จาก Thai Festival ในปารีส ถึงคำถามว่าไทยจะมีที่ยืนตรงไหนในระเบียบโลกใหม่
ปี 2569 เป็นปีที่ไทยและฝรั่งเศสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ท่ามกลางความพยายามของทั้งสองประเทศที่จะต่อยอดความสัมพันธ์จากทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไปสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเมืองระหว่างประเทศในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญ
- จาก Thai Festival ในปารีส ถึงคำถามว่าไทยจะมีที่ยืนตรงไหนในระเบียบโลกใหม่
- จากเทศกาลวัฒนธรรม สู่เครื่องมือทางการทูต
- ไม่ใช่การทูตไผ่ลู่ลม แต่คือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์
- จากผู้เล่นตามกติกา สู่การร่วมเขียนกติกา
- ฝรั่งเศส: หุ้นส่วนที่เพิ่มทางเลือกให้ไทย
- ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้แปลว่าโอกาสจะเกิดขึ้นเอง
- จากการมองเห็น สู่การมีความสำคัญ
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ Tout à fait Thaï 2026 – เทศกาลไทยในกรุงปารีส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม ณ สวนบากาแตล กรุงปารีส
ก่อนงานเปิดฉาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสจัดงานแถลงข่าวต่อสื่อฝรั่งเศสและไทย โดยพยายามนำเสนอประเทศไทยให้กว้างกว่าภาพคุ้นเคยของอาหาร ผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม มวยไทย และนวดไทย แต่ขยายไปสู่ภาพของประเทศที่ร่วมสมัยขึ้น ผ่านดนตรี ศิลปินรุ่นใหม่ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนนวัตกรรม
นี่จึงไม่ใช่เพียงการนำ ‘ความเป็นไทย’ มาจัดแสดงในปารีส แต่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามใช้วัฒนธรรมและการทูตสาธารณะ เพื่อสร้างทั้งการรับรู้ ความเชื่อมโยง และพื้นที่ใหม่ให้ประเทศไทยในฝรั่งเศสและยุโรป
จากเทศกาลวัฒนธรรม สู่เครื่องมือทางการทูต

ใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ บอกกับ THE STANDARD ว่า กระทรวงดำเนินโครงการเทศกาลไทยมานานกว่า 30 ปี แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พยายามยกระดับและปรับภาพลักษณ์ของงานให้เป็นระบบมากขึ้น
จากเดิมที่เน้นมรดกทางวัฒนธรรมเป็นหลัก ปัจจุบันไทยพยายามนำเสนอภาพของประเทศที่ ‘เปิดกว้าง ทันสมัย และสร้างสรรค์’ เพิ่มเข้าไป ทั้งอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ เพลง นวัตกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ใจไทยย้ำว่า
“ความสำเร็จของงานเทศกาลไทยไม่ได้วัดแค่จำนวนคนที่มาเข้าร่วมเยี่ยมชมงานในวันนั้นๆ”

โจทย์จึงอยู่ที่ว่า การรับรู้เชิงบวกที่เกิดขึ้นจะสามารถต่อยอดไปสู่ความสัมพันธ์ การท่องเที่ยว ธุรกิจ และโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด
ปีงบประมาณ 2569 กระทรวงการต่างประเทศจัด Thai Festival 42 แห่งทั่วโลก โดยมี 12 แห่งที่ถูกวางให้เป็นงานสำคัญระดับเรือธง และปารีสเป็นหนึ่งในนั้น
แต่เมื่อ THE STANDARD สนทนากับ นิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส บทสนทนาเรื่อง Thai Festival ค่อย ๆ ขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องวัฒนธรรมคือคำถามว่า ประเทศไทยจะวางตัวเองไว้ตรงไหนในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น

ไม่ใช่การทูตไผ่ลู่ลม แต่คือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์
นิกรเดชใช้คำหนึ่งที่น่าสนใจ
“อันนี้ไม่ใช่ Bamboo Diplomacy อันนี้คือ Strategic Autonomy”
หรือในความหมายภาษาไทย คือ ไม่ใช่การลู่ตามแรงลม แต่เป็นการรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์
เขาอธิบายว่า ไทยไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามด้วยการเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ควรรักษาความสามารถในการเลือกว่าจะร่วมมือกับใคร ในเรื่องใด และภายใต้ผลประโยชน์ของประเทศไทยเอง
“เราจะคุยกับทุกคนในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับเรา จะคุยกับทุกคนในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับคนไทย เราจะเลือกวาระที่เราจะเล่น เรามีสิทธิที่จะเลือก”

แนวคิดนี้ไปไกลกว่าการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ เพราะหมายถึงความพยายามที่จะกำหนดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของไทยด้วยตัวเอง
จากผู้เล่นตามกติกา สู่การร่วมเขียนกติกา
นิกรเดชมองว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากระเบียบที่มหาอำนาจไม่กี่ประเทศสามารถกำหนดกติกาได้ทั้งหมด ไปสู่โลกที่ความร่วมมือจำนวนมากจะเกิดขึ้นเป็นรายประเด็น
“เราจะเลิกแล้วล่ะที่จะเป็นผู้รอให้ระเบียบถูกเขียนเสร็จ แล้วเล่นตามระเบียบ แต่เราจะเข้าไปนั่งบนโต๊ะ แล้วเขียนระเบียบร่วมกับเขา”
นี่คือความทะเยอทะยานที่สำคัญ เพราะการ ‘ร่วมเขียนกติกา’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่าทีทางการทูตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยขีดความสามารถจริง มาตรฐานภายในประเทศ และความน่าเชื่อถือที่ประเทศอื่นยอมรับ
นิกรเดชยกเรื่อง การพัฒนาอย่างยั่งยืน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาค ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของพื้นที่ที่ไทยอาจมีบทบาทมากขึ้น

ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงจีน ลาว เมียนมา กัมพูชา และมาเลเซีย หากการเชื่อมโยงด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเดินหน้ามากขึ้น ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของไทยก็อาจทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
คำถามที่สำคัญกว่าคือ ไทยจะสามารถเปลี่ยน ความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ให้กลายเป็น อำนาจต่อรองและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ ได้มากเพียงใด
ฝรั่งเศส: หุ้นส่วนที่เพิ่มทางเลือกให้ไทย

ในมุมของนิกรเดช ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ไทยสามารถร่วมมือได้มากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาเสรีภาพในการกำหนดทิศทางของตนเองในโลกที่กำลังแบ่งขั้ว
เขามองว่าฝรั่งเศสและไทยสามารถเชื่อมโยงกันได้ในหลายด้าน ตั้งแต่พลังงาน เทคโนโลยี ระบบราง การบิน ไปจนถึงการแพทย์
แต่แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขาความร่วมมือ
อยู่ที่คำถามว่า ไทยสามารถสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริงหรือไม่
แทนที่จะมองความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสว่าเป็นการ ‘เลือกฝรั่งเศส’ แทนประเทศใดประเทศหนึ่ง ความสัมพันธ์นี้อาจมีคุณค่าในฐานะส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนที่หลากหลาย และลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
Data Center: บททดสอบของความน่าเชื่อถือ
ตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดที่นิกรเดชใช้เชื่อมความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์กับเศรษฐกิจใหม่ คือเรื่อง Data Center
เขาตั้งคำถามว่า ในโลกที่ข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้น การแข่งขันเพื่อดึงดูด Data Center ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับไฟฟ้า ที่ดิน หรือต้นทุน แต่ยังขึ้นอยู่กับคำถามว่า นักลงทุนจะเชื่อใจประเทศใดให้เป็นที่เก็บข้อมูล
“Data Center เป็นเรื่องสำคัญ แต่ความเป็นอิสระของข้อมูลที่อยู่ในศูนย์นั้นสำคัญที่สุด”
ข้อเสนอนี้น่าสนใจ เพราะทำให้คำว่า ‘ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์’ ไม่ได้อยู่เพียงในโลกของการทูต แต่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลโดยตรง
อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์นี้ยังมีระยะห่างจากการเกิดขึ้นจริง
การเป็นประเทศที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นฐานศูนย์ข้อมูล ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะประกาศว่าไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทั้งความมั่นคงด้านพลังงาน กฎหมายคุ้มครองข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ความแน่นอนของกฎระเบียบ และความน่าเชื่อถือของสถาบัน
นี่คือช่องว่างระหว่าง ภาพที่ไทยอยากเป็น กับ ขีดความสามารถที่ไทยต้องสร้าง
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้แปลว่าโอกาสจะเกิดขึ้นเอง

เงื่อนไขเดียวกันปรากฏในเรื่อง FTA ไทย-EU และกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ทั้งสองเรื่องมีความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานของไทยและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้การปรับตัวภายในประเทศจริง ไม่ใช่เพียงการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดี
จุดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส 170 ปี มีคำถามต่อ
หากความสัมพันธ์อันยาวนานจบลงเพียงที่พิธีการและกิจกรรมเฉลิมฉลอง คุณค่าก็อาจจำกัด
แต่ถ้าสามารถเปลี่ยนทุนทางประวัติศาสตร์และความไว้เนื้อเชื่อใจให้กลายเป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยี พลังงาน การลงทุน การศึกษา และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ 170 ปีก็อาจไม่ใช่จุดสรุป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่
จากการมองเห็น สู่การมีความสำคัญ

นี่คือเหตุผลที่ Thai Festival มีความหมายมากกว่างานวัฒนธรรม
เพราะช่วยสร้างการมองเห็นประเทศไทย
แต่โจทย์ที่ยากกว่าคือ ทำอย่างไรให้ประเทศไทย มีความสำคัญต่อสิ่งที่ประเทศอื่นกำลังต้องการ
เพราะการมองเห็นเพียงอย่างเดียวสร้างการรับรู้ได้ แต่ยังไม่ใช่อิทธิพล
ท้ายที่สุดคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกจะมองเห็นประเทศไทยหรือไม่
แต่คือเมื่อโลกมองเห็นแล้ว ไทยมีศักยภาพ ความน่าเชื่อถือ และข้อเสนอที่ชัดเจนมากพอหรือไม่ ที่จะทำให้ประเทศอื่นต้องการทำงานกับเรา
และถ้าระเบียบโลกกำลังถูกเขียนใหม่จริง คำถามที่ไทยต้องตอบอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า จะยืนอยู่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอย่างไร
แต่คือ
ประเทศไทยมีเรื่องอะไรที่พร้อมนำ
มีพันธมิตรแบบไหนที่ต้องการสร้าง
และมีโต๊ะไหนที่เราต้องเข้าไปนั่ง เพื่อร่วมเขียนกติกาด้วยตัวเอง


