่ง โดยทั้งคู่มีรายได้หลักมาจากในสหรัฐอเมริกา

 

ทว่ายอดขายที่แซงหน้านั้นมาจากธุรกิจคลาวด์ซึ่งเป็นตลาดที่ Walmart ไม่ได้ลงแข่ง หากไม่มี AWS รายได้ของ Amazon จะอยู่ที่ 5.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18.29 ล้านล้านบาท) การขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งจึงมาจากความสำคัญของศูนย์ข้อมูลในยุคปัญญาประดิษฐ์

 

กิร์ธี กัลยานัม (Kirthi Kalyanam) ผู้บริหารสถาบันการจัดการค้าปลีกกล่าวว่า “นี่เป็นเพียงชัยชนะที่กลวงเปล่า เพราะ Amazon ไม่ได้เอาชนะ Walmart ในสมรภูมิค้าปลีก แต่ชนะได้เพียงเพราะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ที่ Walmart ไม่ได้เข้าไปแข่งขันด้วย”

 

การเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดแสดงถึง ‘ขนาดธุรกิจ’ เป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้เสมอไป ปัจจุบัน Nvidia คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 140.04 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่า Amazon กว่า 2 เท่าและมากกว่า Walmart ถึง 4 เท่า

 

เจฟฟ์ เบโซส ปัจจุบันเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอันดับสี่ของโลกด้วยทรัพย์สิน 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.09 ล้านล้านบาท) ซึ่งความมั่งคั่งนี้ส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับการถือครองหุ้น Amazon ของเขานั่นเอง

 

เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ Walmart อวดอ้างสถานะการเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในตารางจัดอันดับองค์กรระดับโลกหรือที่เรียกกันว่า Fortune 1 (อันดับสูงสุดของตาราง Fortune 500) เพื่อดึงดูดพนักงานและคู่ค้า แต่ล่าสุดพบว่าคำโฆษณาดังกล่าวได้ถูกลบออกจากการประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ไปแล้ว

 

ผู้บริหารของ Walmart เตรียมพร้อมที่จะสูญเสียตำแหน่งนี้มาหลายปีแล้ว โดยได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายขององค์กรมาโฟกัสที่การเป็น ‘สถานที่ช้อปปิ้งยอดนิยมของอเมริกา’ แทนการเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้ถูกโปรโมตอย่างหนักในการประชุมระดับผู้นำเมื่อสัปดาห์ก่อน

 

บิล ไซมอน (Bill Simon) อดีตซีอีโอของ Walmart สหรัฐฯ ระบุว่าเมื่อ Amazon เติบโตขึ้น Walmart ก็ต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจตาม โดยเปรียบเปรยว่าในอดีต Walmart เคยเป็น ‘คนขับรถบัส’ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องกลายมาเป็นเพียงผู้โดยสารที่ต้องนั่งไปตามเส้นทาง

 

จอห์น เฟอร์เนอร์ (John Furner) ซีอีโอของ Walmart กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ผมขอบอกว่าจังหวะการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจค้าปลีกกำลังเร็วขึ้น สำหรับ Walmart อนาคตคือความรวดเร็ว, สะดวกสบาย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล”

 

Amazon ทุ่มเงินลงทุน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์จัดส่งสินค้าภายในวันเดียวในพื้นที่ชนบท ซึ่งความเร็วในการจัดส่งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ลูกค้ามีความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าบ่อยขึ้นตามไปด้วย

 

การลงทุนนี้ช่วยให้ Amazon มีส่วนแบ่งการตลาดการใช้จ่ายค้าปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 9% จากเดิม 6% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาด ขณะที่ Walmart มีส่วนแบ่งคงที่ประมาณ 7.6% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังตอบรับบริการอย่างดี

 

เควิน แมทธิว (Kevin Mathew) ลูกค้าวัย 37 ปี เล่าประสบการณ์การซื้อรถยนต์ผ่าน Amazon ว่าเขาทำรายการเสร็จสิ้นภายใน 30 นาที จนเขาเริ่มกังวลว่าตัวเองอาจจะเสพติดความสะดวกสบายนี้มากเกินไปจนอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในท้องถิ่น

 

ขณะเดียวกัน Walmart ก็ขยายบริการจัดส่งภายในวันเดียวจนครอบคลุม 95% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ โดยผลสำรวจพบว่า 72% ของครัวเรือนอเมริกันซื้อของชำที่ Walmart ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล

 

แม้ Amazon จะปิดหน้าร้านสะดวกซื้อบางแห่งไป แต่บริษัทยืนยันว่าจะสร้างร้าน Whole Foods Market แห่งใหม่ รวมถึงมีแผนสร้างร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในชิคาโกที่จะขายทั้งของชำ, เสื้อผ้า และของใช้ในบ้าน ซึ่งเลียนแบบโมเดลร้านค้าของ Walmart

 

โมเดลการทำกำไรของทั้งสองบริษัทกำลังดำเนินไปในทิศทางที่คล้ายคลึงกัน Amazon ได้กำไรมหาศาลจากคลาวด์และโฆษณา ขณะที่ใช้ความเร็วในการจัดส่งเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งค้าปลีก ด้าน Walmart มีกำไรหลักจากสาขาในสหรัฐฯ แต่ก็กำลังเร่งโตออนไลน์ผ่านธุรกิจโฆษณา

 

Amazon ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้บุคคลภายนอกเข้ามาขายสินค้าและเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งตัวเลขนี้ถูกนับเป็นรายได้ ขณะที่ยอดขายส่วนใหญ่ของ Walmart มาจากสินค้าในสต็อกของตัวเองโดยตรง การนับรายได้ค้าปลีกของทั้งคู่จึงมีความแตกต่างกันในรายละเอียด

 

ทางด้าน ไมเคิล เลวิน (Michael Levin) นักวิเคราะห์มองว่า แม้ Amazon จะมีรายได้รวมสูงสุด แต่ก็ยากที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ค้าปลีกอันดับหนึ่งหากไม่รวมรายได้จากธุรกิจอื่น และอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ Amazon จะแซงหน้า Walmart ได้ในแง่ของการค้าปลีกอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพ: Charles-McClintock Wilson/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising