วันนี้ (11 ตุลาคม) พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและตรวจเยี่ยมประชาชน ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง
พลพีร์ได้สั่งการกำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองให้เร่งลงทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง โดยให้ทยอยส่งข้อมูลเข้าส่วนกลางเพื่อเบิกจ่ายเงินเยียวยาโดยไม่ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายพร้อมกันทั้งพื้นที่ พร้อมประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้เร่งสำรวจและปล่อยกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนทันทีเมื่อพื้นที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
สำหรับกรณีโรงงานอุตสาหกรรมในอำเภอศรีมหาโพธิเกิดเหตุสารเคมีจากกากขยะรั่วไหล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณามาตรการทางกฎหมายและบทลงโทษอย่างเด็ดขาด ควบคู่ไปกับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยย้ำว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นหากโรงงานมีมาตรฐานและระบบควบคุมที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม กรมการปกครอง ได้รายงานความผิดปกติเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทแห่งหนึ่งจาก 5 ล้านบาท เป็น 105 ล้านบาท และอีกบริษัทที่มีเครือญาติร่วมถือหุ้น เพิ่มทุนจาก 3 ล้านบาท เป็น 300 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติสิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีนิติบุคคลที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินร้อยละ 50 จำนวน 35 บริษัท และอีกกว่า 10 บริษัทมีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นนอมินี
จากกรณีดังกล่าว พลพีร์ได้สั่งการให้กรมการปกครอง กรมที่ดิน กระทรวงพาณิชย์ และตำรวจภูธรภาค 2 บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้รายงานผลภายใน 7 วัน พร้อมย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจต้องเดินหน้าควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของคนไทยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และโรงงานเคมีจำนวนมาก
ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน พลพีร์และพลโท อดุลย์ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสนาม ที่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ อำเภอเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นจุดรับผู้ป่วยที่เคลื่อนย้ายมาจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อรับฟังปัญหาและติดตามแผนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับตามลำดับอาการ (เขียว เหลือง แดง)
พร้อมกันนี้ ได้ประสานการประปาส่วนภูมิภาค ให้นำรถน้ำสะอาดเข้าให้บริการแก่โรงพยาบาลสนาม เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยฟอกไต ตลอดจนจัดเตรียมรถน้ำดื่มสะอาดเพื่อให้บริการประชาชนในช่วงฟื้นฟูโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต่อไป


