วันนี้ (9 ตุลาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประกาศมอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แก่ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปจากทั่วประเทศ จำนวน 471 นาย โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำงานของตำรวจทั้งระบบ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ ให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นและศรัทธาในองค์กรบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง
ผบ.ตร. เปิดเผยว่า นโยบายเร่งด่วนในระยะ 30 วันแรก จะยึดหลัก เรื่องไหนทำน้อยเกิดผลมากให้ทำทันที เรื่องไหนทำอยู่แล้วไม่ได้ส่งผลอะไรให้ยกเลิก พร้อมวางหลักการปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา 3 ประการ คือ ต้องดูแลสวัสดิการ เร่งสอนมาตรฐานการทำงาน และเมื่อทำผิดต้องกล้าลงโทษทางวินัยตั้งแต่แรก ไม่ปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในลักษณะ พ่อแม่รังแกฉัน
ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อเอาเวลาไปให้ประชาชน ด้วยการลดขั้นตอนการประชุมที่ซ้ำซ้อน จากเดิมที่มีการประชุมซ้ำซ้อนมากถึง 19 ครั้ง ให้เหลือเพียงการประชุมระดับ ตร. กับผู้บัญชาการเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ผู้บังคับการและผู้กำกับการในแต่ละพื้นที่ มีเวลาลงพื้นที่ไปบริหารจัดการจุดเสี่ยง จุดสุ่มเสี่ยง และจุดบริการประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สำหรับประเด็นการตั้งด่านและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ผบ.ตร. ได้กำชับให้ตำรวจจราจรแสดงความจริงใจต่อประชาชน โดยสั่งยกเลิกการสวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้า หากกังวลเรื่องมลพิษให้ใช้หน้ากากอนามัยสีขาวแทน หรือหากสภาพอากาศร้อนจัดให้งดการตั้งด่านไว้ก่อน การบังคับใช้กฎหมายต้องแบ่งเป็นสองส่วนคือการอำนวยความสะดวกและการบังคับใช้กฎหมาย
โดยเน้นการว่ากล่าวตักเตือนเป็นหลัก หากจำเป็นต้องปรับ ให้พิจารณาลงโทษแบบปรับขั้นบันได เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และจุดตรวจทุกแห่งต้องตอบสังคมให้ได้ว่าตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยต้องมีผู้ควบคุมอย่างชัดเจน
ในด้านการสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ผบ.ตร. ได้วางโครงสร้างความคุ้มครองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
พื้นที่ปฐมภูมิ (บ้านเรือน) เมื่อประชาชนแจ้งเหตุ ตำรวจต้องไปถึงให้ไวที่สุด หากไม่มีเหตุให้สุ่มตรวจเยี่ยมเยียน
พื้นที่ทุติยภูมิ (ห้างสรรพสินค้า/หมู่บ้านจัดสรร) ให้บูรณาการร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เอกชนที่มีกว่า 350,000 นาย เข้ามาเป็นเครือข่ายช่วยสอดส่องดูแล
พื้นที่ตติยภูมิ (พื้นที่สาธารณะ) เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของตำรวจที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่า ประชาชนเดินทางออกจากบ้านแล้วต้องปลอดภัย
ผบ.ตร. เน้นย้ำอีกว่า ในส่วนของงานสอบสวนไม่จำเป็นต้องทำสำนวนสั่งฟ้อง 100% แต่ขอให้สั่งคดีให้ถูกต้อง 100% ตามข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ส่วนงานสืบสวนต้องนำเทคโนโลยีมาเร่งรัดจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็ว
ทั้งนี้ ได้สรุปกรอบการทำงานหลักออกเป็น 5 ด้าน โดยกำชับว่า งานเร่งด่วนที่สุดคืองานปราบปรามภัยคุกคาม เช่น แหล่งอบายมุข บ่อนการพนัน และการค้ามนุษย์ หากพบพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย ผู้บังคับการและผู้กำกับการในพื้นที่นั้นจะต้องถูกสั่งย้ายด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการเร่งรัดงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้งการปราบปรามยาเสพติด กลุ่มทุนนอมินี แก๊งสแกมเมอร์ และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเด็ดขาด


