‘สันติธาร เสถียรไทย’ มองโจทย์เศรษฐกิจไทยในวันที่ AI Cycle อาจแผ่ว ชี้ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งดึงลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องกระจายความเสี่ยงไปสู่อุตสาหกรรมที่ต่อยอดได้ พร้อมยกระดับคุณภาพการลงทุน สร้างงานคุณภาพ และแก้โจทย์ 3C-Clarity-Coordination-Continuity เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากกระแส AI ให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ
วันที่ 15 ตุลาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยกับ THE STANDARD ว่า ประเทศไทยยังสามารถการรักษาเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ แม้กระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กำลังจะแผ่วลงในระยะใกล้ ผ่าน 2 แนวทาง
แนวทางแรก คือการวางกลยุทธ์กระจาย (Diversify) การลงทุนไปยังอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และเชื่อมโยงกับ AI เช่น การลงทุนในอุตสาหกรรม โฟโตนิกส์ (Photonics) ไฟฟ้ากำลัง (Power Electronics) ชิปหน่วยความจำ ที่เป็นองค์ประกอบของดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) แต่ก็มีการใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การแพทย์สมัยใหม่ ตลอดจนเศรษฐกิจสีเขียว
สำหรับแนวทางที่สอง คือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร การท่องเที่ยว สาธารณสุข รวมถึงการใช้ AI เพื่อยกระดับธุรกิจขนาดเล็ก โดยยกตัวอย่างถึง ‘นกกระซิบ AI’ ช่วยคำนวณกำไรให้ร้านค้ารายย่อย ทั้งหมดนี้ จะขับเคลื่อนภายใต้กลุ่ม ‘Intelligence Economy Transformation’ ที่ดำเนินงานโดย คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)
นอกจากนี้ หากเทคโนโลยีในอนาคตสามารถพัฒนา ‘Small AI’ หรือเทคโนโลยีขนาดเล็กได้ ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ติดตั้งอยู่บนสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์ทั่วไป โดยไม่ต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ราคาแพงได้จริง ไทยจะสามารถชะลอการเติบโตของการลงทุน และหันมาโฟกัสที่คุณภาพการลงทุนได้มากขึ้น
“อยากให้โตแหละ แต่ไม่จำเป็นต้องโตเท่าเดิมแล้ว ดูคุณภาพว่ากระจุกตัวไหม ถ้าโต 80% แต่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ล้วนๆ เราคงไม่พอใจ” ดร.สันติธารกล่าว
โดยรัฐบาลจะประเมินคุณภาพการลงทุนผ่านอัตราการใช้วัตถุดิบในประเทศ จำนวนการจ้างงานคุณภาพสูง การพัฒนาบุคลากร รวมถึงโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่จับมือร่วมกับมหาวิทยาลัย
พร้อมกันนี้ ดร.สันติธารระบุว่า เกณฑ์กำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องเร่งด่วนและจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ โดยจะเน้นดำเนินการให้เรียบร้อยในส่วนของ กิจการที่มีการก่อสร้างแล้ว และยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการความชัดเจนมากที่สุด เพื่อการดำเนินกิจการต่อ
IMF-WB ช่วยปรับภาพลักษณ์ไทย ‘พันธมิตรที่ไว้ใจได้’
นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังเผยอีกด้วยว่า เวทีการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (Annual Meeting 2026) ช่วยปรับภาพลักษณ์หรือ ‘แบรนด์’ ของประเทศไทยให้ดีขึ้นในสายตาประชาคมโลก
โดยดร.สันติธารระบุว่า เดิมที ประเทศไทยเปรียบเหมือน ‘เพื่อนเที่ยว’ ที่นิสัยดี คุยสนุก แต่ไม่ใช่คนที่ ‘น่าทำธุรกิจด้วย’ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยมีภาพลักษณ์ใหม่ เป็นคนที่น่าไว้ใจ (Trusted Partner) และมีศักยภาพพอในการร่วมธุรกิจ
“ความสำเร็จในการประชุมครั้งนี้ คือ ‘แบรนด์’ แม้จับต้องไม่ได้ แต่ในโลกธุรกิจ มูลค่าของแบรนด์เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุด” ดร.สันติธารกล่าว
ห่วง 3C อุปสรรคดับไทยไปไม่ถึงฝัน
ทั้งนี้ ดร.สันติธารระบุว่า ไทยมีความน่าเป็นห่วงที่อาจทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากไทยยังขาด 3C ได้แก่
- Clarity: ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ขาดไป แต่ตอนนี้ไทยมีทิศทางที่ต้องการมุ่งไปชัดเจนขึ้นแล้ว
- Coordination: ไทยยังขาดความร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง รัฐและเอกชน รวมถึงความร่วมมือจากภาคประชาชน
- Continuity: หลายโครงการไทยไม่มีความเชี่ยวชาญเพราะขาดความต่อเนื่อง แต่หากทำไปเรื่อยๆ ก็จะปรับตัวเข้าที่เข้าทางได้เอง
สร้างโอกาสใหม่ ดึงคนสู่งานแรก
นอกจากนี้ ท่ามกลางการ Disruption ของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแทนที่มนุษย์ในตลาดแรงงาน ดร.สันติธาร ยกแนวคิดของ Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าการอุดหนุนการศึกษาแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป แต่รัฐยุคใหม่ แต่เป็นสะพานเชื่อมให้คนก้าวสู่งานแรกได้ ผ่านมาตรการจูงใจบริษัทเอกชนให้เปิดรับพนักงานรุ่นใหม่มากขึ้น
“ปัญหาคลาสสิกของเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการอยากได้คนที่เก่ง แต่ไม่อยากลงทุนเอง รอบริษัทอื่นๆ เทรนแล้วแย่งตัวดีกว่า วันนี้ รัฐอาจต้องช่วยสนับสนุนให้เด็กมีคุณภาพได้งานแรก เช่น อาจให้อินเซนทีฟ เพราะก้าวแรกของการเข้าสู่อาชีพการงานกำลังหายไป” ดร.สันติธารกล่าว

