นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา เดินทางเยือนอาเซอร์ไบจาน ตุรกี และคาซัคสถานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 12 ถึง 17 ตุลาคม โดยมีภารกิจสำคัญทั้งการเข้าร่วมประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Conference on Interaction and Confidence Building Measures in Asia: CICA) ครั้งที่ 7 ณ กรุงบากู ของอาเซอร์ไบจาน และการพบหารือกับประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี ตลอดจนการหารือกับผู้นำระดับสูงของคาซัคสถาน เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภารกิจเหล่านี้ ผู้นำกัมพูชายังพยายามใช้โอกาสในเวทีโลก ชูประเด็นปัญหาขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยกล่าวหาไทยว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่ตกลงกันไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะเรื่องการปักปันเขตแดน และอ้างถึงกรณีชาวกัมพูชาเกือบ 20,000 คน ว่ายังต้องพลัดถิ่นและไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะกองทัพไทยยังคงยึดครองดินแดนของกัมพูชาอยู่
และนี่คือรายละเอียดความเคลื่อนไหวของผู้นำกัมพูชาที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความพยายามเรียกร้องการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนโดยสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกันยังคงมีการกล่าวหาและพาดพิงประเทศไทย จนทำให้ฝ่ายไทยต้องแถลงตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริง
ขึ้นเวที CICA กล่าวหาไทยเรื่องปักปันเขตแดน-ผู้พลัดถิ่น
ฮุน มาเนต ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงใน ‘การประชุมว่าด้วยการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์และมาตรการสร้างความไว้วางใจในเอเชีย (CICA) ครั้งที่ 7’ ที่กรุงบากู โดยสะท้อนความกังวลอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา และกล่าวหาว่าไทยไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่ตกลงกันไว้เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์บริเวณชายแดนในปัจจุบัน โดยระบุว่า “ฝ่ายไทยยังไม่ได้ส่งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC (Joint Boundary Commission) มาร่วมดำเนินการปักปันเขตแดน ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญของแถลงการณ์ร่วมที่แนบมากับข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025
นอกจากนี้ เขายังกล่าวอ้างด้วยว่า พลเรือนชาวกัมพูชาเกือบ 20,000 คนที่ต้องพลัดถิ่นยังไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ และอ้างว่า สาเหตุหลักมาจากการที่กองทัพไทยยังคงยึดครองดินแดนของกัมพูชาอยู่
เขายังได้ชื่นชม ‘ปฏิญญาบากู (Baku Declaration)’ ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการสร้างฉันทามติร่วมกันในระดับพหุภาคีเพื่อลดความเสี่ยงทั้งในด้านการเมืองการทหาร นิเวศวิทยา และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการหารือระหว่างอารยธรรม และย้ำเนื้อหาปฏิญญาฉบับนี้ ว่ารวมถึงการเคารพกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ ความเสมอภาคทางอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี
ขณะที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐต่างๆ ด้วยสันติวิธี การเจรจา และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยย้ำว่าพรมแดนและอธิปไตยจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลังหรือการขู่ว่าจะใช้กำลัง
“สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับสันติภาพและเสถียรภาพ กัมพูชาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หลักการเหล่านี้จะต้องได้รับการยึดถืออย่างสม่ำเสมอและเท่าเทียมกันสำหรับทุกรัฐ” เขากล่าว และยืนยันว่า แม้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยจะยังคงมีผลอยู่ แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความซับซ้อน
ขณะที่เขาอธิบายต่อที่ประชุมว่า ประเด็นสำคัญเรื่องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่มีอยู่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข พร้อมทั้งเสริมว่า กัมพูชามีความกังวลต่อสถานการณ์ในพื้นที่ที่กองทัพไทยยังคงยึดครองอยู่ภายในดินแดนของกัมพูชา
ผู้นำกัมพูชายังย้ำต่อที่ประชุม ว่ากัมพูชามุ่งมั่นในการแก้ไขประเด็นปัญหาที่ค้างคากับไทยด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกและข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ โดยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน
“เราเชื่อว่าการเจรจา การลดความตึงเครียด และการปฏิบัติตามข้อตกลงทวิภาคีโดยสันติวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปักปันเขตแดนผ่าน JBC รวมถึงมาตรการสร้างความไว้วางใจอื่น ๆ ที่ตกลงกันไว้ ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการสร้างเงื่อนไขไปสู่การแก้ไขข้อพิพาทอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ตลอดจนการอยู่ร่วมกันโดยสันติ” เขากล่าว และเสริมว่า
“สิ่งนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการเจรจา การสร้างความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันโดยสันติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ CICA มุ่งผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วทั้งทวีปของเรา”
ขณะที่วานนี้ (16 ตุลาคม) ฮุน มาเนต ยังได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook gน้นย้ำว่าการเจรจาเรื่องชายแดน จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเอกสารทางกฎหมายและหลักฐานทางเทคนิคที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่นอย่างจริงจังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ
เขาระบุว่า การเลือกกลไกเพื่อแก้ไขข้อพิพาทเรื่องพรมแดนนั้นขึ้นอยู่กับบริบทและสถานการณ์จริง และชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาได้ใช้กลไกทวิภาคีสำหรับปัญหาชายแดนทางบก โดยกำลังผลักดันการเจรจาแก้ปัญหาผ่าน JBC
ส่วนข้อพิพาทเขตทางทะเลนั้น กัมพูชาเลือกใช้กลไกระหว่างประเทศอย่างกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งท่าทีของฮุนมาเนต มีขึ้นในขณะที่คณะผู้แทนไทยและกัมพูชา ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งที่ 2 ของคณะกรรมาธิการประนอม ในกระบวนการประนอมภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม
ไทยโต้ไม่ได้เริ่มความขัดแย้ง-กัมพูชาทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ
ด้านวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม CICA ครั้งที่ 7 ได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมเต็มคณะ ตอบโต้ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่พาดพิงประเทศไทย ย้ำว่าไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มความขัดแย้งและความขัดแย้งกับกัมพูชาไม่เป็นประโยชน์แก่ไทยแต่อย่างใด
เขากล่าวว่า “ที่ผ่านมาไทยได้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชาทั้งที่พักพิงให้แก่ผู้พลัดถิ่นในช่วงสงครามกลางเมือง การฟื้นฟูประเทศ และการกระชับความสัมพันธ์ในทุกระดับ และไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงอันรวมถึงการไม่เคลื่อนกำลังทหาร โดยยึดมั่นในการทูตและการหารือเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง แต่การกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาได้ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันอย่างใหญ่หลวง
“ไทยหวังว่านับจากนี้กัมพูชาจะร่วมมือกับไทยด้วยความจริงใจและความปรารถนาดีเช่นกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพต่อไป” วิชาวัฒน์ กล่าว
หารือผู้นำตุรกี ถกข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะที่ในการเยือนตุรกีวานนี้ ฮุน มาเนต ยังได้พบหารือกับประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน และได้มีการแถลงร่วมภายหลังการหารือ ซึ่งผู้นำตุรกีกล่าวถึงกัมพูชาว่าเป็นพันธมิตรที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมระบุถึงปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติวิธี ผ่านการเจรจาและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากความตึงเครียดยังคงมีอยู่จากข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่ยืดเยื้อมานาน แม้จะมีความพยายามหยุดยิงแล้วก็ตาม
“เรายังคงให้การสนับสนุนพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ” แอร์โดอันกล่าว พร้อมเสริมว่า ตุรกีได้ส่งความช่วยเหลือไปยังผู้คนกว่า 3,000 คน โดยประสานงานกับทางการกัมพูชา
ขณะที่ผู้นำตุรกียังยินดีกับกัมพูชาในการเข้าร่วมของคณะมนตรีสันติภาพกาซา (Gaza Board of Peace) ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้ง และแสดงความหวังว่าพนมเปญจะร่วมมือในความพยายามบนพื้นฐานของแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐในปาเลสไตน์
อ้างอิง:
- https://www.mfa.go.th/th/content/vfm-7th-cica-summit-14-15-oct-2026-th
- https://www.khmertimeskh.com/502040647/pm-hun-manet-says-border-negotiations-must-be-based-on-law-documents-and-technical-evidence/
- https://www.khmertimeskh.com/502040613/pm-hun-manet-thailands-delays-in-border-demarcation-keep-20000-cambodians-from-returning-home/
- https://www.turkiyetoday.com/nation/erdogan-urges-end-to-thailand-border-dispute-as-turkiye-cambodia-sign-defense-deal-3230466?s=1


