วันนี้ (4 ตุลาคม) เวลา 08.30 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์การช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6
โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลพีร์ สุวรรณฉวี วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าร่วมการประชุม
นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุมว่า วันนี้เราประชุมกันเป็นวันที่ 6 แล้ว ภาพรวมในหลายพื้นที่ก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีบางจังหวัด เช่น ปราจีนบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ที่ยังมีสภาพน้ำท่วมขังและยังเป็นปัญหาอยู่ ตลอดจนต้องอพยพประชาชนออกมายังศูนย์พักพิง และอพยพผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ถือเป็นโรงพยาบาลจังหวัดปราจีนบุรี ที่ต้องปิดทำการ ซึ่งต้องขอบคุณกองทัพบกที่ให้การสนับสนุนทำโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปทำการรักษาตัวต่อ แม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์ แต่ทำให้การดูแลรักษายังคงมีความต่อเนื่องไปได้
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ที่สำคัญที่สุดคืออุปกรณ์ทางการแพทย์และยารักษาโรค เนื่องจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเมื่อเราไปขอให้โรงพยาบาลของกองทัพรับผู้ป่วยไปรักษาแล้ว ฉะนั้นเรื่องของเวชภัณฑ์และสิ่งต่างๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขกำกับดูแล ก็ขอให้เร่งเพิ่มเติมไปที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเหล่านั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ก็ขอให้ไปดำเนินการ ซึ่งตนเชื่อว่าการประสานงานของทั้งสองโรงพยาบาลคงไม่มีปัญหา แต่เรื่องของยาและเวชภัณฑ์ หากมีการร้องขอมาก็ขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ รวมถึงจากการลงพื้นที่พบว่ายารักษาโรคและป้องกันโรคบางชนิดยังขาดแคลนอยู่ ก็ให้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเวชภัณฑ์เหล่านี้เข้าไปในพื้นที่ โดยประสานกับทางแพทย์สาธารณสุขจังหวัดให้เรียบร้อย และส่งถึงมือชาวบ้านโดยเร็ว
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ในสัปดาห์นี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นในทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร และจะมีฝนตกชุกถึงหนักมากในพื้นที่ภาคใต้ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะรายงานสถานการณ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมีฝนและปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น การระบายน้ำอาจไม่เป็นไปตามแผนที่เราต้องการ
ฉะนั้น จึงขอให้พื้นที่ใดที่สามารถเร่งระบายน้ำได้ให้ดำเนินการโดยทันที พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งปริมาณฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล ก่อนนำข้อมูลมาจัดทำเป็นแผนที่ที่เข้าใจง่าย เพื่อส่งต่อไปยังระดับอำเภอและชุมชน
ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดจำเป็นต้องปรับแผนหรือต้องการรถยกสูง เรือ หรือเครื่องผลักดันน้ำ ก็ขอให้แจ้งมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประสานการสนับสนุน
ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขอให้ดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมเส้นทาง ยานพาหนะ และแผนอพยพให้พร้อม และดูแลประชาชนต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้อย่างปลอดภัย
ส่วนพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลง ขอให้เร่งทำความสะอาด เก็บขยะ และตรวจฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปาทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ทั้งจังหวัดน้ำแห้งก่อน โดยเฉพาะการจัดเก็บขยะ ซึ่งกรุงเทพมหานครจะประสานกำหนดช่วงเวลาบิ๊กคลีนนิ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ขอให้พื้นที่อื่นๆ ได้อำนวยความสะดวกเช่นเดียวกัน
นายกรัฐมนตรียังย้ำเรื่องการจัดตั้งและดูแลศูนย์อพยพ โดยขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องบูรณาการการทำงานร่วมกับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อระดมทรัพยากรและเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) ตนได้ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และพบว่ายังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จนต้องอพยพประชาชนเพิ่มเติม เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ขณะเดียวกัน น้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานานเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น จึงจำเป็นต้องเร่งดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
“ผมเห็นว่าการร่วมมือกันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะนายก อบจ. มีเครือข่ายท้องถิ่นที่ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณ จังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ว ขอให้เร่งดำเนินการใช้เงินทดรองราชการในพื้นที่ประสบภัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้ไปดูแลประชาชนที่มาอยู่ในศูนย์พักพิง ให้ได้รับความสะดวกสบายให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรียอมรับว่า ศูนย์พักพิงไม่สามารถมีความสะดวกสบายได้เทียบเท่ากับการอยู่ที่บ้าน แต่ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะห้องน้ำและห้องสุขา ซึ่งเมื่อมีประชาชนเข้าพักจำนวนมาก ย่อมทำให้ภาระในการดูแลและทำความสะอาดเพิ่มขึ้น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่มีศูนย์พักพิงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขอนามัย โดยเฉพาะห้องน้ำและห้องสุขา และหากสามารถดำเนินการได้ ขอให้พิจารณาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานทำความสะอาด เพื่อสร้างแรงจูงใจและให้สามารถดูแลพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง
“ขอให้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความใส่ใจ เพราะหากห้องน้ำและห้องสุขาไม่สะอาด อาจกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคและก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อผู้พักพิงและเจ้าหน้าที่ แต่ยังอาจส่งผลต่อพื้นที่ประกอบอาหาร และวัตถุดิบที่นำมาประกอบอาหารใช้ทำครัว ที่จะส่งผลกระทบไปทั่วก็ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้ความสำคัญสุขอนามัยด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งประสานและติดตามการลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย หลังเปิดให้ลงทะเบียนแล้ว โดยขอให้เร่งตรวจสอบและดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถทยอยจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้ทันที
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องรอให้การฟื้นฟูพื้นที่เสร็จสิ้นก่อนจึงจะจ่ายเงินเยียวยา หากตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารของผู้มีสิทธิเรียบร้อยแล้ว ให้ทยอยจ่ายตามลำดับ ไม่จำเป็นต้องรอให้ตรวจสอบครบทุกพื้นที่ โดยงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือได้มีการจัดสรรไว้แล้วตั้งแต่ปี 2569 โดยขอให้จ่ายตามคิว จ่ายทุกวันๆ ก็ไม่เป็นไร ก็ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลบัญชีต่างๆ
ขณะที่ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โอนเงินจำนวน 4,700 ล้านบาทไปยังธนาคารออมสินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากชุมชนหรืออำเภอใดดำเนินการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเรียบร้อยแล้ว สามารถทยอยโอนเงินให้ประชาชนได้ทันที
นายกรัฐมนตรีย้ำในที่ประชุมอีกว่า ภายในสัปดาห์นี้ ขอให้เห็นการโอนเงินเยียวยาล็อตแรกถึงมือประชาชน


