อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อสัปดาห์หน้าได้ข้อยุติการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังเจรจาหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีจำนวน สส. ไม่เพียงพอในการยื่นเช่นกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยื่นร่างแก้ไขฯ ของแต่ละพรรคโดยรวมเนื้อหาเป็นร่างเดียว หรือเสนอแยกกันไปแต่ละพรรค โดยร่วมกันเข้าชื่อให้ครบจำนวนเพื่อเสนอเข้าไปทุกร่าง
ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ค่อนข้างจะมีความเห็นในหลักการเดียวกัน คือ 1. ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทย และ 2. ต้องไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน
“ผมเห็นร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆ ไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้น การเลือกตัว สสร. ก็จะมีปัญหา ซึ่งพยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด ก็จะมีความสับสนอยู่” อภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนความเห็นต่อกรณีที่มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาในนามพรรคภูมิใจไทย แทนที่จะเป็นการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งที่เป็นกฎหมายสำคัญนั้น อภิสิทธิ์มองว่า เป็นเรื่องของการกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ส่วนตัวก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ที่ไม่มีร่างของ ครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป
“ก็เป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลก็บอกชัดตั้งแต่ต้นว่าไม่ทำเรื่องนี้ จึงไม่เขียนในนโยบาย”
ผุดไอเดียหยั่งเสียงประชาชนเลือก สสร. แทนการเลือกตั้ง
สำหรับหลักการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. หรือไม่ เพราะอาจเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ตามแนวคิดส่วนตัวขณะนี้ อยากให้ใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวคือ ให้ประชาชนสามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สสร. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
อภิสิทธิ์ชี้ว่า ระบบดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้เป็นวงกว้าง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเลือกตั้งเหมือนการไปเลือก สส. แต่ถ้ามีข้อทักท้วงว่า แล้วประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะทำอย่างไร ก็อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนลงทะเบียนในตำบลของตัวเองแล้วใช้สิทธิ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
“ทั้งหมดก็ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการหยั่งเสียงเท่านั้น ดังนั้น ชื่อของ สสร. ที่ได้มา ก็ไม่ใช่ชื่อสุดท้าย เพราะต้องเอามาให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรคประชาธิปัตย์คิดอยู่ในขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน ในแต่ละพรรคก็มีความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับการที่จะได้มาของ สสร.”
อภิสิทธิ์ยังคาดว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย อาจเหมือนกับพรรคประชาชน ที่ต้องการให้มีกระบวนการคล้ายการเลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย ซึ่งน่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า แต่ก็สุดแท้แต่ เพราะวิธีการนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น
เสียดายกระบวนการจัดทำ รธน. ต้องเริ่มใหม่ อาจไม่ราบรื่น
อภิสิทธิ์ยังให้ความเห็นถึงโอกาสที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จ โดยระบุว่า ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้มีอำนาจ ซึ่งวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า สว. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะไม่ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แม้เสียงของ สว. จะเป็นเสียงต่างหากของเสียงข้างมากในรัฐสภา ดังนั้น ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่านก็ผ่านยาก เช่นเดียวกัน ถ้าเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่เสียงของฝ่ายค้านไม่ได้ตามเงื่อนไข ก็ผ่านไม่ได้
“ใจผมตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็พยายามจะบอกว่า ความจริงสามารถหาฉันทามติให้ได้ระดับหนึ่ง ผมจึงน่าเสียดายว่า ถ้า ครม. ยืนยันร่างเดิมที่เคยเข้าสภาฯ และกรรมาธิการเคยพิจารณาเสร็จแล้ว ก็เอาตรงนั้นเป็นตัวตั้ง เราก็จะหลีกเลี่ยงการถกเถียง หลายต่อหลายเรื่องได้
“แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจไม่ทำอย่างนั้น เราก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ จึงไม่ง่ายที่จะให้ทุกอย่างราบรื่น เพราะช่องว่างยังมีอยู่ และประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็นความต่างชัดเจนในตอนนี้ คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนว่า จะมากน้อยแค่ไหน กับปัญหาเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ก็จะกลับมาอีก” อภิสิทธิ์กล่าว
ขณะที่เงื่อนไขให้เสียงเห็นชอบของ สว. จำนวน 1 ใน 4 ของวุฒิสภานั้น อภิสิทธิ์กล่าวว่า ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มองว่า ล้อตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในการให้ความเห็นชอบ แต่จะเหมาะสมหรือไม่ ความเห็นก็แตกต่างกันไป และมีการปรับจำนวน ที่พรรคภูมิใจไทยปรับจาก 1 ใน 3 เป็น 1 ใน 4 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ที่พูดคุยกันเบื้องต้น อาจจะลดลงไปอีก ก็จะดี
“เราต้องเข้าใจ หลักรัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ใช้กับทุกคน สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบได้ ที่เขามีบทบัญญัตินี้ในรัฐธรรมนูญ เพียงป้องกันไม่ให้เสียงข้างมาก มากำหนดทุกเรื่อง ดังนั้น แม้จะเสียงข้างมากในรัฐสภา หากจำนวน สว. หรือ ฝ่ายค้านไม่ถึงในระดับหนึ่ง ก็มองว่า ควรจะเปิดโอกาสให้ทักท้วง เพราะหากไม่มีการกำหนดเกณฑ์ใดเลย การไปยกร่างรัฐธรรมนูญตามเสียงข้างมาก ก็สามารถลากทุกอย่างไปได้ และเสียงข้างน้อย ก็ไม่ได้มีสิทธิใดๆ
“เพียงแต่ขั้นตอนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่ สสร . ยกร่างแล้วเสร็จ ก่อนการนำไปออกเสียงประชามตินั้น ไม่ได้เป็นการเสนอจาก สส. หรือพรรคการเมือง แต่เป็นการยกร่างโดย สสร. ที่ผูกพันกับรัฐสภา” อภิสิทธิ์ระบุ


