เทรนด์ AI ปี 69: จากกระแสสู่แนวทางพลิกโฉมธุรกิจไทยด้วยกลยุทธ์ที่ใช้งานจริง

28.01.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ AI เชื่อมโยงกับข้อมูลและเครือข่ายธุรกิจ

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่าน ขอให้ปีม้าไฟปีนี้เป็นปีที่คุณผู้อ่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งนะครับ และนอกจากนี้แล้ว ปีพุทธศักราช 2569 จะยังเป็นปีสำคัญของธุรกิจไทยที่กระแสของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นแค่อนาคตอีกต่อไป แต่เป็นแรงผลักดันที่กำลังเปลี่ยนความก้าวหน้าของหลายๆ องค์กรให้กลายเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารองค์กรที่อยากเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องเลิกนิ่งเฉยและปรับกลยุทธ์ใหม่ให้ชัดเจนและแข็งแกร่งกว่าเดิม ก่อนที่คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจะกลืนทุกคนไป ซึ่งวันนี้ผมจะขอนำ ‘รายงาน 2026 AI Business Predictions’ จาก PwC ประเทศสหรัฐอเมริกา มาแบ่งปันเพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลการคาดการณ์ที่น่าสนใจไปคิดต่อยอดธุรกิจของท่านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

1. ใช้ AI อย่างมีวินัย: จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

 

ในอดีตเราจะพบว่า หลายบริษัทมีการใช้ AI แบบกระจายและเปิดกว้างที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และนำเสนอโครงการต่างๆ แล้วค่อยนำมารวมเป็นกลยุทธ์ใหญ่ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ โครงการเหล่านี้มักไม่ตรงกับเป้าหมายหลักขององค์กร อีกทั้งขาดความแม่นยำในการดำเนินงาน และแทบไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในเชิงธุรกิจ ซึ่งถึงแม้การระดมความคิดจากทุกฝ่ายจะทำให้ดูเหมือนมีการนำ AI มาใช้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ค่อยเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อธุรกิจ

 

รายงานของ PwC คาดว่า ในปีนี้หลายองค์กรจะเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ AI ที่ขับเคลื่อนจากบนลงล่าง คือผู้บริหารระดับสูงจะเป็นผู้กำหนดจุดยุทธศาสตร์ที่ควรลงทุน และเลือกกระบวนการหรือธุรกิจหลักที่คาดว่า AI จะสร้างประโยชน์สูงสุด จากนั้นระดมทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เทคโนโลยี หรือการบริหารเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยส่วนใหญ่ โครงการ AI ลักษณะนี้จะมีศูนย์กลางที่เรียกว่า ‘AI studio’ ซึ่งเปรียบเสมือนทีมงานส่วนกลางที่รวบรวมเครื่องมือ เทคโนโลยี กรอบประเมินโครงการ พื้นที่ทดลอง และผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วยกัน เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายธุรกิจกับศักยภาพของ AI และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงได้ง่ายขึ้น

 

สำหรับอนาคต ‘Agentic AI’ ก็จะมีบทบาทมากขึ้น โดย AI agent ทั้งในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลและการทำงานอัตโนมัติในกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า การปรับแต่งบริการ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งงานสำคัญๆ ในแผนกการเงิน ทรัพยากรบุคคล ไอที ภาษี และการตรวจสอบภายใน เป็นต้น

 

2. หลักฐานและผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ Agentic AI

 

ในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์วัดได้จริงแทนการทดลองแบบไร้ทิศทาง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่า หลายองค์กรยังไม่ได้ใช้ AI agent ในรูปแบบที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และหากขอให้แสดงการทำงานของเอเจนต์เหล่านั้น ก็อาจไม่มีตัวอย่างที่ชัดเจนหรือหลักฐานที่เป็นรูปธรรมให้ดู

 

รายงานของ PwC ฉบับนี้คาดว่าภาพรวมนี้จะเปลี่ยนไปในปีนี้ เพราะทุกองค์กรเริ่มเข้าใจแล้วว่า AI ที่นำไปใช้จริงควรมีหลักฐานและมาตรฐานรองรับ เช่น การเปรียบเทียบกับ benchmark ที่ชัดเจน รวมถึงมีการควบคุม ทดสอบ และสาธิตก่อนใช้งานจริง พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ การนำ Agentic AI ไปใช้ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอน ร่วมกับการตรวจสอบและควบคุมโดยมนุษย์ และทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรม รวมถึงติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งแม้เทคโนโลยีนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่ถ้านำไปใช้ถูกวิธี Agentic AI จะสร้างคุณค่าใหม่ให้ธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง

 

3. กระแสการเกิดขึ้นของ ‘AI generalist’ แรงงานรูปแบบใหม่เริ่มปรากฏ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานจากที่เคยเน้นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาเป็นคนที่มีทักษะความรู้รอบด้านหลากหลายด้านและสามารถจัดการ AI agent ได้ (AI generalist) ตัวอย่างเช่น งานไอที อาจไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญแต่ละภาษาอีกต่อไป เพราะเอเจนต์สามารถทำงานแทนได้ หรือฝ่ายการเงิน เอเจนต์ก็สามารถช่วยจัดการงานเอกสารและตรวจสอบข้อมูล ทำให้พนักงานที่เป็นมนุษย์สามารถใช้เวลาทำงานไปมุ่งเน้นงานที่การวางแผนและการเจรจาต่อรองกับคู่ค้าเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินแทน เป็นต้น

 

สำหรับงานที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง หลายตำแหน่งสามารถให้พนักงานระดับเริ่มต้นที่มีความเข้าใจด้าน AI มาดูแลได้ แต่เมื่อ AI agent เข้ามาทำงานระดับกลางมากขึ้น ความแตกต่างของผลงานจะขึ้นอยู่กับมืออาชีพระดับสูงที่เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และนวัตกรรม ดังนั้น เมื่อมีบุคลากรที่มีความสามารถกระจุกอยู่ทั้งระดับเริ่มต้นและระดับสูง ส่วนระดับกลางมีน้อยลง โครงสร้างของแรงงานในสายงานความรู้จะมีลักษณะคล้ายนาฬิกาทราย แต่ถ้าเป็นงานภาคสนามที่ต้องใช้แรงงานจริง AI agent สามารถเข้ามาแทนที่พนักงานระดับเริ่มต้น และต้องการคนระดับกลางมากขึ้นมาควบคุมและจัดการเอเจนต์เหล่านี้ ทำให้โครงสร้างแรงงานเปลี่ยนเป็นทรงเพชรแทน

 

4. ขับเคลื่อนแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ

 

ในปัจจุบันผู้บริหารเข้าใจดีถึงคุณค่าของแนวทางการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (responsible AI: RAI) ในการเพิ่มผลตอบแทน ประสิทธิภาพ และนวัตกรรม แต่เกือบครึ่งยังนำไปใช้จริงได้ยาก ซึ่งในปีนี้ องค์กรมีแนวโน้มที่จะแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการนำระบบ RAI ที่เป็นมาตรฐานและเครื่องมือใหม่ๆ มาใช้ เช่น ระบบตรวจสอบอัตโนมัติ การตรวจจับ deepfake และการจัดการสินค้าคงคลังด้วย AI เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี การสร้างระบบ RAI ให้ได้ผลดีและคุ้มค่านั้นต้องอาศัยการพัฒนาทักษะของบุคลากร มีการจัดระดับความเสี่ยง (risk tiering) พร้อมทั้งปรับปรุงเครื่องมือและเอกสารต่างๆ ให้ชัดเจน ซึ่งเมื่อระบบ RAI ถูกนำมาใช้อย่างถูกต้อง องค์กรก็จะได้รับประโยชน์ทั้งด้านประสิทธิภาพ นวัตกรรม และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

 

5. จัดการ AI เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้

 

AI agent ช่วยให้ทุกคนสร้างไอเดียใหม่และทดลองใช้งานได้ แม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะเทคนิค แต่การนำไปใช้จริงในองค์กรยังคงต้องพึ่งทีมเทคโนโลยีเพื่อปรับการใช้งานให้เหมาะสมและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รายงานชี้ว่าหัวใจสำคัญคือ ‘ชั้นการจัดการ’ (orchestration layer) ที่เปรียบเหมือนศูนย์ควบคุมกลางที่ช่วยตรวจสอบ ปรับปรุง และเชื่อมโยงไอเดียกับกลยุทธ์หลักขององค์กร พร้อมลดความเสี่ยงและรักษาความสอดคล้องกับเป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ชั้นการจัดการที่ดีควรใช้งานง่าย มีีแดชบอร์ดและเครื่องมือ drag & drop ให้สร้างเวิร์กโฟลว์ใหม่ได้ง่าย และรองรับข้อมูลเรียลไทม์ โดยต้องมีระบบความปลอดภัยและควบคุมแบบรวมศูนย์ เพื่อให้บริหาร AI ได้ทั่วทั้งองค์กร

 

6. ผลตอบแทนธุรกิจผลักดันให้ AI ช่วยสร้างความยั่งยืนในองค์กร

 

รายงานของ PwC ระบุว่า แม้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่า AI จะเป็นประโยชน์หรือภาระต่อความยั่งยืนในปีนี้ แต่แนวโน้มที่เด่นชัดคือ AI จะช่วยองค์กรประหยัดต้นทุนและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การอนุมัติการใช้โทเคน (token) เมื่อจำเป็น และการจัดเวลาใช้พลังงาน ทั้งนี้ AI ยังช่วยเพิ่มรายได้ โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อขยายตลาดสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ติดตามห่วงโซ่อุปทาน ลดค่าใช้จ่าย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นต้น

 

ท้ายที่สุด การนำ AI มาประยุกต์ใช้อย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้ธุรกิจไทยพร้อมรับมือและเติบโตอย่างมั่นคงในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ขอให้ทุกองค์กรก้าวสู่อนาคตด้วยความมั่นใจและประสบความสำเร็จครับ

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko/Getty Images

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising