×

CCS as a Service ทางรอดลดคาร์บอน หรือโอกาสธุรกิจใหม่ของไทย?

20.10.2026
สัญลักษณ์ข้อความ CCS ย่อมาจาก Carbon Capture and Storage วางบนพื้นผิวสีเข้ม

ท่ามกลางแรงกดดันระดับโลกในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) หรือการดักจับ ขนส่ง และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดิน ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง

 

 
 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความจำเป็นสูงและมีการประกาศตั้งเป้าหมายการลงทุนจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง โครงการ CCS ทั่วโลกกลับเกิดขึ้นได้จริงเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

 

ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ได้ฉายภาพถึงอุปสรรคสำคัญ พร้อมนำเสนอโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง ‘CCS as a Service’ ซึ่งอาจกลายเป็นทางออกปลดล็อกต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับประเทศไทย

 

ณัฐนันท์ ระบุว่า ข้อมูลจากการสำรวจของ Bloomberg สะท้อนว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการประกาศตั้งเป้าหมายลงทุนในโครงการ CCS รวมกันสูงถึงประมาณ 400-500 ล้านเมตริกตันคาร์บอน ทว่าเมื่อนำมาคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการที่สามารถเกิดขึ้นและดำเนินงานได้จริงกลับมีเพียง 120-140 ล้านเมตริกตันคาร์บอน เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นช่องว่างต่างกันมากถึงเกือบ 3 เท่าตัว

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงการจำนวนมากไม่สามารถแจ้งเกิดได้ มาจากภาระเงินลงทุนแรกเริ่ม (CapEx) ที่สูงมากตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของ CCS ซึ่งประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  1. ผู้ปล่อยคาร์บอน (Emitters) ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก
  2. การดักจับ (Capture) ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีราคาสูงมาก
  3. การขนส่ง (Transport) จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งคาร์บอนเฉพาะ
  4. การกักเก็บใต้ดิน (Storage) ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจจับและกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินลึก เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์บอนรั่วไหลกลับสู่ชั้นบรรยากาศ

 

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ โดยในร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ได้มีการบรรจุ CCS ไว้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญ เพื่อช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

 

‘CCS as a Service’ โมเดลแชร์โครงสร้างพื้นฐาน ปลดล็อก Pain Point ด้านต้นทุน

 

เพื่อแก้ไข Pain Point เรื่องเงินลงทุนมหาศาล ภาคธุรกิจในต่างประเทศจึงได้คิดค้นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า ‘CCS as a Service’

 

แนวคิดหลักคือ การปรับเปลี่ยนจากการที่แต่ละบริษัทต้องลงทุนสร้างระบบดักจับ ท่อขนส่ง และพื้นที่กักเก็บคาร์บอนของตัวเองทั้งหมด มาเป็นการใช้ โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Shared Facility) โดยมีผู้ให้บริการสร้างเครือข่ายกลางขึ้นมา

 

โมเดลนี้ช่วยให้ผู้ปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-Abate Sectors) ไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระ CapEx ในการสร้างระบบเองทั้งหมด แต่สามารถเข้ามาใช้บริการเครือข่ายส่วนกลาง ทั้งระบบท่อขนส่งและหลุมกักเก็บ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดเงินลงทุนก้อนโตลงได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุนการดักจับคาร์บอนต่อตัน ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น

 

ถอดรหัส 6 Key Success Factors ผลักดัน CCS as a Service ให้สำเร็จ

 

SCB EIC ประเมินว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาโมเดล CCS as a Service เช่นกัน แต่จำเป็นต้องศึกษาและเตรียมความพร้อมผ่าน 6 ปัจจัยความสำเร็จสำคัญ (Key Success Factors) จากโมเดลในต่างประเทศ ได้แก่

 

  1. ภาครัฐ (Government) ต้องเข้ามามีบทบาทสนับสนุน ทั้งการให้เงินทุนตั้งต้น สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) หรือการช่วยการันตีปริมาณคาร์บอนขั้นต่ำ (Volume Guarantee) เพื่อลดความเสี่ยงให้โครงการเกิดได้จริง
  2. สัญญาบริการ (Customers) ใช้รูปแบบสัญญาชำระค่าบริการขั้นต่ำแบบ Minimum Take-or-Pay คล้ายสัญญาซื้อขายแก๊ส เพื่อล็อกปริมาณการใช้บริการและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่ผู้ลงทุน
  3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การออกแบบและสร้างระบบท่อส่งรวมถึงพื้นที่กักเก็บ ต้องเผื่อรองรับการขยายปริมาณ (Volume) คาร์บอนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
  4. ผู้ให้บริการ (Service Providers) ต้องเร่งสำรวจและศึกษาคุณสมบัติทางธรณีวิทยาของโพรงหรือหลุมกักเก็บใต้ดิน ให้มั่นใจว่ามีขนาดความจุมากพอที่จะดำเนินงานในเชิงพาณิชย์ (Commercialize) ได้จริง
  5. กลไกตลาดคาร์บอน (Carbon Market & Tax) ต้นทุนของการทำ CCS ต่อตัน จะต้องมีราคาถูกกว่าอัตราภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือราคาการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ไม่เช่นนั้น ผู้ประกอบการจะเลือกซื้อคาร์บอนเครดิตทดแทนการลงทุนดักจับ
  6. ภาคธนาคารและการเงิน (Banking Sector) สนับสนุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เช่น การออก Green Bond หรือการปล่อยสินเชื่อ Green Loans อัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบ Infrastructure Financing ซึ่งกระจายความเสี่ยงไปยังผู้เล่นหลายราย ช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้ง่ายและขยายวงเงินได้มากขึ้น

 

เปิดกรณีศึกษาต่างประเทศ และบทสรุปโอกาสของไทย

 

ในต่างประเทศเริ่มเห็นตัวอย่างความสำเร็จของโมเดลนี้แล้ว เช่น ในประเทศสวีเดนและนอร์เวย์ ผ่านโครงการอย่าง Northern Lights ซึ่งเปิดพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานให้บริหารจัดการและกักเก็บคาร์บอนร่วมกัน

 

สำหรับประเทศไทย CCS as a Service นับเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนเกมสำคัญ ไม่เพียงแต่เป็นทางรอดในการลดคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีการค้าโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: Katiindies / Shutterstock

 

READ MORE




Latest Stories