×

Humanoid Robots: From Labs to Real Work หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จากห้องทดลองสู่โลกการทำงานจริง

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2026
หวงคุนจาก AGIBOT บรรยายเรื่อง Physical AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026

Physical AI สู่โลกทำงานจริง คาด 3–7 ปีสู่การใช้งานในครัวเรือน

 

หวงคุน รองประธาน AGIBOT ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวบนเวที Humanoid Robots: From Labs to Real Work ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพหรือ Physical AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ต้องรอคอยอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่การปฏิบัติงานจริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันบริษัทกำลังมุ่งเน้นการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมและภารกิจที่ไม่ซับซ้อน ก่อนจะต่อยอดไปสู่งานที่มีความซับซ้อนสูง และตั้งเป้าหมายระยะยาวในการเข้าไปช่วยดูแลครอบครัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีอีกราว 3–7 ปี

 

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ก้าวพ้นห้องทดลอง สู่พนักงานหน้าร้านและงานโรงงาน

 

AGIBOT X2 Ultra ได้ร่วมสาธิตการสื่อสารและตอบคำถามบนเวที โดยหวงคุนได้ระบุถึงการนำไปใช้งานจริงในปัจจุบันว่า หุ่นยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาความฉลาดครอบคลุม 3 ด้าน คือการปฏิสัมพันธ์ การเคลื่อนไหว และการหยิบจับควบคุม โดยขณะนี้มีหุ่นยนต์รุ่น X2 มากกว่า 100 ตัวถูกนำไปปฏิบัติงานจริงในร้านค้าปลีกเพื่อทำหน้าที่เป็นพนักงานแนะนำสินค้า ซึ่งถือเป็นการใช้งานเชิงพาณิชย์จริง ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง โดยหุ่นยนต์สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลสินค้าและโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อทักทาย นำทาง แนะนำข้อมูล และช่วยปิดการขายได้โดยไม่เหนื่อยล้า

 

นอกจากนี้บนเวทียังมีการอธิบายถึงแนวทางการตัดสินใจของหุ่นยนต์เมื่อได้รับคำสั่งที่ขัดแย้งกันในที่ทำงานว่า จะประเมินผ่านกรอบการทำงาน 3 ระดับ ได้แก่ ด้านความปลอดภัยซึ่งต้องมาก่อนเสมอ ด้านความชัดเจนโดยจะสื่อสารและชี้ให้เห็นข้อขัดแย้งแทนการคาดเดาไปเอง และด้านบริบทของเป้าหมายภาพรวม เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานที่ช่วยเหลือมนุษย์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

 

3 ปัจจัยหนุนตลาดโต และกลยุทธ์ 1+3+X สู่ผลิตภาพจริง

 

หวงคุนอธิบายว่า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา จากความก้าวหน้าใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตเต็มที่จนสามารถผลิตจำนวนมากได้ ส่งผลให้ราคาลดลงและคุณภาพเสถียรขึ้น การพัฒนาการเก็บข้อมูลจริง และการพัฒนาโมเดลสมองอัจฉริยะ (Brain Intelligence) ซึ่งทำให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกภายนอกและใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เต้นโชว์ โดยอ้างอิงรายงานของ Omdia ในปี 2025 ว่าบริษัทมียอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 5,100 ตัว คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดโลกราว 40% และทำรายได้แตะ 1 พันล้านหยวนได้เร็วที่สุดในกลุ่มบริษัท AI ของจีน

 

สำหรับการประยุกต์ใช้งานนั้น หวงคุนได้เผยกลยุทธ์ 1+3+X ที่เริ่มต้นจากตัวฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ ผสานความฉลาด 3 ด้านคือ การปฏิสัมพันธ์ การเคลื่อนที่ และการควบคุมสั่งการ เพื่อตอบโจทย์การเพิ่มผลิตภาพ โดยปัจจุบันหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบมีล้อได้เข้าไปทำงานจริงแล้วในหลายองค์กร เช่น การขนถ่ายสินค้าใน Longcheer ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต ODM รายใหญ่ งานจัดการวัสดุในโรงงานของ SAIC Motor และการปฏิบัติงานในระบบโลจิสติกส์ของ Jingdong Logistics

 

ตลาดล้านล้านดอลลาร์ และโอกาสร่วมสร้างระบบนิเวศของไทย

 

หวงคุนประเมินว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มีศักยภาพเติบโตเป็นตลาดมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเปรียบเทียบว่าขนาดตลาดอาจเทียบเท่ากับจำนวนยอดขายโทรศัพท์มือถือคูณด้วยราคาเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี การจะก้าวไปถึงจุดที่หุ่นยนต์เข้าไปทำงานบ้านที่ซับซ้อนในทุกครัวเรือน เช่น ทำอาหารหรือซักผ้า ยังต้องรอจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยีที่เปรียบเหมือนยุค ChatGPT 3.5 ของวงการหุ่นยนต์ ซึ่งคาดว่าจะมาถึงภายในช่วง 3–7 ปีข้างหน้า

 

ในช่วงท้ายหวงคุนได้ให้ข้อเสนอแนะต่อภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในประเทศไทยว่า ไม่ควรรอซื้อเทคโนโลยีเมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ควรเข้ามามีส่วนร่วมสร้างระบบนิเวศตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเปิดเผยว่าหนึ่งในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยเป็นผู้ลงทุนยุคแรกเริ่มของบริษัท และมองว่าความเปิดกว้างของนโยบายภาครัฐรวมถึงเอกชนไทยจะช่วยให้ประเทศมีศักยภาพในการคว้าโอกาสจากคลื่นการเติบโตของ Physical AI ครั้งนี้


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories