‘Infineon’ ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์เยอรมนี ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท เปิดฐานผลิต Power Module แห่งใหม่ในไทย 1 ต.ค.นี้ ขึ้นเป็นฐานผลิตแห่งที่ 3 ของโลก รองรับ EV, Data Center และ AI พร้อมตั้งศูนย์ R&D แห่งแรกในไทย วางเป้าจ้างงานกว่า 5,000 คน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมซัพพลายเออร์ไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก โดยตั้งเป้าใช้วัตถุดิบในประเทศ 60%
ประเด็นสำคัญ

Infineon Technologies AG ถือเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเยอรมัน มีสำนักงานใหญ่ในเมืองมิวนิก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระบบพลังงานและอุปกรณ์เชื่อมต่ออัจฉริยะ ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ ไปจนถึงเทคโนโลยีดิจิทัล
โดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฐานการผลิต Backend แห่งใหม่ของอินฟินีออน สะท้อนความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำ
พื้นที่ตั้งโรงงานอยู่ใน อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 จ.สมุทรปราการ เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท วางให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์พิเศษ Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Infineon Technologies AG ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกประเทศไทย ว่า การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระจายเครือข่ายการผลิตทั่วโลก เพื่อไม่ให้บริษัทพึ่งพาฐานการผลิตแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป
“เราไม่ต้องการสร้างทุกอย่างไว้ในที่เดียวของโลก”
Gorski อธิบายว่า Infineon ต้องการให้ผลิตภัณฑ์เดียวกันสามารถผลิตได้จากมากกว่าหนึ่งฐานการผลิต เช่น การมีฐานการผลิตทั้งในมาเลเซียและประเทศไทย หากเกิดปัญหาที่โรงงานในมาเลเซีย บริษัทก็ยังสามารถใช้โรงงานในไทยเพื่อผลิตและส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ทำไมต้อง ‘ไทย’
เมื่อถามว่า หาก Infineon ต้องการกระจายฐานการผลิต เหตุใดประเทศไทยจึงได้รับเลือกให้เป็นฐานใหม่ หากเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียน มาเลเซีย เวียดนาม
Gorski มองว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่เรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแรง รวมถึงบุคลากร สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้ทำให้ Infineon สามารถต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ขณะที่ Infineon มีทั้งฐานการผลิตและลูกค้าอยู่ในหลายภูมิภาค การมีฐานการผลิตในประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับหลายตลาดจึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เครือข่ายโดยรวม
ทำเล ดีมานด์ AI-Data Center-EV นโยบาย Semiconductor ชาติ หนุนลงทุน
อีกด้าน ที่ทำให้ประเทศไทยมีความน่าสนใจ คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะการเติบโตของ AI, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนต้องการเทคโนโลยีจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง
Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ ไปจนถึงเครื่องจักร หุ่นยนต์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบ AI
สำหรับ Infineon โรงงานแห่งใหม่ในไทยจึงไม่ได้รองรับเพียงความต้องการของตลาดในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเตรียมกำลังการผลิตเพื่อรองรับเมกะเทรนด์ระยะยาว ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition
“ทำเลของไทยยังสามารถเชื่อมโยงตลาดสำคัญในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่รองรับการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค”
Gorski ย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญคือ จุดยืนด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ซึ่งสามารถทำธุรกิจกับประเทศต่างๆ ได้หลากหลาย
จากฐานเดิมนนทบุรี สู่โรงงานใหม่นิคมอารยะ
ด้วย Infineon มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีฐานการผลิตในจังหวัดนนทบุรีมาตั้งแต่ปี 2532 ก่อนเดินหน้าปรับโครงสร้างฐานการผลิตและก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในสมุทรปราการ
โรงงานแห่งใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E)
และหากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ Infineon ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า
การเปิดโรงงานในครั้งนี้บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย
“ด้วยจุดแข็งด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การมีฐานผลิตในหลายประเทศช่วยกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน สินค้าจากไทยจะรองรับตลาดทั่วโลก ไม่ได้จำกัดเฉพาะไทยหรือเอเชีย”
ปัจจุบันโรงงานมีพนักงานกว่า 350 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 1,000 คน เมื่ออาคารผลิตแห่งแรก หรือ Module A เดินเครื่องเต็มกำลัง
ด้านความยั่งยืน Module A ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสีเขียว 100% พร้อมระบบนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และระบบเก็บน้ำฝน โดย Infineon ระบุเป้าหมายการรีไซเคิลน้ำ 25% และตลอดสานพานการผลิต Infineon จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวในไทยด้วย
‘ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์’
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ฉายภาพว่า การเข้ามาของ Infineon ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ประเทศไทย ไม่มีฐานอุตสาหกรรม แต่เป็นการต่อยอดจาก Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง Infineon เองก็มองไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายความเสี่ยง
“ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามเทคโนโลยีทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุน และประเทศไทยซึ่งวางตัวเป็นกลาง กลายเป็นเป้าหมายหลักในการตั้งฐานการผลิตที่ปลอดภัยและมั่นคง”

หากมองผ่านห่วงโซ่คุณค่า ไทยมีผู้ประกอบการทั้งไทยและ ต่างชาติอยู่ในหลายส่วนของห่วงโซ่แล้วตั้งแต่การออกแบบวงจร การผลิตเวเฟอร์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ การประกอบและทดสอบ ไปจนถึง Photonics และอิเล็กทรอนิกส์
นอกจาก Infineon ยังมี Analog Devices (ADI) บริษัทเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานดำเนินงานในจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมการทดสอบวงจรรวมและเวเฟอร์ รวมถึงการออกแบบวงจร
ขณะที่ FTG/Foxsemicon มีฐานการผลิตในไทยและอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้านอุปกรณ์ ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Applied Materials
ในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ความแม่นยำสูง ยังมี Star Precision และ Sunar ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลกอย่าง ASML และ Applied Materials
ส่วนในกลุ่มการผลิตส่วนปลายและการประกอบ ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ไทยมีฐานการดำเนินงานของบริษัทอย่าง Lumentum, Fabrinet, Hana Microelectronics, Rohm Integrated และ Microchip ขณะที่ในฝั่ง Photonics และ Optical Communication ก็มีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเช่นกัน
นอกจากนี้ BOI ยังชี้ให้เห็นถึงฐานผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Design Gateway และ Silicon Craft ในกลุ่มการออกแบบวงจรรวม และ Stars Microelectronics เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ภาพรวมดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของ BOI ที่ระบุว่า ในช่วงปี 2566-ครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 879 โครงการ มูลค่ากว่า 909,000 ล้านบาท
ขณะที่ประเทศไทยกำลังมุ่งพัฒนา 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โฟโตนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์ และเซนเซอร์
ไม่ใช่แค่โรงงาน แต่ต้องเชื่อมเครื่องจักร-ชิป-PCB-AI สร้าง ‘คน-เทคโนโลยี-ซัพพลายเออร์’
นฤตม์กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องการจากการลงทุนของ บริษัทระดับโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่มูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่คือการสร้างคุณค่า ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการสร้างซัพพลายเออร์ไทย
กรณีของ Infineon บริษัทมีแผนจ้างงานไทยรวมกว่า 5,000 คน เมื่อการลงทุนขยายเต็มแผน พร้อมเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน อีกทั้ง ส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ รวมถึงร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาปริญญาตรีกว่า 1,100 คนเข้าร่วมฝึกอบรมและโครงการวิจัย

ก้าวใหม่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’
ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีโมเดล Siam Silica ตั้งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 86,600 คน ภายในปี 2573 แบ่งเป็นกำลังคนสมรรถนะสูง 84,900 คน และบุคลากรวิจัยระดับสูงประมาณ 1,700 คน ผ่านการพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรมเพื่อปรับทักษะ การฝึกงานทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาอาจารย์ นักวิจัยและผู้ฝึกสอน เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนเพิ่มเติมในกิจการออกแบบชิป การผลิตชิปในส่วนต้นน้ำการประกอบและทดสอบขั้นสูง และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศสำหรับชิ้นส่วนมูลค่าสูง รวมถึงมีแผนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 2,800 ล้านบาท
นั่นหมายความว่า การลงทุนครั้งนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงตั้งแต่ โรงงาน-บุคลากร-มหาวิทยาลัย-งานวิจัย-ซัพพลายเออร์เข้าด้วยกัน มากกว่าการนำกำลังการผลิตเข้ามาตั้งในประเทศไทยอย่างเดียว
นฤตม์ ทิ้งท้ายว่า การเปิดโรงงานของ Infineon เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนว่าฐานอุตสาหกรรมไทยกำลังขยับจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สอดรับกับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ
โดยหัวใจของยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดเป้าหมายดึงดูดการลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีแรก และ 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2593 พร้อมเป้าหมายสร้างงานทักษะสูงเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 230,000 คน

