กระทรวงพลังงานจับตาส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป-ดิบดูไบยังสูง มีลุ้นเดินหน้าดึงผลประโยชน์ส่วนเกินค่าการกลั่นรอบ 8 ก่อนสิ้น ต.ค. ย้ำ 7 รอบที่ผ่านมาเรียกเก็บแล้วราว 2.8 หมื่นล้านบาท ชี้หากค่าการกลั่นยังทะลุกรอบปกติ 15-20 ดอลลาร์/บาร์เรล พร้อมใช้กลไกลดภาระกองทุนน้ำมัน ชี้ ‘กู้เงิน’ ยังไม่ใช่ทางเลือกแรก เหตุเพิ่มหนี้สาธารณะ
วันที่ 7 ต.ค.69 พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อของกระทรวงพลังงาน คือการใช้เครื่องมือที่ 2 คือการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น
โดยกระทรวงพลังงานใช้กลไกตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ผ่านมาดำเนินการเรียกเก็บผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นรวม 7 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณ 28,000 ล้านบาท ถือเป็นครั้งแรกที่สามารถดึงเงินส่วนดังกล่าวกลับมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระดับดังกล่าว
โดยเป็นการคำนวณใช้ค่าการกลั่นในช่วงเวลาปกติเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นในช่วงวิกฤต ซึ่งส่วนต่างเพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ตลาดโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดความขัดแย้งที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปและค่าขนส่ง รวมถึงค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น
คาดว่าเร็วๆ นี้ มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการ ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นรอบที่ 8 เนื่องจากสถานการณ์ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบหรือค่าการกลั่นในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง
โดยหากพิจารณาจากกราฟราคาน้ำมันสำเร็จรูปเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ จะเห็นว่าส่วนต่างยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างกว้าง
การพิจารณาว่าจะเรียกเก็บในรอบที่ 8 หรือไม่ จะต้องอาศัยข้อมูลค่าการกลั่นและราคาน้ำมันในแต่ละช่วงประกอบกัน โดยไม่ได้จำเป็นต้องรอให้ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2569 เนื่องจากสามารถนำข้อมูลราคาที่เกิดขึ้นจริงมาคำนวณเป็นระยะ เพื่อใช้ประกอบการ
กำหนดแนวทางสำหรับเดือนพฤศจิกายนได้ โดยปกติการประเมินจะมีการติดตามข้อมูลเป็นรอบ และเมื่อได้ข้อมูลถึงช่วงกลางเดือนก็สามารถนำมาประเมินแนวโน้มเบื้องต้นได้ ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการรอบที่ 8 ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม
“ถ้าถามว่ามีโอกาสไหม มี จากกราฟที่เห็นค่อนข้างชัด แต่จะมีมากน้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตัวเลข”
สำหรับค่าการกลั่นนั้นยอมรับว่าปัจจุบันอยู่ในระดับสูงมาก โดยปกติส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบจะอยู่ราว 15-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากปรับตัวสูงเกินกรอบดังกล่าวมากขึ้น ก็จะต้องนำมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดเก็บเงินกลับเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ผลประโยชน์จากส่วนต่างที่สูงผิดปกติถูกนำมาช่วยลดภาระกองทุนฯ
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดเก็บเงินดังกล่าวเป็น กลไกที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบอำนาจตาม พระราชกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักการสำคัญคือการจัดเก็บอย่างเหมาะสมไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการจนเกินสมควร
โดยต้องคำนึงถึงต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นด้วย ในระยะยาวประเทศไทยควรมีกลไกที่ชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะการกำหนดกรอบหรือกลไกในการกำกับค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่สามารถดำเนินการได้โดยกระทรวงพลังงานเอง ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงต้องใช้ อำนาจฝ่ายบริหารเข้ามาดำเนินการเป็นกรณีๆ ไป
ขณะที่มาตรการจากกระทรวงการคลังในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ B20 และ E20 นั้น ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการถึงเมื่อใด
โดยกระทรวงพลังงานมองว่า หากกระทรวงการคลังสามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้ก็ถือเป็นผลดี เพราะสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้เครื่องมือจากหลายหน่วยงานร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยอมรับว่าในมุมของกระทรวงการคลัง รายได้จากภาษีสรรพสามิตถือเป็นรายได้สำคัญของประเทศ จึงเข้าใจข้อจำกัดในการดำเนินมาตรการ แต่หากสามารถช่วยลดภาระในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงได้ก็จะช่วยให้การบริหารกองทุนน้ำมันทำได้ง่ายขึ้น
สำหรับประเด็นสำคัญเรื่องการกู้เงินการกู้เงินไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องการใช้เป็นอันดับแรก แม้กองทุนจะมีการศึกษาแนวทางรองรับไว้แล้วก็ตาม เพราะเงินกู้จะกลายเป็นหนี้สาธารณะและท้ายที่สุดประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระในการชำระคืน
ดังนั้น หากยังสามารถใช้เครื่องมืออื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารราคาน้ำมัน การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนในช่วงที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง การปรับโครงสร้างภาษี หรือการเพิ่มรายรับจากช่องทางอื่น กองทุนจะเลือกใช้มาตรการเหล่านี้ก่อนการกู้เงิน
“แม้ภาระกองทุนน้ำมันจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าใกล้ระดับแสนล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่าทันทีที่ยอดหนี้แตะระดับดังกล่าวจะต้องกู้เงิน โดยการตัดสินใจจะต้องพิจารณาฐานะกองทุน กระแสเงินสด รายรับที่จะเข้ามา แนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงเวลานั้นประกอบกัน การกู้เงินถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้หากเกิดสถานการณ์จำเป็นจริงๆ แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหาแรก เพราะนอกจากต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยแล้ว ยังสร้างภาระระยะยาวให้กับประเทศ”
สำหรับแนวทางบริหารกองทุนในระยะต่อไป จึงยังเน้นการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการติดตามส่วนต่างราคาน้ำมันและค่าการกลั่นอย่างใกล้ชิด หากพบว่าส่วนต่างอยู่ในระดับสูง ก็สามารถพิจารณานำกลไกจัดเก็บเงินกลับเข้ากองทุนพื่อช่วยลดภาระหนี้
ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ราคาน้ำมันคลี่คลาย กองทุนก็สามารถลดภาระการชดเชยและเร่งฟื้นฐานะทางการเงินได้ เป้าหมายสำคัญคือการรักษาระดับราคาพลังงานให้เหมาะสม ไม่ให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงจนสร้างผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมบริหารภาระกองทุนให้กลับเข้าสู่ระดับที่มีเสถียรภาพ โดยไม่ผลักภาระไปสู่การก่อหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม แนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบายการพึ่งพาตนเอง
ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569-2572 ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง
กระทรวงพลังงาน มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของวิกฤตการณ์พลังงานโลก
“ในส่วนของการกู้เงินนั้น ยังคงย้ำว่าขณะนี้กองทุนฯ ยังสามารถบริหารจัดการได้ และเราจะยังไม่กู้จนกว่าจะสิ้นไร้ไม้ตรอก เครื่องมือที่มีไม่สามารถช่วยได้แล้ว” พงศ์พล กล่าว

