ประธานกรรมการ FETCO คาดดัชนี SET มีโอกาสกลับไปสู่ระดับ 1,650-1,700 จุดภายในปีนี้ แม้เงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่องช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขายต่อเนื่อง 10 วันทำกำไรกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เชื่อพื้นฐานหุ้นไทยยังเด่น จากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 15-20%
ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ประเมินว่า SET Index มีโอกาสกลับไปยืนที่ระดับ 1,650-1,700 จุดภายในปีนี้ โดยมีเงื่อนไขหลายข้อ ได้แก่ น้ำท่วมไม่รุนแรงและควบคุมได้ กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาตามคาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง บอนด์ยีลด์นิ่งและเริ่มปรับลง สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซไม่ทวีความรุนแรง และไม่มีข่าวร้ายใหม่เข้ามากระทบ
ส่วนแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ ไพบูลย์มองว่ายังไม่น่ากังวล เพราะเกิดขึ้นกับทุกตลาดในอาเซียน สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องบอนด์ยีลด์และความไม่แน่นอนของนโยบาย Fed ประกอบกับหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ยังมีกำไรให้ขาย
“แรงขายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องของ global มากกว่า local” ไพบูลย์กล่าว
ข้อมูลจาก setsmart ณ วันที่ 5 ตุลาคม นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทย 1.8 หมื่นล้านบาท หากมองภาพรวมตลอดทั้งปีนี้ และไพบูลย์ระบุว่า หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวที่ยังเป็นบวกเมื่อเทียบกับในภูมิภาค พร้อมเชื่อว่าเงินทุนมีโอกาสไหลกลับเข้ามาอีก โดยเฉพาะเมื่อต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วราว 5 แสนล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง 10 วันทำกำไรกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ตัวเลขการซื้อสุทธิลดลงจากจุดสูงสุดราว 7.5 หมื่นล้านบาท มาเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท ในปัจจุบัน
ไพบูลย์ชี้ว่าแม้แรงขายจะหนัก แต่หุ้นไทยไม่ได้ปรับลงแรงเหมือนในอดีต ปีนี้ SET บวกมาแล้วกว่า 300 จุด หรือราว 24% YTD สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นกว่า 20% ทำให้ P/E ของหุ้นไทยค่อนข้างนิ่ง
“หุ้นไทยไม่ได้ขึ้นมาแค่ sentiment แต่สนับสนุนด้วยพื้นฐาน” ไพบูลย์กล่าว
ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ไพบูลย์ประเมินว่าผลกระทบจากน้ำท่วมรอบนี้เบากว่าปี 2554 มาก เพราะเกิดขึ้นช่วงปลายฤดูฝน ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศอยู่ที่ 82% เทียบกับ 94% ในปี 2554 จึงยังรองรับน้ำได้อีกพอสมควร แม้ช่วงแรกจะมีแรงขายออกมา แต่เชื่อว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ไม่มาก
ดัชนีความเชื่อมั่นยังร้อนแรงต่อเนื่องเดือนที่ 5
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 148.72 จุด ลดลงจาก 165.89 จุดในเดือนก่อน แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 นักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่มองบวกมากที่สุด (Very Bullish) ตามด้วยนักลงทุน Prop Trade ที่ยัง Bullish ส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศและรายย่อยอยู่ในระดับทรงตัว (Neutral)
ปัจจัยบวกที่ทุกกลุ่มให้น้ำหนัก คือ เงินทุนไหลเข้าและมาตรการรัฐ ส่วนปัจจัยลบ คือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศและนโยบายการเงินของ Fed กลุ่มที่น่าสนใจที่สุด คือ อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้แรงหนุนจากธีม AI และแบงก์ที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่นักลงทุนสนใจน้อยที่สุด
Story ไทยขายได้ แต่ต้องทำให้ได้จริง
จากการโรดโชว์พบนักลงทุนเกือบ 40 กองทุน ไพบูลย์ระบุว่าเสียงตอบรับค่อนข้างดี นักลงทุนส่วนใหญ่ยังถือหุ้นไทยน้อยมาก และสนใจเรื่องเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เป็นหลัก จนถึงขั้นถามนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะทำได้
“เชื่อว่าวันนี้ story ของไทยขายได้… ความกังวลอย่างเดียวคือจะทำได้จริงหรือไม่”
ไพบูลย์มองว่าสิ่งที่ต้องต่อยอดจากการประชุมประจำปี IMF-World Bank คือการสร้างความเชื่อมั่น และการแสดงให้เห็นว่าไทยจะเข้าร่วม OECD ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปทางอ้อม
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามในไตรมาส 4 ได้แก่ สถานการณ์ฮอร์มุซ ซึ่งราคาน้ำมันเริ่มปรับลงแล้ว ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ตลาดเชื่อว่าจะยังไม่ขึ้นในเดือนตุลาคม แต่อาจขึ้นในช่วงถัดไป และการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตอาจเข้ามาคานอำนาจทรัมป์ ส่วนหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ถึงขั้นฟองสบู่ โดย P/E ของ S&P 500 อยู่ที่ 19 เท่า และกลุ่ม Magnificent 7 ลดลงเหลือ 23 เท่า จากกว่า 30 เท่า
ภาพ: janews / Shuttrerstock

