วันนี้ (24 ตุลาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘คุยกับ ครม. อนุทิน’ โดยได้ตั้งข้อสังเกตต่อประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ที่ระดับ 2.1% พร้อมมอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กลับไปตรวจสอบรายละเอียดและวิธีการคำนวณใหม่อีกครั้ง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหลายด้านสะท้อนภาพที่แตกต่างจากประมาณการเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงกว่ามูลค่ารวมของปีที่แล้วถึง 30% ขณะที่การส่งออกขยายตัวกว่า 20% และรัฐบาลยังเห็นสัญญาณบวกจากการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มสูงขึ้น
รวมถึงการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อตัวแปรหลักขยับขึ้นพร้อมกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 2.1% โดยเน้นย้ำว่าตัวเลข GDP มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนทางการเงิน หากไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำ อาจจำกัดโอกาสการระดมทุนจากต่างชาติ
สำหรับการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลได้วางตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยใหม่ โดยไทยจะไม่แข่งขันด้วยค่าแรงราคาถูก ค่าไฟราคาถูก หรือรับงานประกอบสินค้าเพื่อกินเพียงค่าจ้าง แต่จะต้องขายความพร้อมด้านบุคลากร ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค
“คุณไม่ได้มาเมืองไทยเพื่อมาหาแรงงานถูก มาผิดที่ ถ้ามาอย่างนั้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
พร้อมชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบด้านระบบคมนาคม ทั้งโครงข่ายทางบก ราง อากาศ และทางน้ำ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10-20 ปีที่ผ่านมา ทั้งรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ สปป.ลาว จีนตอนใต้ จนถึงมาเลเซีย เริ่มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต สามารถเชื่อมต่อกับตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคนได้ ไม่ใช่เพียงตลาดในประเทศ 70 ล้านคน
ในด้านพลังงาน แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน แต่ไทยยังไม่ประสบปัญหาขาดแคลน รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันการลดใช้น้ำมันและหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเตรียมเปิดทางให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในครัวเรือน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างรายได้ระยะยาว และนำกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมต่อไป
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความพร้อมของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยรัฐบาลเตรียมต่อยอดความสำเร็จนี้ไปสู่ภาคธุรกิจ MICE การลงทุน และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการจัดทำตัวเลขเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก


