คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขึ้นเวทีเสวนา Small AI: More and Better Jobs ภายใต้การประชุมประจำปี 2026 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของ AI และการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา
ประเด็นสำคัญ
- AI ดันเศรษฐกิจโลกโต เอเชียมีโอกาสได้ประโยชน์
- IMF ประเมิน AI อาจช่วยเพิ่มอัตราเติบโตเศรษฐกิจเอเชีย
- งานใช้ทักษะ AI เงินเดือนดีขึ้น แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่ม
- ห่วงเด็กจบใหม่ เสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ
- จี้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษา คนยุค AI ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
- AI อาจกระทบรายได้ภาษี รัฐบาลจะหาเงินจากไหน?
- เปรียบ AI เป็นสึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัว เตือนโลกต้องเตรียมพร้อม
กิออร์กิเอวาระบุว่า AI กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการลงทุนในเทคโนโลยีและความต้องการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยมองว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสช่วยเพิ่มผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเอเชีย
อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า แม้ AI จะช่วยสร้างงานใหม่ แต่ข้อมูลจากตลาดแรงงานเริ่มแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล โดยงานที่ต้องใช้ทักษะ AI มีแนวโน้มได้รับค่าจ้างสูงขึ้น ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำกำลังลดลง แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น
เธอจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งศึกษาผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน ปรับระบบการศึกษาให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านรายได้ภาษี หากในอนาคตภาคธุรกิจหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนมากกว่าแรงงานมนุษย์
AI ดันเศรษฐกิจโลกโต เอเชียมีโอกาสได้ประโยชน์
กิออร์กิเอวากล่าวว่า AI กำลังสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนจำนวนมาก ทั้งการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสร้างโมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้งานเทคโนโลยี
เธอมองว่า การลงทุนเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้อยู่ที่ประมาณ 3% แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากปัญหาพลังงานก็ตาม
ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ AI เช่น จีนและอินเดียมีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว
กิออร์กิเอวาระบุว่า โอกาสสำคัญในระยะต่อไปจะอยู่ที่การนำ AI ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่กลายเป็นอุปกรณ์ซึ่งผู้คนทั่วโลกใช้งานในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และประชาชนที่พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยี รวมถึงมาตรการของภาครัฐเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
IMF ประเมิน AI อาจช่วยเพิ่มอัตราเติบโตเศรษฐกิจเอเชีย
กิออร์กิเอวายกผลการประเมินของ IMF ว่า หากประเทศต่างๆ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณ 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์
ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอาจมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเธอชี้ว่า ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย เพราะหาก AI ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็อาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรได้มากกว่าที่คาด
งานใช้ทักษะ AI เงินเดือนดีขึ้น แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่ม
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กิออร์กิเอวาหยิบยกขึ้นมา คือ ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยเธอเปิดเผยผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ปัจจุบัน งานประมาณ 10% ในตลาดแรงงานต้องใช้ทักษะด้าน AI แล้ว
เธอมองว่า งานกลุ่มนี้มักต้องใช้ทักษะสูงและให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่งานประจำประเภทลักษณะทำซ้ำ หรือสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำแทนได้ กำลังมีจำนวนลดลง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล และงานในภาคบริการ
เธอระบุว่า หากดูภาพรวมของตลาดแรงงานในพื้นที่ที่ IMF ศึกษา จำนวนงานสุทธิยังเพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำ
กิออร์กิเอวาจึงเตือนว่า การประเมินผลกระทบของ AI ไม่ควรดูเพียงจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานและรายได้ที่แรงงานได้รับด้วย
ห่วงเด็กจบใหม่ เสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ
กิออร์กิเอวาระบุว่า กลุ่มที่เธอกังวลมากที่สุดคือคนหนุ่มสาวที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะในอดีตคนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นอาชีพจากงานประจำที่มีลักษณะซ้ำๆ ก่อนจะค่อยๆ สะสมประสบการณ์และก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น
แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาทำงานเหล่านี้แทนมนุษย์ได้มากขึ้น โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพของคนรุ่นใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย โดยยกตัวอย่างว่า คนหนุ่มสาวที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพ อาจไม่อยากทำงานเป็นพนักงานชงกาแฟในร้านกาแฟไปตลอดชีวิต เพราะงานลักษณะนี้อาจไม่ใช่อาชีพในอนาคตที่พวกเขาตั้งใจไว้
อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวาย้ำว่า จากข้อมูลที่ IMF ศึกษา AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมลดลงอย่างชัดเจน แต่กำลังเปลี่ยนประเภทของงานที่นายจ้างต้องการ โดยยังเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา
จี้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษา คนยุค AI ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
กิออร์กิเอวามองว่า รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการเตรียมประชาชนให้พร้อมรับมือกับ AI โดยเฉพาะการปรับระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เธอระบุว่า โลกการทำงานกำลังเข้าสู่ยุคที่คนเราไม่สามารถเรียนรู้ทักษะเพียงครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่และปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
กิออร์กิเอวายังเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามข้อมูลและศึกษาผลกระทบของ AI อย่างจริงจัง เพราะการตัดสินใจด้านนโยบายจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน
AI อาจกระทบรายได้ภาษี รัฐบาลจะหาเงินจากไหน?
อีกหนึ่งประเด็นที่กิออร์กิเอวาให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบของ AI ต่อรายได้ภาครัฐ โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจำนวนมากพึ่งพารายได้จากการเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและประชาชน
อย่างไรก็ตาม หาก AI ทำให้ภาคธุรกิจใช้แรงงานน้อยลง และหันไปพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยี และเงินทุนมากขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องทบทวนว่าจะเก็บภาษีจากส่วนใดเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ
กรรมการผู้จัดการ IMF ยังเตือนว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องใช้เงินช่วยให้ประชาชนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ทั้งการพัฒนาทักษะ การศึกษา และมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า หากรายได้ภาษีลดลงในช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น รัฐบาลก็อาจเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับผลกระทบจาก AI
เปรียบ AI เป็นสึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัว เตือนโลกต้องเตรียมพร้อม
ช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา กิออร์กิเอวาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจาก AI ว่า เหมือนคลื่นสึนามิที่เคลื่อนตัวเข้ามา แม้ผลกระทบจะยังไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกอาชีพ แต่เทคโนโลยีกำลังทยอยเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง
เธอยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า โลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลสามารถเตรียมพร้อมได้ด้วยการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง และนำบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้กับนโยบายอย่างจริงจัง
สำหรับเป้าหมายที่อยากเห็นจาก AI ในอีก 5 ปีข้างหน้า กิออร์กิเอวาทิ้งท้ายว่า เธออยากให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานที่มนุษย์ไม่อยากทำ เพื่อให้ผู้คนมีเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองรักมากขึ้น พร้อมกับมีรายได้ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น
“ให้ AI ทำทุกอย่างที่เราไม่อยากทำ แล้วปล่อยให้เราได้ใช้เวลากับสิ่งที่เรารัก” กิออร์กิเอวากล่าว

