องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS จัดการแถลงข่าวชี้แจงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการดำเนินงานและการใช้งบประมาณขององค์กร โดยผู้บริหารระบุว่ากระบวนการตรวจสอบบางส่วนขัดต่อหลักการรักษาความลับและไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจงก่อนสรุปผล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่วงเวลาการแถลงข่าวของ สตง. ที่สอดคล้องกับความผิดปกติของการโหวตแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายของ Thai PBS
ท้วงติงกระบวนการตรวจสอบ ชี้เอกสารหลุดกระทบพนักงาน
พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. อธิบายถึงมาตรฐานการตรวจสอบสากล (INTOSAI) ที่ สตง. นำมาใช้ ซึ่งมีข้อกำหนดสำคัญเรื่องความเป็นอิสระ ความเป็นธรรมในการเปิดโอกาสให้ชี้แจง และการรักษาความลับ แต่ปรากฏว่ามีเอกสารข้อมูลความลับถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณชนก่อนเวลาอันสมควร ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อพนักงานที่ถูกระบุชื่อ อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ สตง. ที่รับปากจะดำเนินการสืบสวนหาผู้กระทำผิดและหาทางเยียวยาตามกฎหมาย
พิเศษชี้แจงถึงกระบวนการทำงานของคณะตรวจสอบจาก สตง. ที่แบ่งเป็น 3 ชุด ว่า ชุดที่ 1 ซึ่งตรวจสอบเรื่องความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง มีการประชุมก่อนปิดตรวจ (Exit Conference) เพื่อให้องค์กรได้ชี้แจง ซึ่ง สตง. ยอมรับว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่ของ ส.ส.ท. บรรลุตามวัตถุประสงค์
แต่สำหรับชุดที่ 2 และ 3 กลับไม่มีการจัดประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อทักท้วง นอกจากนี้ สตง. ยังจัดการแถลงข่าวทั้งที่ผลการตรวจสอบของชุดที่ 3 ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดสังเกตและไม่เคยปรากฏในธรรมเนียมปฏิบัติของการตรวจสอบมาก่อน
แจงปมเบิกจ่ายค่าตอบแทนและระเบียบการใช้รถ
ประเด็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง อดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงว่า กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากการประกาศหาผู้ผลิตรายการอย่างเปิดเผย เมื่อผ่านการคัดเลือกและพัฒนารายการร่วมกันจนได้ผู้ชนะเพียงรายเดียว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการทำสัญญาซึ่งตามระเบียบเรียกว่าวิธีเฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากสังคมว่าเป็นการเอื้อประโยชน์
ส่วนกรณีค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ พิเศษระบุว่า เป็นการจ่ายค่าพาหนะตามอำนาจการอนุมัติของผู้อำนวยการ ซึ่งอ้างอิงตามบทเฉพาะกาลที่ให้ใช้ระเบียบเดิมปี 2561 โดยยืนยันว่าไม่มีการทุจริตนำเงินเข้ากระเป๋าหรือสร้างความเสียหายต่อองค์กร
สำหรับข้อทักท้วงเรื่องผู้บริหารรับเงินประจำตำแหน่งแล้วยังใช้รถส่วนกลาง อดิศักดิ์ อธิบายว่า เงินดังกล่าวคือค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง ไม่ใช่การเบิกเงินเพิ่ม และการใช้รถส่วนกลางที่ผ่านมาเป็นไปเพื่อปฏิบัติภารกิจขององค์กร ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ส.ส.ท. ได้มีการออกระเบียบใหม่เพื่อกำหนดข้อยกเว้นการใช้รถส่วนกลางให้เกิดความชัดเจนแล้ว
ตั้งข้อสังเกตโยงแก้กฎหมาย ตัดแหล่งรายได้กระทบความเป็นอิสระ
พิเศษได้ตั้งข้อสังเกตถึงช่วงเวลาการแถลงข่าวของ สตง. ว่าเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส.ส.ท. ซึ่งมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้จากภาษีสรรพสามิต (ภาษีบาป) ไปสู่งบประมาณแผ่นดินตามปกติ โดยพบความผิดปกติคือ หลังจาก สตง. แถลงข่าว ยอดผู้โหวต ‘เห็นด้วย’ กับการแก้กฎหมายได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้สัดส่วนผู้ไม่เห็นด้วยมีสูงถึงร้อยละ 95-96
พิเศษย้ำว่าแหล่งรายได้จากภาษีบาปคือหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เพื่อไม่ให้ถูกแทรกแซงทางการเมืองหรือกลุ่มทุน หากมีการแก้กฎหมายในประเด็นนี้ จะส่งผลกระทบต่อหลักการทำงานของสื่อสาธารณะในการเป็นปากเสียงให้ประชาชนและกลุ่มเปราะบาง
เดินหน้าปฏิรูปองค์กร ยกระดับเทคโนโลยี-ลดรายจ่าย
อดิศักดิ์ทิ้งท้ายว่า องค์กรมีภารกิจที่เพิ่มขึ้นมหาศาลตลอด 18 ปีที่ผ่านมา ทั้งการบริหารโครงข่ายทีวีดิจิทัล 63 สถานีทั่วประเทศ ศูนย์สื่อสารภัยพิบัติ และศูนย์ตรวจสอบข่าวปลอม (Thai PBS Verify) ภายใต้งบประมาณที่คงที่
ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรและเทคโนโลยี เช่น การนำระบบ ERP และระบบจัดเก็บข้อมูล (ONE Asset System) มาใช้เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดต้นทุนการบริหารงาน พร้อมยืนยันว่าข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินงานทั้งหมดถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์ขององค์กรและรายงานประจำปีที่ส่งให้รัฐสภาตรวจสอบเป็นประจำ
ทั้งนี้ ส.ส.ท. จะพิจารณาข้อทักท้วงของ สตง. และทำหนังสือชี้แจงกลับไปตามกระบวนการ โดยคาดหวังให้การตรวจสอบเป็นไปในลักษณะเชิงสร้างสรรค์หรือ ‘ตรวจขึ้น’ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กร มากกว่าการ ‘ตรวจลง’ เพื่อจับผิด










