‘กรมสรรพสามิต’ ประเมินลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ B20-E20 สูญรายได้ 1.5 หมื่นล้านบาทใน 3 เดือน หลังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบหลัก ‘แสนล้านบาท’ ซึ่งนับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สินนอกงบประมาณ (Off-Budget Liabilities) ให้กับการคลังไทย ขณะที่ KResearch ย้ำภาครัฐจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ควบคู่กับการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ในช่วงที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อของครัวเรือนยังเป็นข้อกังวล
Key Point
วันนี้ (28 ตุลาคม) พรชัย ธีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเวลา 3 เดือน อาจทำให้รายได้ภาษีลดลงประมาณ 15,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 5,000 ล้านบาทต่อเดือน ภายใต้สมมติฐานว่า ผู้ใช้รถเปลี่ยนจากน้ำมันประเภทเดิมมาใช้ B20 และ E20 เพิ่มขึ้นประมาณ 25%
ทั้งนี้ ครม. ได้มีมติปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร (ลด 5.522 บาทต่อลิตร) และ E20 จาก 6 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร (ลด 5.648 บาทต่อลิตร) เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2570
หวังลดภาระกองทุนน้ำมันฯ พร้อมเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
พรชัย กล่าวต่อว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) การใช้กลไกภาษีช่วยแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ (2) เพิ่มการใช้ผลิตผลทางการเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมันและอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
ทั้งนี้ ตามประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 กองทุนฯ มีฐานะติดลบรวม 105,452 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 63,811 ล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ติดลบ 41,641 ล้านบาท
ซึ่งนับเป็นการกลับมาติดลบเกิน 1 แสนล้านบาท เป็นรอบที่ 2 หลังจากเคยติดลบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลฐานะกองทุนฯ ดังกล่าวยังไม่สามารถบอกได้โดยตรงว่าการลดภาษี B20 และ E20 จะช่วยลดภาระการชดเชยของกองทุนฯ ได้เท่าใด จึงต้องติดตามตัวเลขการชดเชยก่อนและหลังเริ่มมาตรการประกอบการประเมินผล
ยังไม่สรุปต่ออายุมาตรการ รอประเมินผลครบ 3 เดือน
พรชัยระบุว่า กรมสรรพสามิตยังไม่สามารถตอบได้ว่า จะขยายระยะเวลาลดภาษีออกไปหรือไม่ โดยจะต้องติดตามผลในช่วง 3 เดือนก่อนประเมินและรายงานต่อกระทรวงการคลังและรัฐบาล
“ถามว่าจะต่อหรือไม่ต่อ อันนี้ผมยังตอบ ณ วันนี้ไม่ได้ ต้องดูผลของมาตรการที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า เราก็จะมาประเมินแล้วนำรายงานต่อกระทรวงการคลังและรัฐบาลต่อไป” พรชัยกล่าว
เล็งขยายฐานภาษี-ปรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีชดเชยรายได้
สำหรับการชดเชยรายได้ภาษีที่ลดลง พรชัยระบุว่ากรมสรรพสามิตจะพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ขยายฐานภาษี ทบทวนการประเมินราคาอ้างอิง และพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางประเภทที่มีผู้ได้รับประโยชน์จำกัด
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมสรรพสามิตระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจะชดเชยรายได้ที่ลดลงประมาณ 15,000 ล้านบาทได้ทั้งหมดหรือไม่
“ถ้าถามว่าจะชดเชยมาได้เต็ม 15,000 ล้านบาทไหม ก็คงต้องลองดูต่อไป” พรชัยกล่าว
ส่องปริมาณการใช้ E20-B20 ก่อนเริ่มมาตรการ
ตามข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ย 37,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 5.90 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินโดยรวมอยู่ที่ 201,700 บาร์เรลต่อวัน หรือ 32.1 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สะท้อนว่า E20 มีสัดส่วนประมาณเกือบ 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดเบนซินโดยรวมตั้งแต่ก่อนเริ่มมาตรการลดภาษี
ส่วนน้ำมันดีเซล B20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ย 12,500 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 10,200.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เมื่อเทียบกับดีเซลโดยรวมที่ 424,200 บาร์เรลต่อวัน หรือ 67.4 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.0% (YoY)
แม้ปริมาณการใช้ B20 จะเติบโตมากกว่า 100 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 3% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลโดยรวม ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า B20 ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดดีเซลทั้งหมด แม้มีอัตราการเติบโตสูงก็ตาม
S&P Global เตือน กองทุนน้ำมันฯ เสี่ยงกระทบฐานะการคลังไทย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ S&P Global Ratings ชี้ว่า หนี้สินนอกงบประมาณ (Off-Budget Liabilities) บางส่วนที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นอีกความเสี่ยงของฐานะการคลังไทย
นอกจากนี้ Kim Eng Tan กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ S&P Global Ratings ยังกล่าวว่า ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยไม่น่ากังวลมาก เนื่องจาก ได้สะท้อนอยู่ในอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในกรณีของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ BBB+ แต่สิ่งที่ S&P กังวลคือทิศทางของหนี้ หากยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อไปจะยิ่งสร้างแรงกดดันเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือเมื่อเวลาผ่านไป
“แม้ตัวเลขในงบประมาณอาจดูดี แต่ก็ยังต้องกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินนอกงบประมาณที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน โดยหากในระยะยาวหนี้สินของกองทุนน้ำมันฯ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งรัฐบาลจะถูกบังคับให้ต้องชำระหนี้ดังกล่าว และหนทางเดียวที่จะหาเงินมาได้ก็คือการใช้งบประมาณแผ่นดินมาชำระ” Kim Eng Tan กล่าว
KResearch ประเมินลดภาษีสรรพสามิตคุ้มแค่ไหน
ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การประเมินความคุ้มค่าของมาตรการลดภาษีสรรพสามิต B20 และ E20 ทำได้ยาก เนื่องจากมาตรการมีหลายวัตถุประสงค์ ทั้งการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง บรรเทาค่าครองชีพ และส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร
ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าของมาตรการจึงต้องพิจารณาว่าการลดภาษีส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มลดลงมากน้อยเพียงใด และสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้เชื้อเพลิงทั้งสองประเภทเพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับรายได้ภาษีที่รัฐคาดว่าจะลดลง
ณัฐพรประเมินว่า แม้วงเงินรายได้ภาษีที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 15,000 ล้านบาทใน 3 เดือน จะมีขนาดเล็กกว่าฐานะติดลบของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมากกว่า 100,000 ล้านบาท แต่การดำเนินมาตรการยังมีส่วนช่วยประคองสถานการณ์และชะลอไม่ให้ภาระกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงและเป็นปัจจัยภายนอกที่ภาครัฐควบคุมได้ยาก
สำหรับแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป ณัฐพรระบุว่า ภาครัฐจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับการบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยในหลักการ การลดภาระกองทุนน้ำมันฯ ต้องลดการอุดหนุนลง แต่การดำเนินการในช่วงที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อของครัวเรือนยังเป็นข้อกังวล จำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบทั้งสองด้านควบคู่กัน

