วันนี้ (8 ตุลาคม) เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังเดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังกลับจากการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการเสวนาแบบ One-on-One ในการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2569
ศุภจี กล่าวว่า วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย และมีการหารือด้านการค้าระหว่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องภาษีทางการค้าและความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเมื่อวานนี้ได้มีการหารือด้านการค้า และวันนี้ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อแจ้งว่า การพูดคุยทางการค้าเรียบร้อยแล้ว
ส่วนการลงนาม FTA จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ต้องพิจารณากรอบด้านกฎหมายก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จึงจะสามารถลงนามได้ โดยคาดว่าจะลงนามได้ในช่วงต้นปีหน้า และถือเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ประเทศไทยจะได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี
ศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยมีการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่แล้ว เช่น ด้านพลังงาน แต่สินค้าที่ไทยจะนำไปจำหน่ายยังมีไม่มาก การลงนาม FTA ครั้งนี้จะทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกร
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีด้วยว่า เมื่อมีการลงนาม FTA แล้ว จะเข้ามาลงทุนในสาขาต่างๆ เช่น พลังงาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเข้ามาเปิดแพลตฟอร์ม เพื่อนำเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้กับเอสเอ็มอีไทย
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ศุภจี กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงในหลักการแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจะต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย
ศุภจี กล่าวว่า หากมีการพบกันอีกครั้งระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ก็ต้องการให้สามารถลงนามได้ในช่วงดังกล่าว ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เป็นเรื่องของคณะทำงานที่จะต้องหารือกันต่อไป


