สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้ายกระดับมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย โดยรอบนี้มีประเด็นร้อนอยู่ที่ 2 เรื่องใหญ่ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการค้าไทยในอนาคต
ประเด็นสำคัญ
- ดีเดย์ 2 พ.ย. 69 คุม ‘Credit Term’
- เปิดเกณฑ์พิจารณาขนาดธุรกิจและระยะเวลาชำระเงิน
- แก้ปัญหา ‘เบี้ยวหนี้-กดราคา’ ฝ่าฝืนโดนปรับหนัก 10% ของรายได้
- ร่างประกาศใหม่ คุมโครงสร้าง ‘ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม-แอปเรียกรถ’
- เปิด Timeline กฎหมายใหม่ คาดบังคับใช้ ธ.ค. 69
- เล็งเป้า ‘บิ๊กแพลตฟอร์ม’ ป้องกันทุนใหญ่กินรอบวง
- งัดมาตรา 60 สั่งชะลอขึ้นค่าบริการ พร้อมคาดโทษหนักทั้งแพ่ง-อาญา
ดีเดย์ 2 พ.ย. 69 คุม ‘Credit Term’
รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เริ่มต้นด้วยมาตรการแรกกับการกำหนดกรอบระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs ซึ่งเตรียมมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป หลังจาก กขค. ได้เว้นช่วงเวลา 30 วันให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ปรับตัว นับตั้งแต่ลงนามประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมาตรการนี้ถือเป็นการยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงข้อแนะนำ ให้กลายเป็นข้อกำหนดที่มีผลบังคับทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับการบังคับใช้จะมุ่งเป้าไปที่ธุรกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ กับ “ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และเกษตรกรเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างรายใหญ่ด้วยกันเอง หรือรายย่อยกับรายย่อย เนื่องจากถือเป็นคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน
เปิดเกณฑ์พิจารณาขนาดธุรกิจและระยะเวลาชำระเงิน
ฝั่งรายใหญ่ พิจารณาจากผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ในฝั่งรายย่อย จะอ้างอิงตามเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งแตกต่างตามประเภทกิจการ หรือมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 200–300 ล้านบาท
ด้านกรอบระยะเวลาชำระหนี้ กขค. ได้อ้างอิงตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้รายย่อยมีเงินทุนหมุนเวียนทันเวลา ประกอบด้วย
- สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป (เช่น ผลไม้ ไก่ ไข่): ต้องชำระเงินไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่วางบิล
- สินค้าการค้า การผลิต และบริการทั่วไป: ต้องชำระเงินไม่เกิน 45 วัน นับจากวันที่วางบิล
ทั้งนี้ เงื่อนไขการนับระยะเวลาจะเริ่มตั้งแต่วันที่วางบิลหลังจากส่งมอบและตรวจสอบสินค้าเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อเริ่มนับแล้วห้ามยืดกำหนดชำระออกไปอีก พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์วันเริ่มนับเงิน เงื่อนไขฝากขาย และห้ามเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระเงินโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน
แก้ปัญหา ‘เบี้ยวหนี้-กดราคา’ ฝ่าฝืนโดนปรับหนัก 10% ของรายได้
ประธานกรรมการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยถึงเบื้องหลังมาตรการนี้ว่า ที่ผ่านมา กขค. พบปัญหาการชำระเงินล่าช้าดึงเรื้อรังยาวนานถึง 4–8 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ลำไย ที่มักโดนกดราคารับซื้อ รวมถึงการอ้างสินค้าสูญหาย หรือแอบนำสินค้าไปจัดโปรโมชันต่ำกว่าทุนโดยผู้ขายไม่ยินยอม
เพื่อแก้ปัญหานี้ กระบวนการพิจารณาใหม่จะช่วยลดภาระให้รายย่อยทันที เพียงผู้ร้องเรียนมีหลักฐานวันวางบิลและหลักฐานว่ายังไม่ได้รับเงิน ยื่นเรื่องตรงมายัง กขค. ส่วนฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีหน้าที่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ได้ หากพบการฝ่าฝืน กขค. มีอำนาจลงโทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ โดยพิจารณาตามความรุนแรงและผลกระทบ
ในระยะแรกจะประเดิมบังคับใช้กับกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ก่อน แล้วจึงพิจารณาขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น ก่อสร้าง เหล็ก และยานยนต์ ตามสภาพปัญหาและความเสียหายในแต่ละตลาดต่อไป
ร่างประกาศใหม่ คุมโครงสร้าง ‘ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม-แอปเรียกรถ’
อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่สังคมจับตา คือการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-Hailing) โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กขค. ได้เห็นชอบ ร่างประกาศเรื่องการกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กขค. ย้ำชัดว่า แนวทางนี้ไม่ใช่การตั้งราคาขายหรือควบคุมราคาโดยตรง เพราะยังคงเน้นการแข่งขันเสรีและการพัฒนานวัตกรรม แต่เป็นการเข้าไปกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการ เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถอธิบายที่มาและองค์ประกอบของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บได้อย่างโปร่งใส
โดยขอบเขตการพิจารณาจะไม่ได้จำกัดแค่ค่าส่วนแบ่งรายได้ (GP) เท่านั้น แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมระบบ ค่าธรรมเนียมต่อรอบ และการเรียกเก็บผลประโยชน์รูปแบบอื่น ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสองฝั่ง คือ ไรเดอร์, ผู้ให้บริการขนส่ง, ร้านค้าและร้านอาหาร หากแพลตฟอร์มต้องการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม จะต้องชี้แจงเหตุผลต่อ กขค ล่วงหน้า โดยจะมีการจำกัดจำนวนครั้งในการปรับขึ้นต่อปีด้วย
เมื่อย้อนดูสถิติเรื่องร้องเรียนกรณีธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล 3 ปีย้อนหลัง พบว่า
- ในปี 2566 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 13 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 42 เรื่อง คิดเป็น 31% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
- ในปี 2567 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 22 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 65 เรื่อง คิดเป็น 33% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
- ในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 17 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 77 เรื่อง คิดเป็น 22% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
- ในปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 35 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 100 เรื่อง คิดเป็น 37% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
รวมเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ปี 2566-2569 จำนวน 89 เรื่อง
เมื่อมาดูสถิติของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาว่า ทำไม กขค. จึงกำหนดให้แพลตฟอร์มทุกค่ายส่งข้อมูลโครงสร้างต้นทุน บัญชี และงบลงทุนภายใน 6 เดือน เพื่อพิจารณาว่าการปรับขึ้นค่า GP ที่เพิ่มขึ้นว่ามีเหตุผลรองรับหรือไม่
“แต่ถึงอย่างไรนั้น ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มรายใหญ่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือมากนัก และมักสอบถามกลับว่าต้องจัดส่งเอกสารใดบ้าง แม้ กขค. จะประกาศรายละเอียดคำขอข้อมูลโครงสร้างต้นทุนเอาไว้แล้วก็ตาม”
เปิด Timeline กฎหมายใหม่ คาดบังคับใช้ ธ.ค. 69
ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. – 20 พ.ย. 2569 เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เป็นเวลา 30 วัน วันที่ 23 พ.ย. 2569 รวบรวมข้อเสนอแนะเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กขค. พิจารณาอีกครั้ง วันที่ 30 พ.ย. 2569 ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แล้วเสร็จ วันที่ 4 ธ.ค. 2569: ลงนามในประกาศฉบับสมบูรณ์ และไม่เกิน 18 ธ.ค. 2569 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ทันที
เล็งเป้า ‘บิ๊กแพลตฟอร์ม’ ป้องกันทุนใหญ่กินรอบวง
ประธาน กขค. ย้ำว่า มาตรการนี้จะมุ่งใช้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดเท่านั้น ไม่ได้ไล่บี้แพลตฟอร์มรายเล็กหรือรายใหม่ โดยเกณฑ์พิจารณาอำนาจเหนือตลาดจะดูจากส่วนแบ่งตลาดประกอบกับข้อมูลรายได้และปัจจัยอื่นร่วมกัน
ปัจจุบัน ตลาดบริการเรียกรถมีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2–3 ราย แต่กลับครอบครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงเกิน 90% ซึ่งที่ผ่านมา กขค. พบพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างการปรับขึ้นค่า GP หลายครั้งโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน บางรายค่าธรรมเนียมพุ่งขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอัลกอริทึมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจัดงานพ่วงหลายงานในรอบเดียวแต่จ่ายค่ารอบให้ไรเดอร์ไม่สอดคล้องกับงาน ทั้งที่เก็บเงินจากผู้ใช้บริการครบทุกราย หรือระบบที่ทำให้ไรเดอร์มองไม่เห็นงานเมื่อใกล้บรรลุเป้าหมายรับโบนัส รวมถึงข้อกังวลเรื่องการใช้วิธีตัดราคาในอดีตเพื่อบีบให้รายย่อยถอนตัว ซึ่ง กขค. กำลังตรวจสอบพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
งัดมาตรา 60 สั่งชะลอขึ้นค่าบริการ พร้อมคาดโทษหนักทั้งแพ่ง-อาญา
อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่รอร่างประกาศฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กขค. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 60 ออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ชะลอการขึ้นค่าธรรมเนียมไว้ก่อนแล้ว ทั้งในธุรกิจ Ride-Hailing และ E-Commerce
หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศใหม่ จะต้องเผชิญโทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ และหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 50 หรือมาตรา 57 ก็จะมีโทษรุนแรง
ครอบคลุมทั้งความรับผิดทางอาญาและทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด
สุดท้ายแล้ว ภาพรวมการขับเคลื่อนทั้งมาตรการ Credit Terms และการกำกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัลของ กขค. ในครั้งนี้ มีหัวใจสำคัญเดียวกันคือการกวาดล้างการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสภาพคล่อง สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าเทียม โดย กขค. ยืนยันว่าการพิจารณาและลงโทษจะยึดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก
ภาพ: Nan Tun Nay/shutterstock

