ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกการเงินดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล และมีบทบาทสำคัญในการเปิดศักราชใหม่ของการเข้าถึงบริการทางการเงิน ข้อมูลจากรายงาน Global Findex ของธนาคารโลก พบว่า ปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกถึง 79% มีบัญชีทางการเงิน เพิ่มขึ้นจากเพียง 51% ในปี 2011
แม้เครื่องมือดิจิทัลรูปแบบใหม่จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงระบบการเงิน และเปิดโอกาสให้ผู้คนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเหล่านี้ก็กำลังทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่เช่นกัน
ดังนั้น การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง (Financial Inclusion) ในระยะต่อไป จึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการทำให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้เท่านั้น แต่ต้องทำให้มั่นใจด้วยว่า ทุกคนมีเครื่องมือ ความรู้ และกลไกคุ้มครองที่จำเป็นต่อการสร้างความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว
ปัจจุบัน นักลงทุนจำเป็นต้องได้รับทั้งคำแนะนำและการคุ้มครองที่ดีขึ้นในสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรับมือกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อนและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ และการป้องกันตนเองจากการฉ้อโกงและกลโกงทางการเงินที่แพร่หลาย
เทคโนโลยี การลงทุน และคำแนะนำทางการเงิน
การลงทุนของนักลงทุนรายย่อยกำลังเติบโตทั่วโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้าสู่ตลาดการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย
รายงาน Global Retail Investor Outlook ปี 2024 พบว่า คน Gen Z ซึ่งเกิดระหว่างปี 1997-2012 ถึง 30% เริ่มลงทุนตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยหรือช่วงเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่ เทียบกับคน Gen Y หรือ Millennials ที่ 15% Gen X ที่ 9% และ Baby Boomers เพียง 6%
การเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดการลงทุนมากขึ้นเช่นนี้ เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถสร้างความมั่งคั่งและวางรากฐานความมั่นคงทางการเงินสำหรับอนาคตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
ขณะเดียวกัน นักลงทุนรายย่อยไม่ได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้นเพียงในแง่ของช่องทางการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้หลากหลายมากขึ้นด้วย
เทคโนโลยีทำให้การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน เช่น ตราสารอนุพันธ์ สินทรัพย์คริปโท และสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ กลายเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ปัจจุบัน นักลงทุน Gen Z ถึง 20% ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ เทียบกับนักลงทุนกลุ่ม Baby Boomers ที่มีสัดส่วนเพียง 7%
แม้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนมักมาพร้อมโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสภาพคล่องและความเสี่ยงต่อการขาดทุน อีกทั้งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนจำนวนมาก
การได้รับคำแนะนำทางการเงินที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ปัญหาคือ นักลงทุนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงคำแนะนำทางการเงิน โดยเฉพาะคำแนะนำที่มีคุณภาพสูง
บริการให้คำปรึกษาทางการเงินโดยผู้เชี่ยวชาญมักมีค่าใช้จ่ายสูงจนคนทั่วไปเข้าถึงได้ยาก และยังมีให้บริการอย่างจำกัดในประเทศตลาดเกิดใหม่
ตัวอย่างเช่น นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูงมีแนวโน้มใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงินมากกว่านักลงทุนทั่วไปเกือบสองเท่า ขณะที่ในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างอินเดีย จำนวนนักลงทุนรายย่อยมีมากกว่าจำนวนที่ปรึกษาการลงทุนที่ขึ้นทะเบียนอย่างมาก
การขยายโอกาสในการเข้าถึงคำแนะนำทางการเงินจึงยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่า มีผู้ใหญ่ที่ใช้บริการทางการเงินออนไลน์เพียง 38% เท่านั้น ที่มีความรู้และทักษะทางการเงินดิจิทัลผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้คนยังต้องการความช่วยเหลืออีกมากในการทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากบริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม
ช่องว่างในการเข้าถึงคำแนะนำทางการเงินยิ่งมีความสำคัญในตลาดที่นักลงทุนพึ่งพาข้อมูลจากช่องทางดิจิทัลที่ไม่เป็นทางการเป็นหลัก
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้
ผลสำรวจล่าสุดของ WEF พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยถึง 44% ใช้โซเชียลมีเดียหรือชุมชนออนไลน์เป็นแหล่งคำแนะนำด้านการลงทุน คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 22% ถึงสองเท่า
ปัญหาคือ ช่องทางออนไลน์เดียวกันที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินได้ง่ายขึ้น ก็อาจทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับข้อมูลที่ผิดพลาด การหลอกลวง และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับตนเองได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมความรู้ทางการเงินอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ผู้คนสามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบและมีข้อมูลประกอบอย่างเพียงพอ
เครื่องมือดิจิทัลกับภัยฉ้อโกงทางการเงิน
เทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีทางเลือกทางการเงินมากขึ้น ก็กำลังเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน
ทั่วภูมิภาคอาเซียน สัดส่วนผู้บริโภคที่ระบุว่าเคยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงเพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 43% ระหว่างปี 2024-2025 ขณะที่ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 67% ระบุว่ามีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับภัยหลอกลวง
สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงความเสียหายทางการเงินที่เหยื่อต้องเผชิญเท่านั้น แต่ประสบการณ์จากการถูกหลอกลวงยังสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเงินอีกด้วย
ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบการเงินสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทย
ผลสำรวจล่าสุดของ WEF พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทย 49% ระบุว่า ระบบรักษาความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม เช่น การตรวจจับและเฝ้าระวังการฉ้อโกง หรือระบบยืนยันตัวตน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความไว้วางใจในบริการทางการเงิน เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 31%
ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงระบบการเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำให้ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และสามารถแยกแยะได้ว่าแพลตฟอร์ม ผลิตภัณฑ์ และแหล่งคำแนะนำใดมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
เทคโนโลยีต้องเป็นส่วนหนึ่งของทางออก
แม้เทคโนโลยีจะทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเงินและภัยฉ้อโกงรูปแบบใหม่ แต่เทคโนโลยีเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้เช่นกัน
เทคโนโลยีสามารถช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมผู้คนมากขึ้น พร้อมกับสนับสนุนให้ทุกคนสามารถใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
ตัวอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ซักถามข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อปรับคำแนะนำให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินและระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละคนยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของระบบที่ปรึกษาทางการเงินด้วย AI จะขึ้นอยู่กับการมีกลไกคุ้มครองผู้ใช้งานที่เหมาะสม
เครื่องมือเหล่านี้ควรได้รับการออกแบบโดยมีหลักประกันด้านความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน และเปิดทางให้ผู้ใช้งานสามารถติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นมนุษย์ได้เมื่อจำเป็น
อีกแนวทางหนึ่งที่เทคโนโลยีสามารถช่วยยกระดับความรู้ทางการเงินได้ คือการผนวกช่องทางให้ความรู้และคำแนะนำทางการเงินเข้าไปในแอปพลิเคชันที่ผู้บริโภคใช้งานอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างเช่น Grab ผู้ให้บริการเรียกรถและจัดส่งอาหารรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้บูรณาการเนื้อหาความรู้ทางการเงินเข้าไปในแอปพลิเคชันสำหรับแรงงานในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Gig Workers)
แนวทางลักษณะเดียวกันนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับแอปพลิเคชันประเภทอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now, Pay Later: BNPL) แอปพลิเคชันลงทุน หรือแอปพลิเคชันชำระเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความรู้และคำแนะนำที่จำเป็นในจังหวะที่กำลังตัดสินใจใช้บริการทางการเงินนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้
บทบาทของภาครัฐในการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน และการกำหนดกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนรู้สึกมั่นใจว่าตนเองได้รับการคุ้มครอง
ขณะเดียวกัน การเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน การยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในระบบการเงินดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ที่กรุงเทพฯ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการปรับมุมมองเรื่อง Financial Inclusion ใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียง ‘การเข้าถึงบริการทางการเงิน’ ไปสู่การเข้าถึงที่มาพร้อมกับ ‘ความรู้ทางการเงิน’ และ ‘การคุ้มครองผู้บริโภค’
ผู้นำทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนสามารถร่วมมือกันเพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการปกป้องผู้คนจากภัยฉ้อโกงที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ และความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุน
เพราะท้ายที่สุด การเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง ไม่ควรหมายถึงเพียงการที่ผู้คนสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นการเข้าถึงที่ช่วยให้พวกเขามีความรู้ เครื่องมือ และความคุ้มครองที่เพียงพอต่อการสร้างอนาคตทางการเงินที่มั่นคงด้วย
ภาพ: Jack_the_sparow, WHYFRAME / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.weforum.org/publications/the-longevity-dividend-the-business-case-for-linking-health-and-wealth
- https://www.gsma.com/newsroom/press-release/consumer-trust-in-southeast-asia-falters-as-cyber-scam-concerns-grow-new-gsma-commissioned-report-warns/
- https://www.gsma.com/about-us/regions/asia-pacific/gsma_resources/state-of-scams-in-asean/
- https://www.oecd.org/en/publications/2026/03/consumer-finance-risk-monitor-2026_04395fbd.html
- https://www.pib.gov.in/PressReleasePage.aspx?PRID=2219998®=48&lang=2
- https://blogs.worldbank.org/en/allaboutfinance/digital-technology-is-unlocking-financial-inclusion

