สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากกระทบบ้านเรือนประชาชนกว่า 200 หลังคาเรือน และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย โดยนับเป็นเหตุการณ์แรกภายหลัง ภายใต้ ‘โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน’ เริ่มให้ความคุ้มครองบ้านเรือน 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
วานนี้ (8 ตุลาคม) ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. พร้อมด้วย นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย เดินทางลงพื้นที่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตามข้อสั่งการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมแถลงข่าวร่วมกับ ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และ ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย
นำร่องช่วยเหลือ 225 หลังคาเรือน จ.ลำพูน – เชียงใหม่เสียชีวิต 1 ราย
ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน รายงานว่า เหตุน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ตำบลป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง ส่งผลกระทบต่อ 4 หมู่บ้าน (บ้านห้วยหละ, บ้านทุ่งม่าน, บ้านใหม่พัฒนา และบ้านใหม่ศรีบุญเรือง) โดยระดับน้ำสูงถึงระดับเอว และมีบ้านเรือนเสียหายเบื้องต้นประมาณ 225 หลังคาเรือน ซึ่งสำนักงาน คปภ. เชียงใหม่ ได้เข้าพื้นที่นำร่องรวบรวมรายชื่อ พร้อมช่วยตรวจสอบหลักฐาน ถ่ายภาพความเสียหาย และแนะนำขั้นตอนการลงทะเบียนออนไลน์แก่ประชาชน
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รายงานเหตุวาตภัยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 พบผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงอายุ 54 ปี ที่ถูกกระแสน้ำพัดในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา ซึ่งนับเป็นกรณีแรกที่เข้าหลักเกณฑ์การได้รับค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตภายใต้โครงการดังกล่าว
เปิดเงื่อนไขความคุ้มครอง – อัตราจ่ายสินไหมทดแทน
สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขความคุ้มครองของ กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ครอบคลุมภัยอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ โดยมีรายละเอียดความคุ้มครองดังนี้
กรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหาย: คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายเบื้องต้น: กรณีอุทกภัย จ่าย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีวาตภัยและแผ่นดินไหว จ่าย 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- ความเสียหายเพิ่มเติม: พิจารณาจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในวงเงินไม่เกิน 90,000 บาท โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการประเมินความเสียหาย
- กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ: ให้ความคุ้มครอง 2,000,000 บาทต่อราย
- กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ: ให้ความคุ้มครอง 200,000 บาทต่อราย
ทั้งนี้ สิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความคุ้มครองจะต้องมีทะเบียนบ้านและมีข้อมูลขึ้นทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย โดยคุ้มครองเฉพาะตัวโครงสร้างสิ่งปลูกสร้าง ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีบริษัทประกันภัยเข้าร่วมรับประกันภัยรวม 11 บริษัท
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถแจ้งความเสียหายผ่านระบบออนไลน์ได้ทันทีผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่
- เว็บไซต์www.thaiNATCAT.org
- LINE Official Account @ThaiNATCAT
- ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 02-012-5555
- จุดรับแจ้งเหตุในพื้นที่เกิดเหตุ สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ตโฟน เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ
กระบวนการยื่นเรื่องทำได้โดยยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID กรอกข้อมูล ระบุบัญชีพร้อมเพย์ และอัปโหลดภาพถ่ายความเสียหาย เมื่อผ่านการตรวจสอบตามหลักเกณฑ์ เงินค่าสินไหมเบื้องต้นจะถูกโอนผ่านระบบพร้อมเพย์ หรือเข้าบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ ซึ่งมีการประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสินในการรองรับ
เลขาธิการ คปภ. ย้ำปิดท้ายว่า สำนักงาน คปภ. จะเร่งกระบวนการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่บริษัทได้รับหลักฐานครบถ้วน โดยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account @OICCONNECT

