การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา (US Mid-Term Election) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์ที่ออกมาไม่เพียงแต่เป็นตัวกำหนดทิศทางอำนาจทางการเมืองในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญโดยตรงต่อสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้น S&P 500 ตลอดจนแนวโน้ม นโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค และนโยบายภูมิรัฐศาสตร์โลก
ประเด็นสำคัญ
ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth เพื่อเจาะลึกสถิติย้อนหลัง ประเมินฉากทัศน์ทางการเมือง พร้อมฉายภาพผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และนำเสนอแนวทางจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวน
โดยชาตรี ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอดีต จะพบรูปแบบการเคลื่อนไหวที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเฉลี่ยแล้ว ในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าปีปกติ โดยอยู่ที่ประมาณ 5.8% ขณะที่ในช่วง 12 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ตลาดมักจะอยู่ในภาวะซบเซาหรือปรับฐานลง โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบราว 0.7%
อย่างไรก็ตาม ภาพการลงทุนจะพลิกกลับเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งสถิติชี้ว่าดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถปรับตัวขึ้นไปได้เฉลี่ยถึง16% ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งก็ตาม
ทั้งนี้ ชาตรี ได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บริบทการเลือกตั้งในรอบนี้มีความแตกต่างไปจากในอดีต เนื่องจากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้นมารอแล้วประมาณ 12% ดังนั้น การที่ตลาดไม่ได้ปรับฐานลงมาก่อนเหมือนรอบก่อนๆ อาจทำให้โอกาสในการเกิดการทะยานขึ้น (Rally) อย่างรุนแรงหลังเลือกตั้งไม่ได้หวือหวาเท่ากับสถิติในอดีต ถึงกระนั้น สถิติยังคงยืนยันว่า ตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้งมักได้รับปัจจัยหนุนจากความหวังใหม่และมีแนวโน้มที่เป็นบวกมากกว่าช่วงก่อนเลือกตั้งเสมอ

ผ่าฉากทัศน์สภาคองเกรส และโอกาสการเกิด ‘Blue Sweep’
สนามการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ เป็นการชิงชัยเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา (ส.ว.) อีกจำนวน 35 ที่นั่ง ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของสภาบนทั้งหมด ในแง่ของสมการทางการเมือง เก้าอี้วุฒิสภาเดิม 35 ที่นั่งนี้ เป็นของพรรครีพับลิกันถึง 23 ที่นั่ง ขณะที่เป็นของพรรคเดโมแครตเพียง 12 ที่นั่ง ทำให้พรรคเดโมแครตมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในการเปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้คืน ประกอบกับคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้าและความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่าน
ข้อมูลจาก Prediction Markets ได้ประเมินความเป็นไปได้ของผลการเลือกตั้ง โดยพบว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาส ชนะเสียงข้างมากในสภาล่าง (ส.ส.) สูงถึง 90-92% ขณะที่ในสภาบน (ส.ว.) แม้ปัจจุบันพรรคเดโมแครตจะมีเสียงตามหลังอยู่ 4 เก้าอี้ แต่ก็ยังมีโอกาสพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ถึง 65%
จากปัจจัยดังกล่าว ฉากทัศน์ทางการเมืองจึงแบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก คือ
ฉากทัศน์แรก: Blue Sweep หรือการที่พรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งสองสภา ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงสุดถึง 60%
ฉากทัศน์ที่สอง: Divided Congress หรือภาวะสภาแยกที่เดโมแครตได้สภา ส.ส. แต่รีพับลิกันยังคงรักษาพื้นที่ในสภา ส.ว. ไว้ได้ มีโอกาสเกิดขึ้นรองลงมาที่ 32%
และ ฉากทัศน์สุดท้าย: Status Quo ที่รีพับลิกันจะยังคงครองทั้งสองสภาเหมือนเดิม ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากมากในรอบนี้

แรงคานอำนาจมหภาค และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์สงครามอิหร่าน
ในมุมมองเชิงเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ หากผลการเลือกตั้งออกมาในรูปแบบภาวะสภาแยก (Divided Government) หรือพรรคเดโมแครตสามารถก้าวขึ้นมาควบคุมสภาคองเกรสได้ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อดุลอำนาจ โดยปกติแล้ว สภาที่คานอำนาจกับประธานาธิบดีมักจะส่งผลให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนโยบายหรือกฎหมายที่มีลักษณะสุดโต่งจะไม่สามารถผ่านออกมาได้ง่าย เพราะจะถูกสกัดโดยสภาคองเกรส
นัยสำคัญที่เด่นชัดที่สุดในครั้งนี้ คือทิศทางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
เนื่องจากหากรัฐบาลต้องการดำเนินสงครามต่อในปีหน้า รัฐบาลจำเป็นต้องยื่นขออนุมัติงบประมาณทางการทหารฉบับใหม่ต่อสภาคองเกรส ซึ่งหากสภาคองเกรสตกอยู่ภายใต้การนำของพรรคเดโมแครต การอนุมัติงบประมาณทหารเพื่อทำสงครามต่อจะทำได้ยากยิ่ง ปัจจัยนี้จะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่บังคับให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง ซึ่งการฟื้นฟูการพูดคุยจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลเชิงบวกต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบและภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยรวม
สลับขั้วอุตสาหกรรม ถอดรหัสกลุ่มหุ้นดาวรุ่ง และกลุ่มที่ต้องระวัง
การเปลี่ยนผ่านของดุลอำนาจในสภาคองเกรส ย่อมส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนทิศทางของนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดการ สลับขั้ว ของกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
สำหรับ กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์ (Winners) ฝั่งพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะหยิบยกประเด็นนโยบายที่เป็นฐานเสียงสำคัญขึ้นมาเจรจาต่อรอง โดยเฉพาะ กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare) ที่เคยถูกตัดงบประมาณสวัสดิการรัฐไปในยุคของทรัมป์ ก็จะได้รับการผลักดันงบประมาณกลับเข้ามาสู่ระบบอีกครั้ง เช่นเดียวกับ กลุ่มพลังงานสะอาด (Clean Energy) ที่จะได้รับงบประมาณสนับสนุนก้อนใหม่ หลังจากที่เคยถูกลดบทบาทลง นอกจากนี้ กลุ่มการท่องเที่ยวและการเดินทาง (Tourism & Travel) จะได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางและนโยบายวีซ่า ประกอบกับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง
ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่เสี่ยงเสียประโยชน์ คือกลุ่มที่เคยได้รับการสนับสนุนหลักในยุครัฐบาลรีพับลิกัน เริ่มจาก กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและกองทัพ (Defense) ที่เสี่ยงต่อการถูกเพ่งเล็งและตัดงบประมาณทางการทหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถัดมาคือ กลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร (Financials) ที่อาจต้องรับมือกับการกลับมาของกฎระเบียบการกำกับดูแลและการตรวจสอบที่เข้มงวด รวมถึง กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech Platforms) ที่อาจเผชิญแรงกดดันจากการถูกตรวจสอบในประเด็นการผูกขาดทางการค้าและการให้บริการ

อย่างไรก็ดี ในส่วนของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี SCB CIO ประเมินว่ายังคงได้รับการสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างมองเห็นตรงกันว่าเป็นปัจจัยยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะยาว ดังนั้น กลุ่ม AI จึงไม่น่าได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยการเมืองในครั้งนี้
กลยุทธ์การจัดพอร์ต กระจายความเสี่ยง และยึดมั่นการลงทุนระยะยาว
ในมิติของราคาหุ้น SCB CIO มองว่าตลาดหุ้นได้ตอบรับ และ Price-in ผลการเลือกตั้งไปแล้วบางส่วน สะท้อนได้จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และการย่อตัวลงของหุ้นกลุ่ม Financials ในช่วงก่อนหน้า โดยปัจจุบันดัชนี S&P 500 ปรับย่อตัวลงมาจากจุดสูงสุดเพียงประมาณ 2% ขณะที่ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลงมาประมาณ 5% เท่านั้น
ข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนในการรับมือกับการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการให้ความสำคัญกับประเด็นในสภาวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นพิเศษ เพราะหากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นกรณีที่เดโมแครตชนะเฉพาะสภา ส.ส. แต่รีพับลิกันยังคงรักษาเก้าอี้ในสภา ส.ว. ไว้ได้ ตลาดอาจเกิดการปรับฐานเนื่องจากต้อง Re-price ความคาดหวังใหม่
ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรรีบทุ่มเงินลงทุนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งล่วงหน้า แต่ควรรักษาวินัยในการ กระจายความเสี่ยง และยึดหลัก Stay Invested ด้วยการถือครองหุ้นตามแผนการลงทุนระยะยาว ควบคู่ไปกับการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก เพื่อเตรียมพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ จากการผ่อนคลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป
ภาพ: Ascannio / Shutterstock

