วันนี้ (28 ตุลาคม) เวลา 09.00 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ‘สังคมอยู่ดี มีพลัง : นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ’ และกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘ร่วมผนึกพลังทุกภาคส่วน ก้าวสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน’
นายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งว่า เวทีนี้เป็นเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ถ้าเป็นสมัยก่อนตนไม่ต้องมีโพย แต่เนื่องจากอ่อนซ้อมมาหลายปีแล้ว ออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาตั้งแต่ปี 2566 ช่วง 3 ปีที่ตนไม่ได้อยู่กระทรวงสาธารณสุข ที่กระทรวงและสำนักงานสุขภาพแห่งชาติก็คงได้มีการพัฒนา ยกระดับ และปรับโครงสร้าง ทำงานเพื่อสุขภาพ สุขภาวะของประชาชนไปได้ไกลมากแล้ว ไม่ต้องดูอะไรมาก เพราะตอนนี้กระทรวงก็มีความสงบสุขดี มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน พัฒนา พร้อมพัฒน์ ก็ไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ช่วงที่ตนอยู่กระทรวงสาธารณสุข 3 ปี โดนทุกปี โดนอภิปราย 3 ปีซ้อน
ส่วนช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด ด้วยความเป็นปึกแผ่นของบุคลากรของกระทรวง เราทำงานอย่างเต็มที่เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน ทุกคนทำงานโดยไม่มีความเกรงกลัวต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือเกรงกลัวต่อการตรวจสอบใดๆ ทุกครั้งเราสามารถชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและมาเป็นกำลังใจให้กับเรา ตนจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่มาเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติประมาณปี 2565 เป็นช่วงที่โควิด กำลังรังแกพวกเรา แต่ได้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นเครือข่ายในการทำให้ประชาชนปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องสร้างให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านสาธารณสุขไปอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ พร้อมกับการปรับนโยบายและยุทธศาสตร์ เพราะจากนี้ไปประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ เราต้องไม่กลัวกับคำว่าสังคมผู้สูงอายุ แต่เราต้องเดินเข้าไปด้วยความมั่นคงมั่นใจ อีกทั้งต้องมองว่าพ่อแม่จะได้อยู่กับเรานานๆ เราและคนรู้จักจะได้มีชีวิตอยู่นานๆ ได้เห็นคนที่อายุมากขึ้นยังมีความแข็งแรง สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้อย่างมากมาย สมัยก่อนอายุ 77 ปีเกือบติดเตียงแล้ว คนที่เป็นลูกเป็นหลานทำงานอยู่ก็ต้องลากลับไปดูแล การทำงานประสบปัญหาเรื่องความก้าวหน้า จึงทำอย่างไรที่รัฐบาลจะดูแลสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุด
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จุดแข็งของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติคือเราเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้นำความรู้และมุมมองที่หลากหลายมาแลกเปลี่ยนกัน นำข้อเสนอมาออกแบบเป็นนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ใครจะว่าอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องของต้นทุนที่ดูแลสุขภาพของประชาชนแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยืนยันว่ารัฐบาลต้องจัดสรรมาให้ได้ เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่ารัฐบาลจะต้องลำบากเรื่องของการจัดสรรงบประมาณขนาดแค่ไหน ซึ่งเรื่องสุขภาพประชาชนเป็นเรื่องเดียวที่สำนักงบประมาณไม่กล้าตัด
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ภายในอีก 6-7 ปีข้างหน้า เราต้องปรับเรื่องสุขภาพโดยเน้นเรื่องการป้องกันโรค พร้อมกับเสริมสร้างสุขภาพ ซึ่งการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกจะนำไปสู่การซ่อมแซมสุขภาพได้อย่างเต็มที่ ขณะที่เรื่องของการแพทย์ในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2562 เราให้ความสำคัญเรื่องนี้มากมีโควิดเข้ามา เราไม่ได้ปล่อยให้โควิดคุกคามเราเท่านั้น แต่ได้ใช้ศักยภาพด้านการสาธารณสุขของไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และทำให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับวิกฤตทางสาธารณสุขและโรคระบาดได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรัฐบาลใช้แนวทางดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการขยายการดูแลประชาชนในด้านสาธารณสุข เราต้องทำให้คนสูงอายุช่วยลดภาระของคนวัยทำงาน เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้สร้างรายได้ เพื่อที่ประเทศจะนำเงินเหล่านี้มาเป็นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ สังคมสูงวัยก็จะสามารถอยู่ร่วมกันกับสังคมปกติได้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน
อนุทินกล่าวอีกว่า สำหรับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่ว่าข้างในจะมีความขัดแย้งบ้างในเรื่องของแนวทางการดำเนินงาน มีการติดเงินโรงพยาบาล จ่ายไม่ทันบ้าง แต่ประชาชนยังได้รับการดูแล เรื่องเงินเรื่องทองในส่วนที่งบประมาณแต่ละปีของรัฐบาล ตนจึงบอกว่าพวกท่านไม่ต้องห่วง เพราะสุขภาพของพวกท่านคือสิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาล พอมีงบกลางหรืองบที่ต้องประหยัดจากส่วนอื่นได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือสมทบกลับเข้าไปยัง สปสช. เพื่อให้นำไปจ่ายองค์การเภสัชกรรมและโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณ แต่ยืนยันว่าเรื่องสุขภาพของประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ รวมถึงระบบต่างๆ ที่ใช้ในการดูแลประชาชนต้องแม่นยำ
“สำหรับประเทศไทยยังยืนยันว่ายังรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเข้มงวด แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ได้แบบสุรุ่ยสุร่าย ซึ่งวินัยการเงินการคลังที่เข้มงวดทำให้เรามีงบประมาณนำมาบริหารได้ในทุกมิติ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ครั้งที่ผ่านมาที่ไทยเป็นเจ้าภาพ มีการพูดคุยหลายเรื่อง เมื่อคนทำงานมีสัดส่วนที่ลดลง AI เข้ามามีบทบาท ประกอบกับมีคนเกษียณอายุ ประเทศไทยจึงต้องคิดยุทธศาสตร์ใหม่ว่าจะจัดกำลังคน จัดงบประมาณ และการบริการอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนได้รับการดูแล และช่วงหนึ่งของการประชุม World Bank มีการนำเสนอรายงานว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็วมาก ในปี 2033 จะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มที่ ในรายงานได้แนะนำให้ประเทศไทยป้องกันด้านสุขภาพมากขึ้น เสริมบริการปฐมภูมิ รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอเหล่านี้ชี้ให้เห็นโจทย์ที่เป็นรูปธรรม คือกำลังคนด้านสาธารณสุขที่จะทำอย่างไรให้เพียงพอ เมื่อความต้องการการดูแลมากขึ้น แต่จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ ระบบก็จะไม่สามารถเดินได้
ขณะเดียวกัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการส่งเสริมการดูแลสุขภาพที่ดี วันนี้รัฐบาลจะพัฒนาอุตสาหกรรม Wellness หรือเศรษฐกิจด้านสุขภาพและสุขภาวะให้กว้างขึ้น การป้องกันโรค การฟื้นฟู การเตรียมพร้อมก่อนวัยชรา การดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
อีกมิติที่คิดว่าประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดได้มากคือการนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาพัฒนาให้สอดคล้องกับโรคสมัยใหม่ เช่น แพทย์แผนจีน แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ควบคู่กับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสมัยใหม่ ดังนั้น โอกาสในการพัฒนาประเทศจึงอยู่ในระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพ แต่การเติบโตต้องวางอยู่บนความเชื่อมั่น ประชาชนต้องได้รับการบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้
“วิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่เกี่ยวกับระบบสุขภาพของคนไทย คือต้องสร้างระบบสุขภาพที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี เข้าโรงพยาบาลให้น้อยลง ขณะเดียวกันส่งเสริมอุตสาหกรรม Wellness สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าประเทศมีเศรษฐกิจที่ดี โดยธรรมชาติจะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และคนที่ดูแลรักษาตัวเองได้จะมีกำลังไปพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งการมีสุขภาพดีของคนกับการพัฒนาให้ประเทศมีความเข้มแข็งในทุกด้านเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมผู้คนและองค์ความรู้เข้าด้วยกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพร้อมให้การสนับสนุนทุกเรื่อง เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข แม้ว่าจะไม่ได้ดูแลโดยตรงก็ตาม เพราะมั่นใจในการทำงานของเพื่อนข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุขของไทย วันนี้มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขด้วย ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ให้การสนับสนุนนโยบายต่างๆ ที่ดีของท่าน สาธารณสุขจะต้องพัฒนาต่อไป สาธารณสุขยุคพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็ชื่อพัฒนาด้วย ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติตนได้มากล่าวปาฐกถาในวันนี้ หากขาดตกบกพร่องอย่างไรให้บอกรัฐมนตรีพัฒนา เดี๋ยวเขามาบอกผมเอง ผมติ๊กและเซ็นอย่างเดียว อนุมัติโดยอนุทิน

