ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งถูกจารึกว่า เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ ‘น่ากังขาที่สุด’ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักวิเคราะห์ แต่ยังเผยให้เห็นถึง ‘เรื่องราวที่ย้อนแย้ง’ ภายในโครงสร้างอำนาจของไทย
เมื่อพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นครองความได้เปรียบในสภา ภายใต้กติกาที่เอื้อต่อ ‘ระบบบ้านใหญ่’ ขณะที่ชัยชนะระดับเขตของฝ่ายอนุรักษนิยม ‘สวนทาง’ กับคะแนนนิยมระดับชาติของฝ่ายก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกระแสความต้องการ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ของประชาชนยังคงถูกล็อกไว้ด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศหลังการเลือกตั้งครั้งนี้อึดอัดยิ่งกว่าครั้งใดๆ คือการที่เวลาล่วงเลยมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่สังคมไทยกลับยังตกอยู่ในความมืดบอด ยังไม่ได้รับคำตอบที่สมเหตุสมผลหรือคำอธิบายที่กระจ่างชัดจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อข้อพิรุธและรายงานความไม่ชอบมาพากลต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของ ‘ความลับในการลงคะแนน’ และมาตรฐานการจัดการเลือกตั้ง โดย กกต. ตัดสินใจเดินหน้ารับรองผลการเลือกตั้ง ท่ามกลางการตั้งคำถามของสังคมไทย
THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยอีกครั้งกับ ดร. เพตรา อัลเดอร์แมน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเปรียบเทียบ นักวิเคราะห์การเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการศูนย์ Saw Swee Hock Southeast Asia Centre ประจำ London School of Economics and Political Science (LSE)
บทสัมภาษณ์เชิงลึกชิ้นนี้จะพาทุกคนไปสำรวจว่า เหตุใดชัยชนะครั้งนี้ อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ ‘บททดสอบใหม่’ ในระบอบประชาธิปไตยไทย พร้อมร่วมกันถอดรหัสการเมืองไทยว่า เรากำลังก้าวไปข้างหน้า หรือกำลังถูกพันธนาการไว้ด้วย ‘ตรวนแห่งอำนาจ’ ที่แน่นหนากว่าเดิม

ภาพ: THE STANDARD
ชัยชนะของ ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ กับ ‘ความย้อนแย้ง’ ของผลคะแนน
ดร. อัลเดอร์แมนเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ‘น่าประหลาดใจ’ ในระดับหนึ่ง เพราะเดิมทีอาจารย์คาดการณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้ที่สูสีกันมากกว่านี้ ซึ่งผลลัพธ์น่าจะซ้ำรอยการเลือกตั้งปี 2566 คือ พรรคอันดับหนึ่งและอันดับสองมีจำนวนที่นั่ง สส. ต่างกันไม่มากนัก พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนน่าจะทำคะแนนได้ใกล้เคียงกันมากกว่านี้
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พรรคประชาชนดูเหมือนจะมีคะแนนนิยมพุ่งสูง โดยเฉพาะในโพลต่างๆ ซึ่งอาจารย์ระมัดระวังเรื่องผลโพลเสมอ เพราะโพลเหล่านี้มักจับกับ ‘กระแสความรู้สึกระดับชาติ’ (National Sentiment) ได้ดี แต่อาจไม่ได้สะท้อนถึง ‘ความต้องการในระดับเขต’ (Constituency-level Preferences) เสมอไป อาจารย์จึงคิดว่า มักจะมีความลักลั่น (Dissonance) ระหว่างสิ่งที่โพลบอกกับผลลัพธ์ที่จะปรากฏจริงในสนามเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองดูผลการเลือกตั้งควบคู่ไปกับ ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่าง ซึ่งขณะนี้อาจจะ ‘ยังหาจุดลงตัวหรือประสานกันได้ยาก’ ดร. อัลเดอร์แมน จึงอธิบายถึง ‘ความย้อนแย้ง’ ที่เกิดขึ้นในผลคะแนนครั้งนี้ ได้แก่
1. ผลคะแนน สส. เขต เป็นตัวมอบชัยชนะที่เด็ดขาดให้แก่ฝ่ายอนุรักษนิยม
2. เมื่อดูผลคะแนน สส. บัญชีรายชื่อ (Party List) นี่คือ ชัยชนะอย่างท่วมท้นของฝ่ายก้าวหน้า
3. ผลการลงประชามติคือ อีกหนึ่งภาพสะท้อนว่า คนไทยส่วนใหญ่ ‘ยังคงปรารถนาในการเปลี่ยนแปลง’ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า ‘ใช่’ ในการลงประชามติ น่าจะครอบคลุมความต้องการที่กว้างมากของผู้ออกเสียงชาวไทย ในแง่ที่ว่า พวกเขาอยากเห็นรัฐธรรมนูญถูกยกร่างใหม่ทั้งหมด หรือแก้ไขปรับปรุงมากน้อยเพียงใด
อาจารย์มองว่า ผลคะแนนทั้ง 3 ส่วนนี้ ‘ยากที่จะประสานกัน’ เพื่อมองหาทิศทางที่ชัดเจนของประเทศไทย เพราะจากผลการเลือกตั้งนี้ เรารู้ว่า ระบบเลือกตั้งไทยถูกออกแบบให้เอื้อต่อ ‘คะแนนเขต’ มากกว่า ‘บัญชีรายชื่อ’ นอกจากนี้ วิธีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยมองความสำคัญของ สส. บัญชีรายชื่อ เทียบกับ สส. เขต ก็มีความแตกต่างกัน และไทยก็มีประวัติศาสตร์การ ‘เลือกตั้งแบบแบ่งลงคะแนน’ (Ballot Splitting) มานานหลายปีแล้ว
ยกตัวอย่าง การเลือกตั้งในปี 2566 ในพื้นที่อย่างบุรีรัมย์ คะแนนเขตเป็นไปตามคาด คือพรรคอื่นยากที่จะเจาะระบบ ‘บ้านใหญ่’ หรือเขตอิทธิพลของภูมิใจไทยได้ แต่ในขณะเดียวกัน คะแนนบัญชีรายชื่อกลับเทไปทางพรรคก้าวไกลอย่างท่วมท้น อาจารย์จึงมองว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยมีมุมมองที่แยกส่วนกันชัดเจนระหว่างบทบาทของ ‘สส. เขต’ กับบทบาทของ ‘พรรคการเมือง’ ซึ่งสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องมาคู่กันเสมอไป
และเนื่องจากระบบการเลือกตั้งเอนเอียงไปทางคะแนนเขตอย่างมาก นั่นหมายความว่า การครอบงำของ ‘บ้านใหญ่’ ทั่วภูมิทัศน์การเมืองไทยจึง ‘มีผลอย่างมาก’ ในการเหวี่ยงผลลัพธ์ไปในทิศทางหนึ่ง แต่นั่นไม่ได้แปลว่า นี่คือความเคลื่อนไหวระดับชาติที่เทใจไปทางอนุรักษนิยม ‘อย่างเบ็ดเสร็จ’ เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ‘อุดมการณ์ก้าวหน้ายังไม่ตาย’ และผู้คนยังต้องการสิ่งนี้อยู่
ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า สถานการณ์นี้ทำให้ภาพรวมและโอกาสในอนาคตซับซ้อนขึ้นมาก เพราะไทยกำลังจะได้นายกรัฐมนตรีจากพรรคที่ดูจะ ‘กระตือรือร้นน้อยที่สุด’ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกทั้งในหลายแง่มุม พรรคภูมิใจไทยได้รับประโยชน์มหาศาลจากระบบที่ถูกวางไว้โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 ดังนั้น ในมุมมองของพวกเขาจึงมีแรงจูงใจ ‘น้อยมาก’ ที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในสาระสำคัญที่เน้นการปฏิรูปประเทศ
สำหรับฝ่ายก้าวหน้า นี่คืออุปสรรคชิ้นใหญ่มหึมา เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เราอาจได้เห็น ‘ภาพฉายซ้ำ’ ถึงผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายที่อาจ ‘ย้อนแย้งกัน’ กับผลการลงคะแนน เหมือนผลการเลือกตั้งครั้งก่อน เมื่อปี 2566 โดยอาจารย์ยอมรับว่า ผลลัพธ์ที่มีความหลากหลายนี้ ต้องพยายามทำความเข้าใจอย่างยิ่ง และไม่ง่ายเลยที่จะสรุปแบบผิวเผินว่า ‘อุดมการณ์ก้าวหน้าตายแล้ว’ หรือ ‘นี่คือแรงสนับสนุนท่วมท้นต่อการเมืองแบบอนุรักษนิยม’ ซึ่งความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD
‘บ้านใหญ่’ กับความสำเร็จของภูมิใจไทย
ดร. อัลเดอร์แมนอธิบายว่า ภูมิใจไทยมีลักษณะเป็น ‘พรรคการเมืองไทยแบบจารีต’ (Traditional Thai Political Party) อย่างมาก ในแง่ที่ว่าพรรคทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ‘เครือข่ายระบบอุปถัมภ์’ (Networks of Patronage) ซึ่งสะท้อนผ่านการใช้ระบบการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ โดยพยายามดึงเอาคนในท้องถิ่น เครือข่ายผู้มีอิทธิพล และหัวคะแนนในระดับพื้นที่มาไว้ภายใต้ร่มเงาของพรรค แน่นอนว่าโมเดลนี้ ‘ประสบความสำเร็จ’ และใช้การได้ดีมานานแล้ว โดยเฉพาะในบุรีรัมย์
อาจารย์มองว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 เป็นต้นมา พรรคภูมิใจไทยสามารถก้าวกระโดดจากการเป็นพรรคเฉพาะถิ่นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไปสู่การเป็น ‘ผู้เล่นระดับชาติ’ ที่มีอำนาจสูงมาก กลายมาเป็น ‘คิงเมกเกอร์’ (Kingmaker) ในหลายๆ ความหมาย
ภูมิใจไทยเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่ตัดสินว่า ใครจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้หรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ จนกระทั่งตอนนี้ได้กลายเป็น ‘ขุมกำลังระดับชาติที่ทรงพลัง’ แต่อาจารย์ขอย้ำอีกครั้งว่า เมื่อเราพิจารณาดูให้ดี อำนาจของพรรคนั้นมาจาก ‘คะแนนเขต’ (Constituency Vote) เป็นหลัก ส่วนคะแนนบัญชีรายชื่อ (Party List) ยังไม่ได้มีนัยสำคัญเท่าไรนัก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ชัยชนะครั้งนี้จะไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด

ภาพ: THE STANDARD
อาจารย์ยังกล่าวอีกว่า ภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ ‘เน้นผลทางปฏิบัติ’ (Pragmatic) มาโดยตลอด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพรรคที่ ‘เน้นผลประโยชน์นิยมขั้นสุด’ (Ultra-Pragmatic) ที่ไม่ได้มีอุดมการณ์ตายตัว แต่จะไปตามทิศทางที่ลมทางการเมืองพัดไป ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า ‘อุดมการณ์เดียว’ ที่ภูมิใจไทยเคยมีคือ ‘อำนาจ’ หมายถึง การพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีอำนาจและได้ครองอำนาจ นั่นคือ อุดมการณ์ที่เป็น ‘แรงจูงใจหลัก’ ของพวกเขา
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรคเริ่มตระหนักว่ามี ‘ช่องว่าง’ (Gap) ที่พวกเขาสามารถเติมเต็มได้ นั่นคือช่องว่างภายใน ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ โดยเฉพาะเมื่อเห็นได้ชัดว่า พรรคสายทหารของ ‘สองลุง’ อย่าง ‘พลังประชารัฐ’ และ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่น่าจะเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ยั่งยืนในระยะยาวสำหรับผู้นิยมอนุรักษนิยมได้
ภูมิใจไทยจึงได้วางตำแหน่งตัวเองให้เป็น ‘พรรคหลักของฝั่งอนุรักษนิยม’ (Go-to Conservative Party) ซึ่งก็น่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นผลประโยชน์ (Pragmatic Move) เป็นหลัก แต่มันก็ได้ผล จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย เรารู้ดีว่าพรรคสายทหารจ๋าๆ มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการครองใจหรือดึงดูดการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยได้จริงๆ แต่ภูมิใจไทยกลับทำได้ในฐานะพรรคอนุรักษนิยมเพียงไม่กี่พรรค
หากย้อนกลับไปช่วงก่อนรัฐประหารปี 2557 พรรคประชาธิปัตย์เคยวางตัวเป็นพรรคฝั่งอนุรักษนิยม แต่พวกเขาก็ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ดังนั้น ดร. อัลเดอร์แมน จึงไม่อยากจะลดทอนความสำเร็จที่ภูมิใจไทยทำได้ในครั้งนี้ เพราะมันคือ ‘กำลังความสามารถเฉพาะตัว’ ที่พรรคสามารถยึดครองที่นั่งเขตได้เป็นจำนวนมากขนาดนี้ และการมุ่งเน้นสร้างฐานเสียงในเขตเลือกตั้งที่แข็งแกร่งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดหลักแหลมมาก เพราะคะแนนเขตคือ ส่วนแบ่งที่นั่งส่วนใหญ่ในรัฐสภา
อาจารย์ยังมองอีกว่า นับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ในปี 2561 ฝ่ายก้าวหน้ามักจะทำผลงานได้ดีในคะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่าคะแนนเขต การพยายามเจาะทะลวงการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก
นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งปีนี้พบว่า เขตพื้นที่ที่ฝ่ายก้าวหน้าเคยชนะ พวกเขาก็ไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ ซึ่งอาจารย์เชื่อว่า อาจเกิดจากความไม่พอใจหรือความห่างเหิน (Disconnect) ระหว่างตัว สส. กับคนในพื้นที่ หรือวิธีการทำงานของพรรค เพราะพรรคฝั่งก้าวหน้ามักจะหาเสียงและวางตัวเป็น ‘กระแสระดับชาติ’ มากกว่าการลงไปคลุกคลีสร้างสายสัมพันธ์ระหว่าง สส. กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับเขต
ดังนั้น สิ่งที่สะท้อนออกมาในผลคะแนนเสียงคือ ‘จุดแข็งของฝ่ายก้าวหน้า’ คือ การนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายในระดับภาพรวมของประเทศ ขณะที่ ‘จุดอ่อนของฝ่ายก้าวหน้า’ คือ การยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการเชื่อมต่อกับผู้คนในระดับท้องถิ่น (Local level) เมื่อเทียบกับเจ้าของพื้นที่เดิมหรือเครือข่ายอิทธิพลของ ‘บ้านใหญ่’

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
กกต. กับ การเลือกตั้งที่ ‘น่ากังขาที่สุด’ ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์?
ดร. อัลเดอร์แมนออกตัวก่อนพูดคุยกันในประเด็นนี้ว่า อาจารย์ไม่ได้มีโอกาสลงพื้นที่จริงในประเทศไทยเหมือนตอนเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 เสียงสะท้อนในประเด็นนี้จึงไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงซะทีเดียว แต่หากติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่า มีนักสังเกตการณ์กระจายอยู่ตามเขตและหน่วยเลือกตั้งต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในบางหน่วยการลงคะแนนอาจจะราบรื่นดี แต่ในภาพรวม ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นนั้นถือว่ารุนแรงมากในหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกล่าวหาที่ว่า ‘ความลับในการลงคะแนน’ (Secrecy of the Ballot) อาจถูกแทรกแซงหรือล่วงรู้ได้ จากกรณีของ Barcode และ QR Code
อาจารย์มองว่า วิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้ตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยพิสูจน์เลยว่า ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้นได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง หรือข้อครหาเหล่านั้นไม่มีมูลความจริง และนี่คือ ‘ปัญหาเรื้อรังของ กกต. ไทย’ พร้อมอธิบายว่า ตั้งแต่ยุคของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา กกต. เริ่มถูกทำให้เป็น ‘เรื่องของการเมือง’ (Politicized) และยิ่งหนักขึ้นในช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 กกต. ถูกนำมาใช้เป็น ‘อาวุธ’ (Weaponized) เพื่อจัดการกับ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเครือข่าย รวมถึงฝ่ายก้าวหน้าด้วย ดังนั้น กกต. เองจึงเริ่มต้นจากสภาวะที่ได้รับความไว้วางใจต่ำมาก และไม่เคยมีชื่อเสียงเรื่องความโปร่งใสเลย
ดร. อัลเดอร์แมนระบุว่า ที่ผ่านมา กกต. ไม่เคยทำงานในลักษณะที่โปร่งใสอย่างแท้จริง มักจะมีข้อร้องเรียนเรื่องการขาดความโปร่งใสและการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง ซึ่งอาจารย์มองว่า สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็น ‘วัฒนธรรมองค์กร’ ไปแล้ว พร้อมเน้นย้ำว่า ตัวอาจารย์ไม่ได้กำลังเหมารวมว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องการผลิตซ้ำวัฒนธรรมที่ขาดความโปร่งใสหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคการเมืองและภาคประชาสังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในภาพรวม กกต. ได้สร้างวัฒนธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ (Antagonistic) ต่อทั้งพรรคการเมือง ภาคประชาสังคม และประชาชน โดย กกต. มักจะอยู่ในโหมด ‘ตั้งรับ’ (Defensive) แทนที่จะแสดงความโปร่งใสและบอกว่า ‘โอเค มีการตั้งข้อสังเกตมาใช่ไหม เราจะแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ดูว่าข้อกังวลเหล่านั้นไม่มีมูล’ แต่การที่ กกต. เข้าหาปัญหาด้วยท่าทีที่เป็นศัตรู และคอยแต่จะปกป้องตัวเอง กลับยิ่งทำให้ ‘สถานการณ์แย่ลง’
อาจารย์เน้นย้ำว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดการเลือกตั้งให้ ‘สมบูรณ์แบบ’ เพราะการเลือกตั้งเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนมาก ทั้งในแง่โลจิสติกส์ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย และรายละเอียดอื่นๆ แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อขาดความโปร่งใส ประชาชนก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพียง ‘ความผิดพลาดโดยมนุษย์’ ทั่วไป หรือมี ‘ความไม่ชอบมาพากล’ แอบแฝงอยู่กันแน่ เช่น มีการแก้ไขผลคะแนน หรือการทุจริตหีบบัตรหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเฉพาะข้อกังวลเรื่อง ‘ความลับของการลงคะแนน’ นั้นถือว่าร้ายแรงมาก ซึ่ง กกต. สามารถเลือกที่จะรับมือในเชิงรุก (Proactive) ได้ เช่น การสั่งให้มีการ ‘ตรวจสอบอิสระ’ (Independent Audit) เพื่อยืนยันว่า บัตรเลือกตั้งไม่สามารถสืบหาตัวตนผู้ลงคะแนนได้ และนำบทเรียนนั้นมาปรับปรุงแก้ไข แต่ กกต. ไทยไม่ได้ทำแบบนั้น และความจริงที่ว่าองค์กรนี้ถูกทำให้เป็นอาวุธและถูกลากเข้าสู่วงจรการเมืองมาตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ประชาชนย่อมมองว่า กกต. ‘ไม่ใช่ตัวกลาง’ ที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็น ‘ตัวแสดงทางการเมือง’ (Political Actor) ตัวหนึ่งไปซะแล้ว

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
เลือกตั้ง 69 กับ ‘ความโปร่งใสที่ถูกทำลาย’
ดร. อัลเดอร์แมนชี้ว่า ความเชื่อมั่นหรือภาพลักษณ์ความโปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งนี้ ถูกทำลายไปเรียบร้อยแล้ว อย่างที่อาจารย์บอกไปว่า ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกการเลือกตั้ง แต่มันขึ้นอยู่กับว่ากกต. จะตอบสนองต่อปัญหาเหล่านั้นอย่างไร ซึ่งแนวทางที่ กกต. ใช้ในครั้งนี้ รวมถึงครั้งก่อนๆ ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องนัก ในการปกป้องความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง หรือแสดงให้เห็นว่า กกต. รับฟังความกังวลของประชาชนอย่างจริงจังมากเพียงพอ แนวทางที่ กกต. แสดงออกและใช้ตอบสนองต่อข้อกังวลเหล่านี้ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพิสูจน์ให้เห็นว่า คุณไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปหาตัวผู้ลงคะแนนแต่ละคนได้ แต่ปัญหาคือ กกต. ไทยยอมรับเองว่าในทางทฤษฎีสามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณก็ต้องแสดงความโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา และบอกว่า กกต. จะดำเนินการหรือสั่งให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระในเรื่องนี้ เพื่อพิสูจน์ว่า ข้อกังวลต่างๆ เกี่ยวกับความลับของบัตรเลือกตั้งนั้นได้ถูกละเมิดหรือไม่ แต่อาจารย์ไม่คิดว่า กกต. ไทยจะทำอะไรแบบนั้น เพราะพวกเขาไม่ได้มีประวัติที่ดีนักในเรื่องความโปร่งใส และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย
ตัวอย่างหนึ่งที่ ดร. อัลเดอร์แมนพอจะนึกออกคือ กรณีของ กกต. แอฟริกาใต้ ครั้งหนึ่งเคยมีนักข่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า เขาสามารถลงคะแนนได้สองครั้งโดยการเลี่ยงระบบ แม้เขาจะบอกว่าเขาไม่ได้หย่อนบัตรใบที่สองจริงๆ ก็ตาม แต่นั่นถือเป็นประเด็นที่ร้ายแรงมากต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง
สิ่งที่ กกต. แอฟริกาใต้ทำในตอนนั้นคือ การเรียกประชุมทุกพรรคการเมือง เพื่อหารือปัญหาที่เกิดขึ้นทันที จากนั้นพวกเขาสั่งให้นับคะแนนใหม่และตรวจสอบระบบทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ว่าผลลัพธ์การเลือกตั้งไม่ได้ถูกกระทบ นี่คือแนวทางที่ช่วยบรรเทาความกังวลได้ คือการดำเนินงานเชิงรุก (Proactive) และร่วมมือกับประชาชนและพรรคการเมือง เพื่อพิสูจน์ว่า แม้จะมีข้อกังวลหรือปัญหาเกิดขึ้น แต่ในภาพรวมแล้ว ความเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือกตั้งยังไม่สูญเสียหรือถูกทำลายไป
กกต. ไทย ควรพิสูจน์ว่า ไม่มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นและกระบวนการทั้งหมดยังโปร่งใส พร้อมกับถอดบทเรียน เพื่อใช้ปรับปรุงการเลือกตั้งครั้งหน้าตามขั้นตอน A, B, C และ D และอื่นๆ แต่ กกต. ไทยกลับไม่ทำเช่นนั้น ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาเหล่านี้ ‘ดูแย่เกินกว่าที่ควรจะเป็น’

ภาพ: THE STANDARD
โอกาสที่เลือกตั้ง 69 จะ ‘เป็นโมฆะ’ มีมากน้อยแค่ไหน?
ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า ‘แรงจูงใจ’ (Motivation) ในการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะนั้น ‘ค่อนข้างต่ำ’ เมื่อพิจารณาจากผลการเลือกตั้ง ฝ่ายอนุรักษนิยมทำผลงานได้ค่อนข้างดี คงไม่มีใครอยากจะยกเลิกผลการเลือกตั้งแล้วจัดใหม่ให้เหนื่อยเปล่า และคงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ หากมีการสั่งให้เลือกตั้งนี้เป็นโมฆะ เพราะที่ผ่านมา การเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อ ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น (หรือ ฝ่ายผู้กุมอำนาจนำเสียประโยชน์)
แต่ในเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่งมาได้มากขนาดนี้ ใครจะกล้ารับประกันว่า ถ้าสั่งโมฆะแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเดิม อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องนำมาคิดคือ ‘จำนวนผู้มาใช้สิทธิ’ (Voter Turnout) ในครั้งนี้ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
อาจารย์คาดการณ์ว่า หากมีการสั่งโมฆะจริง สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้มี 2 แนวทาง คือ
1. ประชาชนอาจจะอ่อนล้า (Voter fatigue) ทำให้คนมาใช้สิทธิน้อยลงไปอีก ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อบางพรรค เช่น ภูมิใจไทยที่มีฐานเสียงจัดตั้งแน่นอน
2. เกิดการระดมพล (Mobilization) ในทางกลับกัน คำสั่งนี้อาจจะไปกระตุ้นคนที่เคย ‘หมดศรัทธา’ จนไม่ยอมไปเลือกตั้งในครั้งแรก ให้รู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ฉันยอมให้พรรคนี้ชนะไม่ได้’ แล้วแห่กันออกไปลงคะแนนในรอบใหม่
ดังนั้น หากมีคำสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ไม่มีอะไรการันตีเลยว่า ผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเดิม เพราะพลวัต (Dynamics) ทางการเมืองจะเปลี่ยนไป อาจารย์จึงคิดว่า เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘เป็นคุณ’ ต่อกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมอย่างมาก พวกเขาจึงน่าจะมีความลังเลที่จะสั่งโมฆะ และคงจะใช้วิธี ‘ถูไถไปแบบเดิม’ อย่างที่มักจะทำ โดยไม่เข้าไปจัดการปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แม้อาจจะมีแรงกดดันต่อ กกต. ให้ต้องออกมาชี้แจงอะไรบ้าง แต่อาจารย์ไม่คิดว่า ฝ่ายกุมอำนาจนำจะมีความปรารถนา (Appetite) ที่จะล้มกระดานเลือกตั้ง เพียงเพราะผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาในตอนนี้

ภาพ: THE STANDARD
เมื่อองค์กรอิสระ ‘ไม่อิสระ’ กับโจทย์ระบบถ่วงดุลไทย
ดร. อัลเดอร์แมนระบุว่า เป็นเรื่อง ‘ยากมาก’ ที่จะเอาผิด กกต. และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่องค์กรนี้ตกเป็นเป้าความขัดแย้ง หากเราย้อนดูการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 กกต. ในตอนนั้นก็สร้างปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรงเช่นกัน เพียงแต่ในตอนนั้นความตระหนักรู้ของสาธารณชนต่อบทบาทของ ‘องค์กรอิสระ’ อาจยังไม่ได้มีมากเท่าปัจจุบัน และเมื่อมองการเลือกตั้ง ปี 2562 ในแง่เทคนิคการจัดการเลือกตั้งก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ คือประเด็นเรื่อง กกต. ไทย พวกเขามี ‘ศักยภาพ’ ที่จะจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสและเที่ยงธรรม (High Integrity) ในระดับที่ค่อนข้างสูงได้ ศักยภาพนั้นมีอยู่จริง แต่มันขึ้นอยู่กับว่า ‘พวกเขาอยากจะทำหรือไม่’ ซึ่งนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่งไปเลย
ในการเลือกตั้งปี 2557, 2562 และ 2566 ต่างก็มีปัญหา ซึ่งอาจารย์เคยทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยวิเคราะห์บทบาทของ กกต. ในช่วงเวลาต่างๆ อาจารย์คิดว่า ครั้งนี้ประเด็นที่ ‘ระเบิด’ ที่สุดคือ การมีอยู่ของ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ในเชิงเทคนิคนี่คือ ‘จุดที่วิกฤตที่สุด’ และเป็นจุดที่ง่ายและชัดเจนที่สุดในการนำมาใช้รณรงค์ต่อต้าน

ภาพ: THE STANDARD
อาจารย์มองว่า การจะเอาผิด กกต. ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบ ‘การตรวจสอบและถ่วงดุล’ (Check and Balance) ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 และถูกรื้อสร้างใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับทหารที่ตามมานั้น ถูกออกแบบให้คุณต้องได้รับแรงสนับสนุนจาก ‘องค์กรอิสระอื่นๆ’ ในการร่วมตรวจสอบ กกต.
แต่ทว่าในเมื่อองค์กรเหล่านี้ ‘ไม่ได้มีความเป็นกลาง’ และ ‘ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจริงๆ’ จึงยากมากที่จะเกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรเหล่านี้กับภาคประชาสังคมหรือประชาชน เพื่อที่จะไปตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอื่น สรุปคือระบบตรวจสอบถ่วงดุลในไทยโดยภาพรวมนั้น ‘ไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน’ (Not Accountable) เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาผิดองค์กรใดก็ตามที่อยู่ในระบบนี้ด้วยวิธีการที่สมเหตุสมผล
แน่นอนว่ายังมีหนทางในชั้นศาล เราเคยเห็นตัวอย่างที่กรรมการ กกต. ถูกฟ้องและถูกตัดสินจำคุกมาแล้ว แต่นั่นเกิดขึ้นในยุคทักษิณ ชินวัตร และเป็นช่วงที่ กกต. ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้วในแง่ที่ทักษิณพยายามสร้างความมั่นใจว่า เขาได้เปลี่ยนตัวกรรมการรุ่นแรกด้วยคนที่มีแนวโน้มจงรักภักดีต่อเขามากกว่า แต่กรรมการ กกต. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ถูกแต่งตั้งขึ้นภายใต้อิทธิพลที่ทหารยังคงครอบงำอยู่ พวกเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ชนชั้นนำอนุรักษนิยม’ (Conservative Establishment) แม้ว่าการเอาผิดอาจเป็นไปได้ในทางใดทางหนึ่ง แต่อาจารย์ก็ไม่อยากจะคาดเดาเพราะการเมืองไทยคาดเดาได้ยากมาก
แต่ในกรณีนี้ หากมีแรงกดดันจากมหาชนมากเกินไป ดร. อัลเดอร์แมนคาดการณ์ว่า อาจมีการยอมให้เกิด ‘การเอาผิด กกต.’ ในระดับหนึ่ง เพื่อเป็นวาล์วระบายแรงกดดัน เป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมบางส่วน เพื่อที่ ‘ความน่าเชื่อถือของผลคะแนน’ จะได้ไม่ถูกตั้งคำถามไปมากกว่านี้ และไม่ต้องนำไปสู่การทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พูดง่ายๆ คือ การยอมเสียสละ (คนของ) กกต. เพื่อ ‘รักษาผลการเลือกตั้งและรัฐบาล’ เอาไว้ แต่นี่เป็นเพียงการคาดการณ์แบบสุดโต่งของอาจารย์เท่านั้น เพราะโดยกฎทั่วไปแล้ว ยากมากที่จะเอาผิด กกต. หรือองค์กรตรวจสอบใดๆ ในระบบตรวจสอบถ่วงดุลแบบ ‘กึ่งอิสระ’ (Quasi-Independent) ซึ่งความจริงแล้ว ‘ไม่ได้อิสระเลย’
อาจารย์ยังเน้นย้ำว่า เราต้องไม่ลืมว่าใครกุมอำนาจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และใครกำลังจะกุมอำนาจหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเขาคงมี ‘แรงจูงใจน้อยมาก’ ที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ รวมถึงความจริงที่ว่า พรรคภูมิใจไทยครอบงำวุฒิสภา (Senate) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอิสระเหล่านี้ ในบางประเทศ รัฐสภาอาจมีบทบาทในการตรวจสอบ (Oversight) ร่วมกับศาล ทำให้การเอาผิด กกต. มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ในไทย รัฐสภาไม่มีอำนาจนั้น และถึงจะมีในตอนนี้ อาจารย์ก็คิดว่า แรงจูงใจที่จะทำอะไรสักอย่างก็น่าจะต่ำมากอยู่ดี
สุดท้ายแล้ว แม้ข้อกังวลเรื่องความไม่โปร่งใสจะร้ายแรง โดยเฉพาะเรื่องความลับของบัตรเลือกตั้ง หรือความลักลั่นของจำนวนบัตรในบางเขต แต่ในมุมมองของดร. อัลเดอร์แมน ปัญหาเหล่านี้อาจไม่มีน้ำหนักพอที่จะ ‘พลิกผลการเลือกตั้ง’ ให้ต่างไปจากที่เป็นอยู่ได้ และนี่จะเป็นอีกปัจจัยในการพิจารณาของฝ่ายกุมอำนาจว่า ในเมื่อมันเปลี่ยนผลไม่ได้ พวกเขาก็อาจจะแค่เดินหน้าต่อไป โดยหยิบยื่น ‘วิธีการแก้ปัญหาแบบขอไปที’ (Half-Baked Solution) หรือแค่การ ‘แปะพลาสเตอร์’ ปิดแผลไว้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายเท่านั้น

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่: เป้าหมายที่อาจถูก ‘ยื้อเวลา’
ดร. อัลเดอร์แมนมองว่า เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาในลักษณะนี้ แทบจะไม่มี ‘แรงจูงใจ’ ในการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในเชิงสาระสำคัญเลย เราอาจจะได้เห็นกระบวนการที่ล่าช้าอย่างมาก เพราะขั้นตอนยาวไกลจนรัฐบาลสามารถ ‘ยื้อเวลา’ (Dragging Your Feet) ไปได้เรื่อยๆ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เรารู้ดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขได้ยากมาก
หากคุณมีพรรครัฐบาลที่ ‘ไม่เต็มใจ’ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีวิธีมากมายที่จะ ‘เตะถ่วง’ (Stall) กระบวนการไม่ให้เกิดขึ้นจริง และเมื่อพิจารณาจากพรรคที่จะได้กุมอำนาจ อาจารย์นึกภาพไม่ออกเลยว่า รัฐธรรมนูญจะถูกเขียนขึ้นใหม่ในรูปแบบที่สร้างความแตกต่างให้แก่ ‘อนาคตประชาธิปไตย’ ของประเทศได้อย่างไร
อาจารย์อธิบายว่า การจะทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้ คุณจำเป็นต้องรื้อถอนและออกแบบโครงสร้างหลัก (Core Aspects) ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ‘ใหม่ทั้งหมด’ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีวันทำเช่นนั้น เพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เต็มๆ อย่างเรื่องที่เราคุยกันไปก่อนหน้าเรื่อง กกต. และองค์กรอิสระ หากไทยจะก้าวไปในทิศทางประชาธิปไตยมากขึ้น ระบบเหล่านี้ต้องถูกปฏิรูปอย่างหนัก ทั้งในแง่ของ ‘กลไกการสรรหา’ และ ‘ระดับความรับผิดชอบต่อประชาชน’ (Accountability)
ปัญหาคือ เมื่อภูมิใจไทยมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาอย่างเบ็ดเสร็จ ทำไมพวกเขาต้องอยากทำแบบนั้น ในเมื่อพวกเขาสามารถเลือก ‘คนของตัวเอง’ หรือ ‘คนที่ซื่อสัตย์ต่อฝ่ายตน’ เข้าไปดำรงตำแหน่งแทนที่กรรมการชุดเดิมได้ พวกเขาสามารถควบคุมระบบการเมืองทั้งหมดไว้ในมือ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้าง ‘กลไกควบคุม’ (Levers) เหนือการเมืองในสภาไว้มากมาย จนทำให้พรรคการเมืองต้องตกอยู่ภายใต้ความเมตตาของ ‘ใครบางคน’ ที่คอยกำหนดชะตากรรมของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา
เราเห็นภาพนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าการเลือกตั้งให้ผลลัพธ์ที่ ‘ผิดคาด’ ก็จะมีช่องทางให้พลิกผลลัพธ์นั้น หรือเปลี่ยนกระดาน จนพรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาลในที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างระบบที่ทำให้ ‘การเมืองในระบบ’ (ตัวแทนและ สส. ที่มาจากการเลือกตั้ง) ต้องศิโรราบต่อ ‘องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง’ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่ต้องรับผิดชอบ ต่อทั้งนักการเมืองและสาธารณชน แต่กลับมีอำนาจตัดสินใจหรือแทรกแซงการเมืองได้อย่างเด็ดขาด
ดังนั้น ดร. อัลเดอร์แมนจึงมองไม่ออกว่า สิ่งเหล่านี้จะถูกปฏิรูปภายใต้รัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทยได้อย่างไร แม้ผลประชามติจะแสดงให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่อาจารย์ยอมรับตามตรงว่า ‘กังขา’ (Skeptical) ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปได้ไกลแค่ไหน หรือจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
อย่างที่อาจารย์กล่าวไปแล้วว่า ผลประชามติวัดได้ยากว่า ‘ระดับของการปฏิรูป’ ที่คนต้องการจริงๆ คือแค่ไหน เพราะคำว่า ‘ใช่’ (ให้แก้) ของแต่ละคนนั้น ‘ต่างกัน’ บางคนอาจจะอยากเห็นการรื้อถอนโครงสร้างแบบถอนรากถอนโคน ในขณะที่บางคนอาจจะไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น ผลที่ออกมาจึงยังอ่านค่าได้ไม่ชัดเจน
แต่เมื่อดูจากการที่ภูมิใจไทยทำผลงานได้ดีมาก อาจารย์คิดว่า วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ดำเนินไปในทิศทางที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อการเมืองไทย หรือส่งผลต่อการก้าวไปข้างหน้าของการเมืองไทยในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD
ภูมิใจไทย: พรรคที่จะครองอำนาจนำในการเมืองไทยยาวนานนับทศวรรษ?
ดร. อัลเดอร์แมนวิเคราะห์ว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะพยากรณ์ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในการเมืองไทยระยะยาว แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจะเรียนรู้บทบาทบางอย่างได้ ประการแรกคือ ‘ความจงรักภักดีในการเมืองไทยนั้นต่ำมาก’ พรรคการเมืองมักเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มมุ้งหรือกลุ่มก๊วน (Factions) ต่างๆ และไม่มีความยึดมั่นต่อพรรคในระดับที่เข้มข้นมากนัก
กลุ่มการเมืองเหล่านี้พร้อมจะทิ้งพรรคหนึ่ง เพื่อไปเข้ากับอีกพรรคหนึ่งได้เสมอ เมื่อพวกเขาเห็นว่าพรรคใหม่ให้ทรัพยากรในการหาเสียงมากกว่า หรือเป็น ‘พาหนะทางการเมือง’ ที่จะพาพวกเขาชนะการเลือกตั้งได้ดีกว่า ดังนั้น เราจึงไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่อง ‘การแตกคอ’ (Splits) ทั้งในตัวพรรคภูมิใจไทยเอง หรือในพรรคร่วมรัฐบาล
อาจารย์ยังมองว่า จริงอยู่ที่เราอาจเห็น ‘เสถียรภาพในระยะสั้น’ แต่ก็ไม่ได้การันตีอะไรมากนัก หากเรามองว่าความไร้เสถียรภาพในอดีตมักมาจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่พยายามขัดขวาง (Sabotage) กระบวนการทางการเมือง เมื่อฝั่งอนุรักษนิยมขึ้นมาเป็นรัฐบาลเอง การเมืองก็น่าจะดูราบรื่นขึ้น ‘ชั่วคราว’ แต่ปัญหาเรื่อง ‘ระบบมุ้งการเมือง’ จะยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่เสมอ
หากมีการผิดคำสัญญาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี หรือมีการแย่งชิงโควตากระทรวงและพื้นที่อิทธิพล พรรคร่วมก็อาจแตกหัก หรือกลุ่มก๊วนภายในก็อาจแยกตัวออกมาได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่อง ‘การประท้วงของประชาชน’ (Popular Protests) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจตัดทิ้งไปได้จากสมการการเมืองไทย ตั้งแต่ช่วงปี 2543 เป็นต้นมา
ดร. อัลเดอร์แมนยังชวนตั้งคำถามต่อไปว่า น่าสนใจมากว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ ทักษิณ ชินวัตร หลังจากเขาออกจากคุก (หากเขาได้ออก หรือหากมีการตั้งข้อหาเพิ่มเติม) เราทราบดีว่า ทักษิณเป็นตัวแปรที่สร้างความสั่นสะเทือน (Destabilizing Figure) มาโดยตลอด แม้พรรคเพื่อไทยจะได้รับความนิยมลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อาจารย์ก็ยังไม่กล้า ‘กาชื่อทิ้ง’ หรือบอกว่านี่คือจุดจบของพรรคเพื่อไทย
ถึงเพื่อไทยจะไม่สามารถกลับไปครองความยิ่งใหญ่ (Electoral Dominance) ได้เหมือนช่วงก่อนปี 2566 แต่การที่พวกเขายังครองอันดับ 3 มาได้ท่ามกลางมรสุมทั้งหมด ก็แสดงว่าพรรคนี้ยังมีความทนทานอยู่พอสมควร อาจารย์จึงคิดว่า อาจเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ‘ยุคของเพื่อไทยจบลงแล้ว’
อีกประเด็นคือ ภาพลักษณ์ความเป็นอนุรักษนิยมของภูมิใจไทยในมุมมองของอาจารย์นั้น ‘เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน’ (Quite Recent) หากในอนาคตภูมิใจไทยทำอะไรที่ทำให้คนกังขาในความเป็นอนุรักษนิยมของพวกเขาขึ้นมา ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนมากน่าจะยังมองว่าภูมิใจไทยเป็น ‘พรรคแสวงหาโอกาส’ (Opportunistic Party) และไม่ได้มองว่าเป็น ‘อนุรักษนิยมพันธุ์แท้’ ในภูมิทัศน์การเมืองไทย
ดังนั้น ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับว่า ภูมิใจไทยจะหล่อเลี้ยงและรักษา ‘แบรนด์อนุรักษนิยม’ นี้ไว้ได้ดีแค่ไหน เพราะไม่เพียงแต่นักการเมืองที่สามารถสลับขั้วไปมา แต่ ‘รสนิยมของผู้เลือกตั้งไทยก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน’ แม้แต่ฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดที่เคยมีมาอย่างแบรนด์ทักษิณและเพื่อไทย เราก็ได้เห็นแล้วว่า คนไทยพร้อมจะลองพรรคใหม่ๆ เสมอ และถ้าพรรคใหม่นั้นน่าผิดหวังหรือไม่เป็นไปตามความคาดหวัง พวกเขาก็พร้อมจะหันไปหาทางเลือกอื่น อาจารย์จึงไม่ขอวางเดิมพันกับ ‘เสถียรภาพระยะยาว’ แม้ในระยะสั้นอาจจะดูมีเสถียรภาพขึ้นมาบ้าง แต่ปัจจัยที่พร้อมจะสั่นคลอนการเมืองไทยนั้นมีอยู่รอบด้านมากจริงๆ

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD
เมื่อ ‘ความเที่ยงธรรม’ ถูกตั้งคำถาม: ชนวนวิกฤตการเมืองไทยครั้งใหม่?
ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวว่า ในประเด็นนี้อาจารย์เองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะหลังการเลือกตั้งปี 2562 ก็เคยมีการประท้วงต่อต้าน กกต. มาแล้ว และการประท้วงในตอนนั้นก็ไม่ได้นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ใหญ่โตกว่าเดิมในทันที
ปกติแล้ว กกต. มักจะไม่ถูกมองว่าเป็น ‘ตัวแสดงหลัก’ (Prime Actor) ในวิกฤตทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการ ‘ยุบพรรคอนาคตใหม่’ โดยศาลรัฐธรรมนูญ นั่นต่างหากที่เป็น ‘ตัวจุดชนวน’ การประท้วง ซึ่งต่อมาได้ขยายตัวและกลายเป็นการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในวงกว้าง และเมื่อพูดถึงการยุบพรรค คนส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ความจริงแล้ว กกต. นี่แหละคือ ผู้ที่ยื่นคำร้องต่อศาลให้ยุบพรรคตั้งแต่แรก
ดังนั้น กกต. จึงมีบทบาทสำคัญในการยุบพรรคการเมือง แต่เมื่อตอนที่ ‘พรรคก้าวไกล’ ถูกยุบ เรากลับไม่เห็นการประท้วงครั้งใหญ่กลับมาอีกครั้ง อาจารย์มองว่าเหตุผลหนึ่งคือ ‘ความเหนื่อยล้าจากการประท้วง’ (Fatigue with Political Protests) และอีกเหตุผลคือ ตัวพรรคเองก็เลือกที่จะบอกว่า ‘โอเค เราอย่าลงถนนกันเลย’
ถ้าถามว่า กระแสต่อต้าน กกต. จะใหญ่โตจนทำให้การเมืองไทยไร้เสถียรภาพได้หรือไม่นั้น อาจารย์มองว่า เป็นอะไรที่ตอบยาก เรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบการเลือกตั้งนั้นมีรายละเอียดทางเทคนิคสูงมาก อาจารย์จึงไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้จะสร้าง ‘อารมณ์ร่วมที่ยั่งยืนในระยะยาว’ จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านที่ต่อเนื่องได้ขนาดไหน อาจจะต้องมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เพื่อปลุกกระแสให้ติด เพราะปกติแล้วความตระหนักรู้ของสาธารณชนต่อองค์กรอย่าง กกต. จะค่อนข้างต่ำในช่วงที่ไม่มีการเลือกตั้ง
ความสนใจมักจะพุ่งสูงสุดแค่ช่วงที่มีการเลือกตั้ง มีข้อกังวลเรื่องผลคะแนน หรือเรื่องท่าทีของ กกต. ในการตอบโต้ปัญหา หลังจากนั้นเรื่องก็มักจะเงียบหายไป เราเห็นวงจรนี้กับ กกต. ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือเกิดกระแสลุกฮือต่อต้านสิ่งที่ กกต. เป็นตัวแทนอยู่พักหนึ่ง แล้วก็มอดดับไป ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม พอเลือกตั้งครั้งหน้ามีเรื่องใหม่ ก็มีกระแสขึ้นมาใหม่ แล้วก็เงียบไปอีก
ดร. อัลเดอร์แมนไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ให้เกิดการท้าทายในวงกว้างได้ไหม เพราะอย่างที่อาจารย์บอกไปก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เปลี่ยน ‘ผลลัพธ์การเลือกตั้ง’ในภาพรวม แม้จะมีคนเรียกร้องให้ยกเลิกการเลือกตั้งและจัดใหม่ แต่อาจารย์ก็สงสัยว่า มันจะไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือ เมื่อผลลัพธ์ที่ออกมา ‘เป็นบวก’ ต่อฝ่ายกุมอำนาจนำขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ฝ่ายอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง (Genuinely Won) ดังนั้นพวกเขาไม่มีทางยอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะแน่ๆ
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ความกังวลตอนนี้มักเป็นเรื่อง ‘ขั้นตอนทางเทคนิค’ (Technical Procedures) และวิธีการลงคะแนน มากกว่าที่จะเป็นความกังวลในระดับชาติเกี่ยวกับ ‘ความชอบธรรมของคะแนนรวม’ หรือ ‘ความถูกต้องของผลที่ปรากฏ’ พูดง่ายๆ คือ คนตั้งคำถามกับ ‘กระบวนการ’ (Process) มากกว่าที่จะบอกว่า ‘ผลลัพธ์’ (Outcome) นั้นไม่ใช่ความจริง อาจารย์คิดว่า คนไม่ได้เชื่อว่าต่อให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตที่คะแนนคลาดเคลื่อน จะเปลี่ยนภาพรวมได้ เพราะส่วนต่างของที่นั่งมันกว้างเกินไป การเปลี่ยนผลแค่ 1 หรือ 2 เขตอาจไม่ช่วยอะไรมาก แต่ถ้าผลสูสีกันเหมือนปี 2566 ที่ต่างกันแค่ 10 ที่นั่ง แบบนั้นเรื่องจะระเบิดและปะทุกว่านี้มาก เพราะถ้าคุณท้าทายผลสำเร็จแค่เพียงไม่กี่จุด คุณจะเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองทั้งหมดได้เลย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเป็นไปไม่ได้ อาจารย์จึงมองว่า ยากที่จะเห็นเรื่องนี้กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่าในเวลานี้

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร / THE STANDARD
ประเทศไทย หลังฝุ่นตลบการเลือกตั้งปี 69
ดร. อัลเดอร์แมนกล่าวย้ำว่า เรื่องราวที่ย้อนแย้งกันจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ยากมากที่จะนำมาประสานกัน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ท้ายที่สุดแล้วผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางไหนกันแน่ เพราะมันเหมือนกับการแข่งขันที่ใช้กติกาต่างกัน (คะแนนเขต vs บัญชีรายชื่อ) ถูกนำมารวมอยู่ในการเลือกตั้งเดียว การพยายามทำความเข้าใจผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
อาจารย์มองว่า สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือ พรรคการเมืองบางพรรคจะต้องกลับไป ‘สำรวจตัวเองอย่างจริงจัง’ ทั้ง ‘พรรคเพื่อไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ พวกเขาจำเป็นต้องมองผลลัพธ์นี้ให้ลึกซึ้งว่ามันกำลังบอกอะไร และพวกเขาต้องปรับวิธีการทำงาน รวมถึงวิธีสร้างความสัมพันธ์กับผู้เลือกตั้งอย่างไร อาจารย์คิดว่า นี่คือบทเรียนที่สำคัญและเจ็บปวดที่บางพรรคต้องเรียนรู้จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ภาพ: THE STANDARD
สำหรับกลุ่มก้าวหน้า อาจารย์ไม่คิดว่า ‘อุดมการณ์ก้าวหน้า’ ได้ตายไปแล้ว เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้คนยังคงลงคะแนนให้ ‘ปรากฏการณ์สีส้ม’ อย่างท่วมท้น นั่นหมายความว่าผู้คนยังต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อดูจากผลคะแนนเขต การจะส่งมอบความเปลี่ยนแปลงนั้นกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมหาศาล
ดังนั้น ฝ่ายก้าวหน้าต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักว่าจะสร้างความเชื่อมโยงกับผู้เลือกตั้งในระดับเขตให้ดีขึ้นได้อย่างไร จะสร้างตัวตนที่จับต้องได้ในระดับพื้นที่ เพื่อไปแข่งกับการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่’ ได้อย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้อเท็จจริงที่ว่าในปี 2569 นี้ ที่นั่งเขตบางส่วนที่พรรคก้าวไกลเคยชนะในปี 2566 ได้สูญเสียไป แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจไม่เห็นความเชื่อมโยงที่พวกเขาต้องการในระดับพื้นที่ พรรคต้องกลับไปทบทวนตัวเองและวิธีการเข้าหาการเมืองใหม่ เพราะในขณะที่การสื่อสารระดับชาติ (National Messaging) นั้นได้ผลดี แต่ผลงานและการสื่อสารในระดับเขตกลับล้มเหลว
อีกเรื่องที่เป็นลักษณะถาวรของการเมืองไทยคือ ‘การซื้อเสียง’ ว่ามีบทบาทมากน้อยเพียงใดในการเหวี่ยงผลลัพธ์ แต่อาจารย์คิดว่า ผู้เลือกตั้งไทยมีความซับซ้อน (Sophisticated) มากขึ้น พวกเขาโตเกินกว่าที่ใครจะมาการันตีได้ว่า ‘จ่ายเงินแล้วจะกาให้’ ดังนั้นคุณไม่สามารถพึ่งพาวิธีนี้ได้เต็มร้อย
หากพรรคฝั่งก้าวหน้าสามารถสร้างฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งในระดับเขต และพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ได้จริง พวกเขาก็จะสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ขึ้นมาได้ แต่จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูเหมือนว่า นี่คือสิ่งที่พวกเขายัง ‘ขาดหายไป’ และทำได้ไม่ดีนัก
ในระดับชาติ เรารู้ว่าพรรคฝั่งก้าวหน้าทำได้ดีและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนลงคะแนนให้พรรคได้ ในฐานะฝ่ายค้านพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมในการนำประเด็นต่างๆ เข้าสู่สภา และตรวจสอบรัฐบาลในระดับที่เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการเมืองไทยยุคก่อนหน้านี้ การตรวจสอบนโยบายและวาระของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ในระดับเขตเลือกตั้ง พวกเขายังต้องทำงานอีกเยอะมาก
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้การขับเคลื่อนอุดมการณ์ก้าวหน้าทำได้ยากขึ้น เพราะพวกเขาหาเสียงด้วยการ ‘ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ’ มาโดยตลอด เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การบริหารประเทศของ ‘พรรคสีส้ม’ นั้นเกิดขึ้นได้ยาก เหมือนกับสิ่งที่อาจารย์บอก THE STANDARD คราวก่อนว่า ประเทศไทยเหมือน ‘เดินหน้าหนึ่งก้าว แต่ถอยหลังสองก้าว’
ดังนั้น อาจารย์จึงมองไม่ออกเลยว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลางนี้ ประเทศไทยจะสามารถ ‘หลุดพ้นจากตรวนอํานาจนิยม’ ได้อย่างไร เพราะการจะทำแบบนั้นได้ เราจำเป็นต้องเห็นการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในระดับที่ลึกซึ้ง (Deep Constitutional Reform) แต่เมื่อดูจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจารย์คิดว่า โอกาสที่จะเกิดการปฏิรูปเช่นนั้น ‘เป็นไปได้ยากมาก’

ภาพ: Shark_749 / Shutterstock
ไทยกับฉายา ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’
ดร. อัลเดอร์แมนเชื่อว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ผสมผสาน อาจารย์ไม่คิดว่าปัญหาทั้งหมดมาจากความไม่สงบทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะนี่คือภาพสะท้อนปกติของ ‘ระบบเศรษฐกิจกำลังพัฒนา’ เมื่อถึงจุดหนึ่ง
ในตอนแรกคุณอาจมีแรงงานราคาถูก มีเงินทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน มีการทำอุตสาหกรรมการผลิตจนเศรษฐกิจและมาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่เมื่อค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น เศรษฐกิจของคุณก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยปริยาย หากมีประเทศอื่นที่กำลังเติบโตขึ้นมาและมีต้นทุนที่ถูกกว่า ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้นและเติบโตเร็วกว่า
ประเทศเหล่านั้นเปรียบเสมือน ‘ผู้มาใหม่’ ในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการเติบโตของพวกเขาเกิดขึ้นตามหลังประเทศไทย พวกเขาจึงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปจากไทย เพราะไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับภูมิภาคที่สูงขึ้น และตอนนี้มีแหล่งอื่นที่คุ้มค่ากว่าในการลงทุน ดังนั้น อาจารย์จึงไม่คิดว่า สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น จนได้รับฉายา ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เป็นเพราะความไม่สงบทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ไทยพูดเรื่อง ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ (Middle-Income Trap) มาหลายปีแล้ว ซึ่งความไม่สงบทางการเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
แต่ถึงฉันจะบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองทั้งหมด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการเมืองไม่มีบทบาทสำคัญ ในอดีตประเทศไทยเคยได้รับฉายาว่า ‘เทฟลอน ไทยแลนด์’ (Teflon Thailand) ซึ่งสื่อถึงแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในทางการเมือง เศรษฐกิจไทยก็สามารถสะบัดมันหลุดไปได้เสมอโดยไม่ได้รับผลกระทบ
แต่ทว่าภาพจำนั้น ‘ไม่เป็นความจริง’ อีกต่อไปแล้ว ดร. อัลเดอร์แมนคิดว่า หลังการรัฐประหารปี 2557 เลเยอร์ที่เคลือบผิวเทฟลอนนั้นเริ่มหลุดลอกออกไป การรัฐประหารมีส่วนสำคัญ และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็มีส่วนเช่นกัน แต่ก็บวกกับปัจจัยเรื่องการผงาดขึ้นของเพื่อนบ้านที่มีแรงงานถูกกว่าและอาจมีสถานการณ์การเมืองที่นิ่งกว่าด้วย
อาจารย์มองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงมิติทางการเมืองที่ประเทศไทยกำลัง ‘ชกต่ำกว่ารุ่น’ (Punching Below Its Weight) เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์และขนาดของประชากร ไทยควรจะมีบทบาทที่โดดเด่นกว่านี้มากในระดับภูมิภาค ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ และควรจะมีบทบาทสำคัญในเวทีโลกในฐานะ ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ที่น่าเชื่อถือด้วย
ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน เคยมีบทความวิเคราะห์ว่าไทยคือ ตัวอย่างของมหาอำนาจระดับกลาง แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ได้ ทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การจะรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ‘ไม่ใช่เรื่องง่าย’ ประเทศตะวันตกเองก็กำลังดิ้นรนกับการเติบโตที่อ่อนแรง (Anemic Growth) เพราะไม่มีใครสามารถเติบโตได้ตลอดกาล แนวคิดที่ว่าเศรษฐกิจต้องโตขึ้นทุกปีหรือต้องโตเร็วตลอดไปนั้น อาจารย์มองว่า ไม่ใช่ความคาดหมายที่ยั่งยืนหรือสมจริง (แม้อาจารย์จะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ก็ตาม) ทุกเศรษฐกิจย่อมมีช่วงที่โตเร็วพุ่งพรวดก่อนจะชะลอตัว นิ่งสนิท หรือแม้แต่ร่วงลง เพราะท้ายที่สุดเราอาศัยอยู่บนโลกที่มีทรัพยากรจำกัด การเติบโตแบบแผ่ขยายต่อเนื่องจึงเป็นไปไม่ได้ในระยะยาว
ดังนั้น ผลงานทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก อาจไม่ได้มาจากเรื่องการเมืองทั้งหมด แต่ฉันเชื่อว่าความไม่สงบทางการเมืองมีส่วนสำคัญแน่นอน เพราะหากคุณเป็นนักลงทุนที่มองหาประเทศที่จะลงเงิน แล้วเห็นว่าประเทศนี้ ‘เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยมาก’ ในช่วงเวลาสั้นๆ มีการเลือกตั้งซ้ำซ้อน มีรัฐประหาร และเหตุการณ์ทำนองนี้ ย่อมไม่สร้างแรงบันดาลใจ แต่กลับทำให้รู้สึกว่าเป็น ‘สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงเกินไป’
ไม่ว่าคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือรัฐบาลจะให้คำมั่นสัญญาอย่างไรก็ตาม แต่นักลงทุนย่อมไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต และจะส่งผลกระทบต่อประเทศและการเมืองในระยะยาวอย่างไร ดังนั้น เสถียรภาพทางการเมืองจึงมีบทบาทสำคัญ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจเป็นแบบนี้
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


