เทนนิสอาจจบลงด้วย เอซ, วินเนอร์ หรือ เออร์เรอร์ ในแมตช์พอยต์ แต่รอบรองชนะเลิศ ไชน่าโอเพน ระหว่าง โนวัค ยอโควิช กับ ดานีล เมดเวเดฟ จบลงด้วยบอลหนึ่งลูกที่ไม่ได้ถูกตีไปยังอีกฝั่งของเน็ตด้วยซ้ำ
ประเด็นสำคัญ
ขณะที่ ยอโควิช กำลังนำ 7-5, 5-3 เมดเวเดฟ ระบายความหงุดหงิดด้วยการหวดบอลจากด้านหลังคอร์ต ก่อนลูกบอลจะลอยไปโดนใบหน้าของผู้ชมแถวหน้า
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาถูกปรับแพ้ให้ออกจากการแข่งขันทันที
ยอโควิช จึงผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ไชน่าโอเพน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน ปักกิ่งไม่ได้มีเพียงคำถามว่าใครเป็นผู้ชนะ เพราะมันกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาว่า ในกีฬาเทนนิส “หนึ่งวินาทีที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้” สามารถทำให้การแข่งขันทั้งแมตช์จบลงได้อย่างไร
เกิดอะไรขึ้นกับ เมดเวเดฟ?
เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ยอโควิชนำ 7-5, 5-3 และสกอร์ในเกมอยู่ที่ 15-15 หลังนักหวดเซอร์เบียตีวินเนอร์ผ่านเมดเวเดฟไป
ลูกบอลกระดอนกลับมาจากด้านหลังคอร์ต ก่อนเมดเวเดฟ ที่กำลังหงุดหงิดจะใช้แบ็กแฮนด์หวดบอลขึ้นไปบนอัฒจันทร์ และไปโดนใบหน้าของผู้ชมที่นั่งอยู่แถวหน้า
ผู้ชมรายดังกล่าวก้มลงพร้อมจับบริเวณใบหน้า และภายหลังต้องได้รับการช่วยเหลือออกจากสนาม
โมฮาเหม็ด ลาห์ยานี แชร์อัมไพร์จึงหารือกับเจ้าหน้าที่ ATP ก่อนตัดสินให้เมดเวเดฟ ถูกปรับแพ้และยุติการแข่งขันทันที
ตามบัญญัติระเบียบวินัยของเทนนิส การกระทำอย่างใช้ความรุนแรงกับลูกเทนนิส หรือแร็คเกต รวมถึงการใช้วาจาหรือกำลังอย่างไม่เหมาะสม สามารถนำไปสู่การลงโทษได้
โดยปกติผู้เล่นอาจได้รับการเตือนการลงโทษตามลำดับ ก่อนนำไปสู่การถูกปรับแพ้
แต่ในกรณีที่การกระทำมีความรุนแรงเพียงพอ ผู้ตัดสินสามารถลงโทษด้วยการแพ้ได้ทันที และกรณีของ เมดเวเดฟ ถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายดังกล่าว เพราะบอลที่เขาตีด้วยความหงุดหงิดไปโดนผู้ชมโดยตรง
ผลไม่ได้มีเพียงการแพ้แมตช์ เพราะเขายังต้องสูญเสียคะแนนสะสมและเงินรางวัลที่ทำได้จากการแข่งขันในไชน่าโอเพนครั้งนี้ด้วย
เมดเวเดฟยอมรับ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ชม
หลังถูกตัดสินให้แพ้ เมดเวเดฟเดินเข้าไปจับมือกับยอโควิช ก่อนออกจากสนาม และหลังการแข่งขันเขาไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
“ก่อนอื่นผมต้องขอโทษผู้ชมอย่างมาก ผมหวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไร นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด ตอนนี้ผมเป็นห่วงเขามากจริงๆ”
เมดเวเดฟเปิดเผยว่าเขากำลังพยายามติดต่อผู้ชมรายดังกล่าว หากอีกฝ่ายยินดี เพื่อจะได้กล่าวคำขอโทษด้วยตัวเองและสอบถามอาการ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเจตนาของเมดเวเดฟจะเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ของการกระทำเกิดขึ้นแล้ว และกฎของการแข่งขันก็ทำหน้าที่ของมัน
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกจับตามองมากขึ้น คือการควบคุมอารมณ์เป็นหนึ่งในปัญหาที่ติดตามเมดเวเดฟมาตลอดอาชีพ
เขาเคยถูกปรับเงินจากพฤติกรรมในยูเอสโอเพน หลังแสดงอาการไม่พอใจอย่างหนักจากเหตุการณ์ช่างภาพเดินลงมาในคอร์ต และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาก็เคยทำลายแร็กเกตหลังแพ้ 6-0, 6-0 ในมอนติคาร์โล มาสเตอร์ส
เมดเวเดฟเคยยอมรับด้วยตัวเองว่า เขากำลังพยายามปรับพฤติกรรมในสนาม เพราะความเกลียดความพ่ายแพ้สามารถสร้างได้ทั้ง “พลังงานที่ดี” และ “พลังงานที่ไม่ดี”
ครั้งนี้ พลังงานด้านหลังกลายเป็นสิ่งที่จบการแข่งขันของเขาเอง
คนที่เข้าใจเมดเวเดฟมากที่สุด อาจเป็นโนเล่
ความน่าสนใจอีกอย่างคือ ผู้เล่นที่ยืนอยู่อีกฝั่งของเน็ตกลับเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจความรู้สึกนี้ดีที่สุด
ยอโควิชเคยถูกปรับแพ้ในยูเอสโอเพน 2020 หลังตีบอลด้วยความหงุดหงิดและลูกบอลไปโดนไลน์จัดจ์ บริเวณลำคอ ดังนั้นแทนที่จะตำหนิคู่แข่ง ยอโควิชจึงแสดงความเห็นใจ
“ผมรู้ดีว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการถูกตัดสิทธิ์ในแมตช์ใหญ่” พร้อมย้ำว่าเขาเชื่อว่าเมดเวเดฟไม่ได้ตั้งใจทำร้ายผู้ชม
ความแตกต่างระหว่าง “ไม่ได้ตั้งใจ” กับ “ไม่ต้องรับผิดชอบ” จึงสำคัญ เพราะยอโควิชเองเคยเรียนรู้บทเรียนเดียวกันมาแล้วว่า นักกีฬาอาจไม่ได้ตั้งใจให้ใครบาดเจ็บ แต่ยังต้องรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำของตัวเอง
แมตช์นี้อาจถูกจดจำจากเหตุการณ์ของเมดเวเดฟ แต่หากมองเฉพาะการแข่งขัน ยอโควิชกำลังอยู่ในตำแหน่งที่ดีอย่างมากก่อนทุกอย่างจะจบลง
ในวัย 39 ปี เขานำผู้เล่นที่อายุน้อยกว่าถึง 9 ปี 7-5, 5-3 และที่น่าสนใจคือยอโควิช ต้องเผชิญเบรกพอยต์ถึง 18 ครั้ง แต่สามารถเซฟได้ถึง 16 ครั้ง
นั่นสะท้อนสิ่งที่ทำให้เขายังคงแข่งขันในระดับสูงได้ แม้ร่างกายอาจไม่เหมือนช่วงพีกอีกแล้ว
ยอโควิชไม่จำเป็นต้องครองเกมทุกแต้ม เขาเพียงต้องเล่นแต้มสำคัญได้ดีกว่า และบังคับให้คู่แข่งต้องเล่นอีกหนึ่งลูกเสมอ
การเข้าชิงครั้งนี้ยังมีความหมายกับยอโควิช เพราะเป็นเกมชิงชนะเลิศแรกของเขานับตั้งแต่ออสเตรเลียนโอเพน
หลังจากนี้ฤดูกาลของเขาไม่ได้ราบรื่นนัก เขาตกรอบสาม เฟรนซ์โอเพน, เข้าถึงรอบรองชนะเลิศในวิมเบิลดัน ก่อนแพ้ต่อยานนิก ซินเนอร์ และเจอกับความผิดหวังครั้งใหญ่จากการตกรอบแรกยูเอสโอเพน
แต่ปักกิ่งคือสถานที่พิเศษสำหรับเขา เพราะยอโควิชมีสถิติ 33-0 ใน ไชน่าโอเพน และคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้วถึง 6 ครั้ง
ครั้งนี้เขาจะเจอกับอเล็กซ์ เดอ มินอร์ ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมโอกาสรักษาสถิติการคว้าอย่างน้อยหนึ่งแชมป์ในทุกปี ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2006
หนึ่งวินาทีที่เปลี่ยนปลายทางของสองคน
สำหรับยอโควิช เหตุการณ์นี้ส่งเขาเข้าสู่รอบชิงฯ และเปิดโอกาสให้ฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความผิดหวังจบลงด้วยถ้วยแชมป์อีกครั้ง
สำหรับเมดเวเดฟ มันตรงกันข้าม จากการเป็นผู้เล่นที่ยังมีโอกาสกลับเข้าสู่แมตช์ เขาต้องออกจากสนาม สูญเสียคะแนนและเงินรางวัล พร้อมกลับมาเผชิญคำถามเรื่องการควบคุมอารมณ์อีกครั้ง
ความโหดร้ายของเหตุการณ์นี้คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที
และคนที่อาจเข้าใจเรื่องนั้นดีที่สุด กลับเป็นผู้ชายที่ยืนอยู่อีกฝั่งของเน็ต
เพราะเมื่อหกปีก่อน โนวัค ยอโควิช เคยออกจากแกรนด์สแลมด้วยความผิดพลาดแบบเดียวกัน
แต่วันนี้ เขาคือคนที่เดินออกจากสนามในฐานะผู้เข้าชิง
ภาพ: Lintao Zhang / Getty Images


