Menu
112780

Along with the Gods 2 เพราะการไม่ได้กล่าวคำขอโทษเจ็บปวดยิ่งกว่าการรับโทษใดๆ ทั้งหมด

09.08.2018
  • LOADING...
  • Loading...

HIGHLIGHTS

5 MINS READ
  • Along with the Gods: The Last 49 Days เล่าเรื่องต่อจากภาคแรก หลังจากยมทูตทั้งสามช่วยกัน ‘ว่าความ’ จนนำส่งวิญญาณของคิมจาฮงได้สำเร็จ และเริ่มภารกิจใหม่ด้วยการส่งดวงวิญญาณของน้องชาย คิมซูฮง พร้อมกับการเปิดเผยเรื่องในอดีตระหว่างยมทูตทั้งสามและราชันยอมราที่ผูกพันกันมายาวนาน 1,000 ปี
  • ในภาคแรก เราอาจพูดได้ว่า Along with the Gods: The Two Worlds คือหนังแอ็กชันที่มีคติสอนใจในตอนจบ แต่ในภาค 2 ได้กลายเป็นหนัง ‘ดราม่า’ ที่มีฉากแอ็กชันเป็นตัวเคลือบเพื่อไม่ให้รสชาติขมจนเกินไป
  • ในความรู้สึกของคนไม่ชอบหนังแอ็กชันอาจคิดว่าเรื่องนี้มีฉากแอ็กชันที่ไม่จำเป็นอยู่บ้าง แต่การสรุปจบในตอนท้ายจะทำให้คนที่ไม่อินกับการต่อสู้อยากกลับไป ‘ขอโทษ’ ใครบางคนขึ้นมาได้เหมือนกัน

ถึงแม้จะไม่ใช่คอหนังแอ็กชันพันธุ์แท้ แต่หลังจากดู Along with the Gods: The Last 49 Days ของผู้กำกับ คิมยงฮวา จบก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมหนังการเดินทางฝ่าขุมนรกที่เล่าเรื่องต่อจากภาคแรก Along with the Gods: The Two Worlds จึงได้เดินหน้าทำลายสถิติในวงการภาพยนตร์ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าฉาย

 

เริ่มตั้งแต่การเปิดตัววันแรกด้วยจำนวนคนดู 1.23 ล้านคน เอาชนะ Train to Busan ที่สร้างปรากฏการณ์ไว้เมื่อปี 2016 ด้วยจำนวนคนดูวันแรก 858,659 คนอย่างขาดลอย และกลายเป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่มีคนดูมากกว่า 1 ล้านคนตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาย

 

และหลังจากเข้าฉายเพียง 5 วัน Along with the Gods: The Last 49 Days ก็มีคนซื้อตั๋วเข้าไปชมมากถึง 6 ล้านคน คิดเป็นรายได้ 51,783,623,000 วอน (ประมาณ 1,500 ล้านบาท) ในขณะที่ภาคแรก Along with the Gods: The Two Worlds ต้องใช้เวลา 10 วันจึงจะมีคนดู 6 ล้านคน

 

นอกจากฉากแอ็กชันสะใจตระการตาและความแฟนตาซีเหนือจินตนาการที่อัดเข้ามาตลอดเรื่อง เราคิดว่าอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Along with the Gods: The Last 49 Days ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายคือ ‘เมสเสจ’ สำคัญในตอนจบที่บีบคั้นและซาบซึ้งถึงขนาดทำให้คนที่ไม่ชอบหนังแอ็กชันอย่างเรายอมเปิดใจ

 

เริ่มตั้งแต่ในภาคแรกที่การขมวดปมตอนท้ายเรื่องระหว่างพระเอก น้องชาย และแม่ ที่ค่อนข้างสะเทือนความรู้สึกจนเราถึงกับคิดไปว่าที่ผู้กำกับพยายาม ‘เล่นใหญ่’ ใส่ทุกกระบวนท่ามาทั้งหมดก็เพียงเพื่อนำไปสู่ประเด็นที่ว่า ‘บาปที่ได้รับการอภัยนั้นไม่สามารถนับเป็นความผิดได้อีก’

 

 

จนเมื่อดู Along with the Gods ภาค 2 จบ ซึ่งเราก็ยังไม่ได้ตื่นเต้นไปกับฉากแอ็กชันเท่าไรนัก หลายฉากเราถึงกับต้องเลิกคิ้วสูงว่าจะมาสู้กันอย่างนี้จริงๆ เหรอ เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือการสรุปประเด็นสำคัญในตอนท้ายเรื่องที่เปลี่ยนจากทำได้ ‘ดี’ กลายเป็น ‘ดีมาก’ ขึ้นมา

 

The Last 49 Days เล่าเรื่องต่อจาก The Two Worlds ทันที หลังจากยมทูตทั้งสามช่วยกัน ‘ว่าความ’ จนนำส่งวิญญาณของ คิมจาฮง (รับบทโดย ชาแทฮยอน) นักดับเพลิงที่มีอดีตแสนขมขื่นกับแม่และน้องชายได้สำเร็จ และต้องเริ่มภารกิจใหม่ด้วยการนำส่งดวงวิญญาณของ คิมซูฮง (รับบทโดย คิมดงอุค) น้องชายนายทหารที่ถูกทิ้งปมเรื่องการตายไว้กับเพื่อน 2 คนที่จะมาสะสางกันต่อในภาคนี้

 

รวมถึงการย้อนไปเล่าเรื่องราวในอดีตของหัวหน้าทีม ยมทูตคังริม (รับบทโดย ฮาจองอู), เฮวอนเมก (รับบทโดย จูจีฮุน) และดัคชุน (รับบทโดย คิมฮยังกี) สองยมทูตที่ถูกลบความทรงจำในอดีตและต้องมาทำงานร่วมกับคังริมร่วมพันปี โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในช่วงที่มีชีวิตอยู่นั้นพวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร เหตุผลที่พวกเขาต้องมาทำงานร่วมกันก็มีเพียงคังริมที่ไม่ถูกลบความทรงจำ และยอมรา (รับบทโดย อีจองแจ) ราชันแห่งนรกผู้กุมความลับทุกอย่างและมอบหมายภารกิจสุดโหดให้พวกเขาเท่านั้น

 

 

อีกพาร์ตคือบทของ ซองจูชิน (รับบทโดย มาดงซอก จอมขโมยซีนจาก Train to Busan) กับการเป็นเทพอารักษ์ประจำครอบครัวที่นอกจากปกป้องคุณปู่และหลานตัวเล็กน่ารัก เขายังเป็นคนที่ค่อยๆ เปิดเผยอดีตที่ถูกลบไปของเฮวอนเมกและดัคชุนให้กลับคืนมาทีละน้อย

 

เนื่องจากภาคแรกได้ทำให้คนดูรู้จัก ‘กระบวนการ’ หลังความตายในนรกทั้ง 7 รวมทั้งแนะนำตัวละครสำคัญไปแล้ว การโฟกัสที่เรื่องเพื่อน อดีต และครอบครัวของตัวละครทั้งหมดทำให้ The Last 49 Days เปลี่ยนจากโทนหนังแอ็กชันที่มีคติสอนใจในตอนจบกลายเป็นหนัง ‘ดราม่า’ ที่มีฉากแอ็กชันเป็นตัวเคลือบเพื่อไม่ให้รสชาติขมจนเกินไป

 

แต่ปัญหาคือเราแอบรู้สึกว่ารสชาติสนุกๆ ที่เคลือบมานั้นหนาเกินไปจนทำให้ต้องบดเคี้ยวอยู่นานจึงจะได้รสชาติแท้จริงในภาคนี้ เพราะถ้าหั่นบางส่วนออกไป หนังอาจจะเล่าเรื่องได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง (จาก 2 ชั่วโมง 20 นาที) โดยไม่เสียใจความสำคัญ เพราะอาศัยแค่อดีตอันแสนเจ็บปวดของยมทูตทั้งสามและการยอมรับผิดของ ‘เพื่อน’ ผู้ตายก็เข้มข้นกลมกล่อมเพียงพอที่จะดึงคนดูให้อยู่หมัดโดยที่ไม่ต้องอาศัยปลาปีศาจ ภูตินรกลาวาหิน หรือไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วด้วยซ้ำ

 

อย่างที่บอกว่า The Last 49 Days คือการปูเรื่องตั้งแต่ภาคแรกที่ทุกอย่างถูกคิดไว้หมดแล้ว เพราะผู้กำกับตัดสินใจถ่ายทำภาพยนตร์ทั้งสองภาคพร้อมกันโดยไม่ต้องรอเสียงตอบรับจากภาคแรก ข้อดีก็คือเนื้อเรื่องในภาคนี้สอดประสานต่อเนื่องกับภาคแรกได้เกือบทั้งหมด แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่หากไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อนก็ยังพอดูเรื่องนี้ได้ในระดับ ‘รู้เรื่อง’ แต่อาจจะไม่ถึงขั้น ‘อิน’ ไปกับความรู้สึกของตัวละครในตอนท้ายได้เท่าที่ควร

 

โดยเฉพาะช่วงที่หนังค่อยๆ เผยอดีตของทุกตัวละครออกมา สายสัมพันธ์ ‘สีเทา’ ที่ผูกพันเชื่อมโยงกันมากว่า 1,000 ปีได้แสดงให้เห็นว่าทุกคนล้วนเคยทำผิดต่อกัน และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครได้เอ่ย ‘คำขอโทษ’ แก่กันและกันแม้แต่ครั้งเดียว

 

 

มีประโยคหนึ่งในตัวอย่างหนังของเทพอารักษ์ที่บอกว่าราชันยอมรานั้นใจร้ายเหลือเกินที่ลบความทรงจำของยมทูตเฮวอนเมกและดัคชุนทิ้งไป แต่กลับกลายเป็นว่าการที่ยอมราไม่ลบความทรงจำของคังริม และปล่อยให้เขาอยู่กับความรู้สึกผิด ทนทุกข์กับความเจ็บปวดมาตลอด 1,000 ปีต่างหากที่ใจร้ายที่สุด

 

จากยมทูตหน้าตายที่เหมือนจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ไปเกิดใหม่ คังริมได้กลายเป็น ‘ตัวแทน’ ของผู้คนที่ยังจมปลักและเจ็บปวดอยู่กับความผิดในอดีตโดยไม่สามารถสลัดความทรงจำนั้นทิ้งไปได้ นำไปสู่อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่คนทั่วไปคิดว่าการทนอยู่กับความรู้สึกผิดนั้นเจ็บปวดราวกับตกนรก แต่สำหรับคังริมแล้ว การกระทำผิดโดยไม่สามารถกล่าว ‘คำขอโทษ’ ออกมาได้ต่างหากที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการตกนรกขุมใดๆ ทั้งหมด พร้อมกับได้ทำให้ภาพในหัวของคนดูที่เคยทำผิดร้ายแรง แต่ไม่กล้าหรือไม่มีแม้แต่โอกาสได้กล่าวคำขอโทษซ้อนทับขึ้นมา

 

รวมทั้งการเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างคังริมและราชันยอมราทำให้เราเข้าใจสายตาของทั้งคู่เวลามองสองพี่น้องตระกูลคิมในภาคแรก ทุกสิ่งที่ทั้งคู่กระทำล้วนมีเหตุผลมาจาก ‘ความเข้าใจ’ ความเจ็บปวดจากความรู้สึกผิดนั้นมากกว่าใคร

 

เช่นเดียวกับที่คนดูอย่างเราเข้าใจและรู้สึกจนอยากรีบกลับไป ‘ขอโทษ’ ใครสักคนที่เราเคยทำไม่ดีเอาไว้ขึ้นมาเหมือนกัน

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

FYI
  • ช่วงต้นปีหน้า ทีมงานจะเริ่มพัฒนาโปรเจกต์ Along with the Gods ภาค 3 และ 4 ต่อ โดยใช้วิธีเดียวกับภาค 1-2 คือเริ่มต้นวางโครงเรื่อง ทำพรีโปรดักชันพร้อมกันทั้งสองภาค และเริ่มถ่ายทำต่อเนื่องกันทันที
  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US