สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) พบปัญหาการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญโดยไม่มีระเบียบรองรับ รวมถึงการจ้างผลิตรายการที่อาจขัดต่อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 85 ล้านบาท พร้อมเตรียมส่งรายงานกรณีผู้บริหารรับเงินค่ารถประจำตำแหน่งแต่ใช้รถส่วนกลางภายในสัปดาห์นี้
วันนี้ (14 ตุลาคม) สุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วย มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าคณะทำงาน, โสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจเงินแผ่นดิน และ สินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบการดำเนินงานของไทยพีบีเอส
สุทธิพงษ์ยืนยันว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่ใช่การตอบโต้ระหว่างองค์กร แต่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่เนื่องจาก สตง. ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรของไทยพีบีเอสในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569
โดยเอกสารร้องเรียนชี้ให้เห็นถึงการใช้จ่ายเงินที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้องค์กรได้รับความเสียหาย สตง. จึงมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การจัดหาผู้ทำข่าวเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
- ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร
- ความผิดเฉพาะเจาะจงของบุคคล ซึ่งหากพบพฤติกรรมที่น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต จะมีการส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ปัจจุบัน สตง. ได้ส่งรายงานการตรวจสอบไปแล้ว 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม 2569 และเหลือเพียงรายงานฉบับที่เกี่ยวข้องกับความผิดเฉพาะเจาะจงของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะออกรายงานได้ในเร็ววัน
- ชี้การประเมินผลสัมฤทธิ์ไม่สะท้อนความเป็นจริง
สินีนาตกล่าวถึงการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานว่า ไทยพีบีเอสได้รับงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยกว่าร้อยละ 50 เป็นงบสำหรับการจัดหาและผลิตสื่อ จากการตรวจสอบพบว่า ตัวชี้วัดด้านผลสัมฤทธิ์บางส่วนไม่สามารถสะท้อนผลการดำเนินงานได้อย่างแท้จริง มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง ขาดความต่อเนื่อง และขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก
นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมไม่ได้ถูกนำมาใช้วางแผนการจัดหารายการให้สอดคล้องกับความต้องการ ขณะที่ระบบการบริหารจัดการยังมุ่งเน้นเพียงตัวชี้วัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้เกินร้อยละ 80 มากกว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ตามแผนงาน
รวมถึงระบบการจัดเก็บไฟล์รายการยังแยกกันตามสำนัก ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่สามารถรองรับการวัดผลรายการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างชัดเจน สตง. จึงมีข้อเสนอแนะให้ไทยพีบีเอสยกระดับการบริหารจัดการและระบบสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ากับเงินแผ่นดิน
- ปมเบิกจ่ายค่าตอบแทนและจ้างผลิตรายการ เสียหาย 85 ล้านบาท
มธุลีห์เปิดเผยถึงการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินว่า การจ้างผลิตรายการข่าว ‘เจาะย่อโลก’ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงระหว่างปี 2560-2568 อาจเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เนื่องจากรายการดังกล่าวเป็นการจ้างผลิตที่ใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนโดยไม่มีการประเมินเรตติ้ง ซึ่งอาจขัดต่อพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
ขณะที่ประเด็นการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญระหว่างปี 2566-2568 พบว่าไม่มีระเบียบหรือกฎหมายรองรับที่ชัดเจน โดยอาศัยเพียงการอนุมัติทางการเงินชั่วคราวภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจ และเมื่อมีการประกาศใช้ระเบียบ กสทช. ในปี 2567 ทำให้หลักเกณฑ์เดิมไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก การเบิกจ่ายในปี 2568 จึงถือเป็นการใช้จ่ายโดยไม่มีระเบียบรองรับ
รวมมูลค่าความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างประมาณ 15 ล้านบาท และความเสียหายจากการจ้างบุคลากรกว่า 65 ล้านบาท รวมเป็นเงินเกือบ 85 ล้านบาท ซึ่ง สตง. เสนอให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
- จ่อส่งรายงานปมผู้บริหารใช้รถส่วนกลาง
โสมทัตกล่าวถึงการตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหารย้อนหลังระหว่างปี 2559-2564 โดยระบุว่า ไทยพีบีเอสมีระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายรถประจำตำแหน่ง แต่กลับไม่มีระเบียบการใช้รถส่วนกลาง ทำให้พบข้อเท็จจริงว่ามีผู้บริหารที่รับเงินค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งแล้ว แต่ยังนำรถส่วนกลางไปใช้งาน ซึ่งขัดต่อหลักการใช้ทรัพย์สินของรัฐและพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง
ขณะนี้ทีมตรวจสอบได้สรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเสนอให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินลงนามเพื่อแจ้งต่อไทยพีบีเอสภายในสัปดาห์หน้า
- แจงประเด็นเอกสารลับหลุด ย้ำทำตามหน้าที่
สุทธิพงษ์กล่าวถึงกรณีที่มีเอกสารผลการตรวจสอบหลุดไปถึงสื่อมวลชนว่า หนังสือที่ สตง. แจ้งไปยังหน่วยรับตรวจถือเป็น ‘หนังสือลับ’ เนื่องจากมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากมีการเปิดเผยออกมาถือว่ามีความผิด ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่าเอกสารหลุดมาจากฝ่ายใด หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ สตง. ก็จะต้องถูกดำเนินการทางวินัย
สุทธิพงษ์กล่าวย้ำว่า การตรวจสอบของ สตง. เป็นการทำงานตามปกติ ไม่ได้เกิดจากความโกรธแค้นหรือตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองแต่อย่างใด สตง. ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนและพยานหลักฐาน ส่วนผลการตรวจสอบจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายขององค์กรใดหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ สตง. มุ่งเน้น หน้าที่หลักคือการรายงานข้อเท็จจริง หากพบความเสียหายหน่วยงานต้องไปดำเนินการทางวินัยและเรียกร้องค่าเสียหาย หรือหากพบการทุจริตก็จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป
“ถ้าเราไม่แถลงเรื่องนี้ ข่าวในปัจจุบันไปคนละทิศคนละทาง บางคนออกข่าว เพราะ สตง. โกรธแค้นไทยพีบีเอสใช่หรือไม่ บางคนออกข่าวว่า เพราะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลใช่หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องการทํางานปกติ อยากให้ดูที่ผลการตรวจสอบว่า ผลตรวจสอบแบบนี้ จะกระทบถึงการต้องแก้ไขกฎหมายองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือไม่ หากผลการตรวจสอบของเรายื่นแล้วต้องยุบองค์กรนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นประเด็น แต่เราตรวจสอบเรื่องง่ายๆ เท่านั้นเอง ส่วนความจําเป็นเรื่องจริยธรรม หรือจรรยาบรรณสื่อ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง” สุทธิพงษ์กล่าว












