CPF ได้ประกาศ ยุทธศาสตร์ AI และพันธุศาสตร์ เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมอาหารไทย หวังผลักดัน ‘อาหารไทย’ ก้าวสู่การเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ ของโลก ด้วยการเปลี่ยนจากการส่งออกเชิงปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับสากล พร้อมอัดฉีดงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 20,000 – 25,000 ล้านบาท เน้นระบบ Automation, Robotics และ AI เพื่อให้ได้ ‘ของดีในราคาที่แข่งขันได้’
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน (Climate Change) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก คำว่า ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ (Food Security) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น ‘สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Asset) ที่ทุกประเทศต้องแย่งชิงและปกป้อง
ในงาน Beyond Global Food: Innovating for a Food-Secure Future ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน CP Innovation Exposition ‘ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ’ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้แสดงวิสัยทัศน์ฉากทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรมอาหารไทย พร้อมกางโรดแมปการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพันธุศาสตร์ (Genetics) เข้ามาปฏิวัติวงการเกษตรและอาหารแบบครบวงจร
จากผู้ส่งออกเชิงปริมาณ สู่การสร้างมูลค่า
ประสิทธิ์ เปิดเผยมุมมองว่า ในอดีตประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลก แต่โครงสร้างส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการขายเชิงปริมาณ (Volume-based) ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีรายได้ไม่สูงเท่าที่ควร
“โลกกำลังมองหา Food Security และ Food Innovation ประเทศไทยมีชัยภูมิทางการเกษตรที่ดีมาก อากาศไม่แกว่งรุนแรงเหมือนยุโรปหรือจีน หากเราวาง Positioning ให้ดี อาหารไทยจะเป็น Strategic Asset สำคัญของประเทศ แต่เราต้องเปลี่ยนจาก Volume-based มาเป็น Value Creation และเร่งสร้าง Productivity ในระดับ Global Scale” ประสิทธิ์ กล่าว
หมดยุค ‘ของดีราคาแพง’ AI และ Automation คือคำตอบ
หนึ่งใน Highlight สำคัญจากการแสดงวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือคำประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในโครงสร้างการผลิตของ CPF โดยเน้นย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงกิมมิกทางธุรกิจ แต่คือเครื่องมือหลักในการ ‘ลดความผันผวน (Reduce Volatility)’ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ประสิทธิ์ กล่าวว่า CPF อัดฉีดงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 20,000 – 25,000 ล้านบาท โดยเน้นน้ำหนักไปที่ระบบ Automation, Robotics, กล้องตรวจจับ AI (Vision System) รวมถึงการพัฒนา AI Pyramid เพื่ออัปสกิลพนักงานทั้งองค์กร
“หมด ยุคของดีราคาแพงแล้ว สมัยก่อนของดีต้องราคาแพง แต่ยุคนี้ต้องเป็น ‘ของดีในราคาที่แข่งขันได้’ วิธีเดียวที่จะปิดช่องว่างนี้ได้คือการนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วย ตั้งแต่การทำ Prediction ล่วงหน้า การปรับสูตรอาหารสัตว์ ไปจนถึงระบบโรงงานที่ Machine คุยกันเอง เพื่อสร้างสปีดและประสิทธิภาพสูงสุด”
สู้บนเวทีโลกด้วย ‘นวัตกรรม’ ไม่ใช่ ‘ราคา’
นอกจาก AI แล้ว หัวใจที่เป็นรากฐานที่เข้มแข็งที่สุดของ CPF คือเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และพันธุศาสตร์ (Genetics) การพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง สุกร และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ CPF สามารถรับมือกับโรคระบาดและความท้าทายใหม่ๆ ได้ดีกว่าคู่แข่ง
ในฝั่งตลาดส่งออก ประสิทธิ์ ชี้ว่า การแข่งขันในตลาดโลกไม่สามารถสู้ด้วยราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวได้ โดยยกตัวอย่างว่า ไก่สดบราซิลที่มีต้นทุนข้าวโพดถูกกว่าไทยเกือบเท่าตัว ดังนั้น แล้ว ไทยต้องสู้ด้วยความประณีต นวัตกรรม และมาตรฐานระดับสูง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือโครงการ ‘ไก่ไทยไปอวกาศ’ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ Space Safety Standard ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก แต่ยังเป็นการพิสูจน์มาตรฐานยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบ

โตคนเดียวไม่ได้ ต้องยกแผงทั้ง Supply Chain
ในตอนท้าย คุณประสิทธิ์ย้ำถึงบทบาทของ CPF ในการเป็น National Capability Builder ที่พร้อมผนึกกำลังกับซัพพลายเออร์และ SME ไทยกว่า 5,500 ราย ผ่านโครงการ SME Excellence เพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยี ถ่ายทอด Know-how และพาเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน
“ความสำเร็จของอาหารไทย ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เราต้องรวมพลังกันทั้ง Value Chain ตั้งแต่เกษตรกร SME ภาครัฐ ไปจนถึงสถาบันวิชาการ เพื่อนำประเทศไทยออกไปเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
แผน IPO ‘ซีพี เวียดนาม’ รอสัญญาณไฟเขียวจาก ก.ล.ต. เวียดนาม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เป็นที่สนใจ คือความคืบหน้าการนำ บริษัท ซีพี เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น (C.P. Vietnam) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ประสิทธิ์กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการทั้งหมดฝั่ง CPF ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว
“ตอนนี้ทางเวียดนามแจ้งว่ายังอยู่ในขั้นตอนการรอพิจารณาอนุมัติจาก ก.ล.ต. เวียดนาม ซึ่งเป็นไปตามกรอบไทม์ไลน์การทำงานของทางภาครัฐเวียดนามเอง เราไม่สามารถไปบังคับหรือเร่งขั้นตอนของ ก.ล.ต. ได้ จึงยังไม่มีอัปเดตเพิ่มเติมในส่วนนี้ แต่กระบวนการภายในของเรายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง” ประสิทธิ์ กล่าว

