ปิดรับฟังความเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเสนอเปลี่ยนแหล่งรายได้ไทยพีบีเอส พบมีผู้ไม่เห็นด้วยกว่า 72% แม้มีข้อสังเกตว่าผลโหวตยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้หลังปิดรับฟังความเห็นเมื่อเวลา 00.00 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม ด้านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงในรายการ ‘จับตาสถานการณ์’ ของไทยพีบีเอสว่า ตัวเลขที่เกินขึ้นมาหลังเวลาเที่ยงคืนจะไม่ถูกนำมานับรวมในการสรุปผล
จากกรณีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย 4 ฉบับ ซึ่งเสนอเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้จากเงินภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐ ครอบคลุมไทยพีบีเอส, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ ได้สิ้นสุดระยะเวลาลงเมื่อเวลา 24.00 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม พบว่าตัวเลขผลการแสดงความคิดเห็นที่รายงาน ณ เวลาปิดรับฟัง กับข้อมูลที่ตรวจสอบอีกครั้งในช่วงเช้าและเที่ยงของวันที่ 15 ตุลาคม มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส (Thai PBS)
จากข้อมูล ณ เวลา 24.00 น. ผลการแสดงความคิดเห็นของทั้ง 4 ร่างกฎหมาย ประกอบด้วย
- ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส มียอดเข้าชม 300,824 ครั้ง มีผู้แสดงความเห็น 124,593 คน แบ่งเป็นไม่เห็นด้วย 72.42% และเห็นด้วย 27.18%
- ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้ไม่เห็นด้วย 67.88% เห็นด้วย 31.84%
- ร่าง พ.ร.บ.กองทุนผู้สูงอายุ ไม่เห็นด้วย 73.12% เห็นด้วย 26.65%
- ร่าง พ.ร.บ.กองทุน สสส. ไม่เห็นด้วย 89.47% เห็นด้วย 9.33%
อย่างไรก็ตาม พบว่าตามตัวเลขการแสดงผลบนเว็บไซต์ยังคงมีจำนวนผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตั้งแต่เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป ส่งผลให้ยอดรวมมีความเปลี่ยนแปลง แม้จะพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว
ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวในรายการ ‘จับตาสถานการณ์’ ของไทยพีบีเอสว่า ตามปกติเมื่อครบกำหนดเวลา ระบบเว็บไซต์จะแสดงสถานะปิดรับฟังและปิดช่องทางแสดงความคิดเห็น แต่กรณีที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการตั้งค่าระบบที่แยกส่วนกันระหว่างหน้าฟอร์มรับฟังความเห็นและส่วนที่ใช้ส่งข้อมูล ทำให้ระบบยังคงรับความเห็นได้แม้จะพ้นกำหนดเวลา 24.00 น. ไปแล้ว
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีประชาชนส่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาเป็นจำนวนมาก
ศิโรจน์ ยืนยันว่า การตั้งค่าระบบดังกล่าวไม่ใช่การขยายเวลารับฟังความคิดเห็น ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะดำเนินการคัดกรองและตัดข้อมูลที่ถูกส่งเข้ามาหลังเที่ยงคืนออกทั้งหมด โดยจะไม่นำมารวมในการกระบวนการสรุปผลรับฟังความคิดเห็นอย่างเด็ดขาด
“ร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส มีประชาชนเข้ามาร่วมแสดงความเห็นหลังเที่ยงคืนเกือบ 20,000 คน ดังนั้นในส่วนที่เกินมาหลังปิดรับฟังแล้ว เจ้าหน้าที่จะคัตออฟออกทั้งหมด และสำนักงานจะปรับปรุงการตั้งค่าระบบให้รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันในอนาคต” ศิโรจน์ ระบุ
หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมความเห็นของประชาชนที่ส่งเข้ามาอย่างถูกต้องตามกรอบเวลา เพื่อจัดทำรายงานสรุปผลประกอบร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และใช้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ภายในสัปดาห์หน้า และจะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลต่อไปได้


