วันนี้ (9 ตุลาคม) ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวว่าด้วยเรื่องการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 และการเยือนของผู้นำระดับสูง
โฆษก กต. ระบุว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนกว่า 15,000 คนจากกว่า 190 ประเทศ และสื่อมวลชนกว่า 1,000 คนเข้าร่วม
ในโอกาสนี้ มีการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของผู้นำต่างประเทศ ได้แก่ กี ปาร์เมอแล็ง ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส พร้อมภริยาและคณะนักธุรกิจถือเป็นการเยือนไทยของประธานาธิบดีสวิสครั้งแรกในรอบ 22 ปี ในวาระฉลองครบ 95 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สวิตเซอร์แลนด์ในปีนี้ โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในยุโรป, อันดับ 1 ในกลุ่ม EFTA, มีบริษัทสวิสลงทุนในไทยกว่า 150 บริษัท และมีชุมชนคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ราว 36,000 คน
รวมถึง ทาร์มัน ชันมูการัตนัม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ก็มีกำหนดเดินทางเยือนไทยในห้วงเวลานี้เช่นเดียวกัน โดยมีกำหนดการต้อนรับ ณ ทำเนียบรัฐบาล และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญในมิติเศรษฐกิจสีเขียว ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจดิจิทัล-นวัตกรรม
นอกจากผู้นำสวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์แล้ว เคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน โดยเดินทางถึงไทยตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา และเมื่อช่วงเช้าวันนี้ มีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือข้อราชการทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเจ้าภาพ พร้อมการแถลงข่าวร่วมและงานเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีกำหนดเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในช่วงค่ำ ก่อนที่จะสิ้นสุดการเยือนและเดินทางออกจากประเทศไทยในวันที่ 10 ตุลาคม
ส่วนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนั้น การเดินทางเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญระหว่างไทย-ติมอร์-เลสเต ในทุกมิติ ทั้งในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความร่วมมือด้านการพัฒนา โดยจะมีการเตรียมจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ติมอร์-เลสเต ในปี 2570
กระทรวงการต่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน (Side Events) 4 กิจกรรม ในห้วงเวลาเดียวกันกับการประชุม IMF-World Bank ครั้งนี้ ได้แก่
- การประชุมโต๊ะกลม (Round Table Meeting) ในหัวข้อ Strengthening ASEAN Resilience and the Role of Emerging Development Partners for a More Secure and Sustainable Future โดย กต. ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ. หรือ NEDA) จัดประชุมระหว่างหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทย สปป.ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น เรื่องการสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ผ่านความร่วมมือไตรภาคีเพื่อเป้าหมาย SDGs ในวันที่ 9 ตุลาคม ณ รร.ดุสิตธานี
- Dinner Talk ในหัวข้อ Rethinking Growth: Thailand’s Pathways to a More Balanced and Sustainable Future เพื่อนำเสนอการเติบโตอย่างสมดุลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ในวันที่ 13 ตุลาคม ณ รร.เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท
- เวทีเสวนาระดับสูงในหัวข้อ Food System Transformation and Economic Growth Powering Economic and Social Development through the Energy Transition โดย กต. ร่วมกับ UN ESCAP และ FAO แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม ณ รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
- งานเสวนา ในหัวข้อ Promoting Quality Infrastructure in Asia Pacific โดย กต. ร่วมกับ OECD และ Blue Dot Network ว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการดึงดูดการลงทุนที่ยั่งยืน ในวันที่ 15 ตุลาคม ณ รร.คอนราด กรุงเทพฯ
โฆษก กต. เน้นย้ำว่า การประชุม IMF-World Bank เป็นเวทีแสดงศักยภาพเศรษฐกิจ-การเงิน ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ผลักดันยุทธศาสตร์ ‘Bangkok Blueprint’ ด้านการเงินดิจิทัลและสิ่งแวดล้อม นำเสนอซอฟต์พาวเวอร์และวัฒนธรรมไทย พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook Live


