สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกหนังสือเวียนกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงานอัยการทั่วประเทศ ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยสั่งการให้เร่งตรวจสอบและพิจารณายุติการดำเนินคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2548 ถึง 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ชั้นสอบสวนไปจนถึงชั้นศาลฎีกา รวมถึงการเพิกถอนหมายจับ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันและลดความขัดแย้งในสังคม
ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (19 ตุลาคม) โกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ได้ลงนามในหนังสือเวียนสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส 0007(พก2)/ว385 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ภายหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569
และสืบเนื่องจากการที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อร้องขอให้มีการวางแนวปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและลดบาดแผลจากความขัดแย้งทางการเมือง
▪️เปิด 6 แนวปฏิบัติอัยการ สั่งยุติคดี-เพิกถอนหมายจับ
สาระสำคัญของแนวทางปฏิบัติที่กำหนดให้พนักงานอัยการดำเนินการ มีรายละเอียดดังนี้
- การตรวจสอบคดี: ให้พนักงานอัยการเร่งตรวจสอบสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 โดยเน้นย้ำให้พิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีและมูลเหตุจูงใจ มิให้พิจารณาแต่เพียงชื่อฐานความผิดที่ระบุไว้ในสำนวนเท่านั้น
- คดีในชั้นอัยการและคดีที่ยังไม่ยื่นฟ้อง: หากพิจารณาแล้วเห็นว่าบุคคลและการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ให้ออกคำสั่ง “ยุติการดำเนินคดี” สำหรับสำนวนที่มีคำสั่งฟ้องแล้วแต่มิได้ยื่นฟ้องต่อศาล รวมถึงกรณีที่ยังเรียกหรือจับตัวผู้ต้องหาไม่ได้ ให้ยุติการฟ้องคดีเช่นเดียวกัน
- กรณีมีหมายจับและการควบคุมตัว: สำหรับคดีที่สั่งให้ยุติการฟ้อง ให้แจ้งให้งดจับผู้ต้องหาและให้พนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับต่อศาล ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัว ฝากขัง หรือมีมาตรการจำกัดสิทธิ ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วนเพื่อมิให้มีการจำกัดสิทธิของบุคคลเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต
- คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล: คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาแล้ว ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลในการสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
- คดีแพ่งที่หน่วยงานของรัฐเรียกค่าเสียหาย: กรณีอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ ให้ยุติการดำเนินคดีและส่งเรื่องคืนตัวความ ส่วนกรณีที่ฟ้องคดีต่อศาลแล้ว ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เป็นตัวความส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อได้รับผลคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าได้รับการนิรโทษกรรม ให้อัยการทำคำร้องขอให้ศาลสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดี พร้อมขอให้ศาลคืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ
- กรณีข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน: หากมีข้อสงสัยว่าการกระทำเข้าข่ายตามกฎหมายหรือไม่ พนักงานอัยการสามารถสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดีและมิให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้ ณัฐวุฒิ ระบุผ่านโพสต์ข้อความ โดยแสดงความขอบคุณอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการทุกท่านที่ตอบสนองและกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติบรรลุผลอย่างราบรื่นและรวดเร็ว
โดยประเมินว่าหลังจากนี้จะยังคงมีการไต่สวนและดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ อีกหลายคดี ซึ่งการออกหนังสือเวียนฉบับนี้ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญอีกขั้นหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในการจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง


